ในปี 2569 มีข้อมูลและสัญญาณเตือนเรื่องปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” (El Niño) จากหน่วยงานที่ติดตามการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั่วโลก กำลังจะเกิดขึ้นในปีนี้ แต่การติดตามของบรรดาผู้เชี่ยวชาญของไทย ได้ชูประเด็นเรื่อง “ซูเปอร์เอลนีโญ” (Super El Niño) โดยระบุว่าจะเกิดภัยแล้งรุนแรง
ความเห็นเรื่อง “ซูเปอร์เอลนีโญ” ในสังคมไทยมาจาก สนธิ คชวัฒน์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย ที่ออกมาโพสต์เตือนผ่าน Facebook ส่วนตัว (Sonthi Kotchawat) เมื่อ 26 มี.ค. 69 โดยระบุว่า “โลกกำลังเข้าสู่ภาวะ “โลกเดือด” และไทยต้องรับมือกับซูเปอร์เอลนีโญที่จะส่งผลกระทบรุนแรงในปีนี้ไปจนถึงปีหน้า”
จากโพสต์ดังกล่าวมีการนำเสนอผ่านสื่อในช่วง เม.ย. 69 ที่พื้นที่ประเทศไทยเผชิญกับอุณภูมิสูงขึ้น โดยย้ำถึงความร้อนที่เพิ่มสูงขึ้นและคาดการณ์ว่าไทยจะเข้าสู่สภาวะ “ซูเปอร์เอลนีโญ” ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 และผลกระทบจาก “เอลนีโญและภาวะแล้งยาวนาน” มีนักวิชาการอย่าง เสรี ศุภราทิตย์ ย้ำถึงความแรุนแรงของปรากฏการณ์เอลนีโญ
อย่างไรก็ตาม ในทางวิทยาศาสตร์แล้ว ไม่มีการใช้คำว่า “ซูเปอร์เอลนีโญ” แต่มักจะมีนักวิชาการบางคน หรือ สื่อเรียกสถาพภูมิอากาศของ เอลนีโญ แต่จริง ๆ แล้วเป็นแนวโน้ม มราสภาพอากาศร้อนกว่าปกติและแล้งนานกว่าปกติ
แต่ข้อมูลจากสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ(สสน.) คาดการณ์สถานการณ์เอลนีโญในช่วงปี 2569 ว่าดัชนีความผิดปกติของอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตศูนย์สูตรยังคงสูงกว่าค่าปกติ ส่งผลให้ประเทศไทยอยู่ในสภาวะ เอลนีโญกำลังแรง (Strong El Niño) มีลักษณะสำคัญคือ
- อุณหภูมิสูงกว่าค่าปกติ: โดยเฉพาะในช่วงครึ่งแรกของปี สภาพอากาศจะร้อนจัดและแห้งแล้งกว่าปีที่ผ่านมาอย่างเห็นได้ชัด
- ปริมาณฝนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย: คาดการณ์ว่าปริมาณฝนรวมของทั้งปีจะน้อยกว่าค่าเฉลี่ยปกติประมาณ 5-10% ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อน
การพูดถึงปรากฎการณ์ “ซูเปอร์เอลนีโญ” กันอย่างแพร่หลาย ไม่เพียงแต่ในไทย อาจจะมีการพูดถึงในสื่อต่างประเทศ ทำให้ล่าสุด กรมอุตุนิยมวิทยาโลก หรือ World Meteorological (WMO) ออกมารายงานสถานการณ์ล่าสุดว่า มีแนวโน้มสูงที่ปรากฎการณ์เอลนีโญจะมา รวมถึงชี้แจงว่าไม่มีการใช้คำ “ซูเปอร์เอลนีโญ” เพราะไม่ใช่คำศัพท์ทางเทคนิคหรือเป็นมาตรฐานของกรมอุตุนิยมวิทยาโลก
ไม่มี “ซูเปอร์เอลนีโญ”
ใน รายงานล่าสุด จากกรมอุตุโลกฯ เรื่องความคืบหน้าของปรากฎการณ์เอลนีโญ กรมอุตุโลกฯ ยืนยัน ไม่มีปรากฎการ์ที่เรียกว่า “super El Niño” หรือ ซูเปอร์เอลนีโญ ที่อาจจะเคยได้ยินกันก่อนหน้านี้
เหตุผลก็เพราะว่า super El Niño ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของเกณฑ์การจำแนกระดับความรุนแรงตามมาตรฐานในการดำเนินการของกรมอุตุโลกฯ ในความเป็นจริง ระดับความรุนแรงของปรากฎการณ์เอลนีโญจะถูกจำแนกได้เป็น 4 ระดับด้วยกัน คือ Weak (อ่อน) Moderate (ปานกลาง) Strong (แรง) และสุดท้าย Very Strong (แรงมาก) เพราะฉะนั้นการใช้คำว่าซูปเปอร์เอลนีโญอาจทำให้คนเกิดอาการวิตกกังวลเกินกว่าสถานการณ์ความเป็นจริง
หากกลับมาดูที่สถานการณ์ ณ ตอนนี้ กรมอุตุโลกฯ ชี้ จนถึงช่วงต้นเดือน เม.ย. ปี 2569 โลกยังอยู่ในสภาวะเป็นกลาง หรือ ENSO-Neutral หลังจากที่ปรากฎการณ์ลานีญาอ่อนตัวลงไปอย่างชัดเจนเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา
แนวโน้ม 3 เดือนข้างหน้า พ.ค. – ก.ค. 69
รายงานฉบับล่าสุดระบุด้วยว่า มีสัญญาณที่ชัดเจนในการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิผิวน้ำทะเลที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว บ่งชี้ถึงความเป็นไปได้ของการกลับมาของปรากฎการณ์เอลนีโญในช่วงเดือน พ.ค. – ก.ค. ปีนี้ และมีความเป็นไปได้ที่จะอยู่ยาวตลอดทั้งปี
ทั้งนี้ทั้งนั้น ความเป็นไปได้ของการกลับมาของประกฎการณ์เอลนีโญนั้นมีสูง โมเดลที่กรมอุตุโลกใช้ยังชี้ถึงแนวโน้มอีกว่า ปรากฎการณ์เอลนีโญในครั้งนี้มีแนวโน้มที่จะมีความรุนแรงระดับ “Strong”
อย่างไรก็ตาม ควรรู้ไว้ว่า การพยากรณ์ในช่วงเวลานี้มีปัจจัยเรื่องของการเปลี่ยนผ่านของฤดูใบไม้ผลิของซีกโลกเหนือ หรือที่เรียกว่า Boreal spring transition เข้ามาทำให้การพยากรณ์ท้าทายกว่าปกติ แต่การพยากรณ์จะดีขึ้นหลังจากเดือน เม.ย. เป็นต้นไป อย่างไรก็ตาม กรมอุตุโลกฯ กล่าว จะมีการรายงานสถานการณ์เอลนีโญอีกครั้งในช่วงปลายเดือน พ.ค. 2569 ที่จะถึงนี้
นอกจากนี้ การพยากรณ์ของกรมอุตุโลกฯ จากการใช้โมเดลต่างๆ ยังสะท้อนว่าในอีกสามเดือนข้างหน้านี้ พ.ค. – ก.ค. 2569 อุณหภูมิพื้นผิวจะสูงขึ้นกว่าปกติในทุกพื้นที่ สัญญาณดังกล่าวมีความชัดเจนมากในพื้นที่ เช่น ตอนใต้ของทวีปอเมริกาเหนือ อเมริกากลาง ทะเลแคริบเบียน รวมถึงยุโรปและแอฟริกาเหนืออีกด้วย ในขณะที่ปริมาณน้ำฝนคาดว่าจะแตกต่างกันไปในแต่ละทวีป
ผลกระทบจะเป็นอย่างไร?
ในขณะที่กรุมอุตุโลกฯ ออกตัวว่า การมาแต่ละครั้งของปรากฎการณ์เอลนีโญจะมีผลกระทบที่แตกต่างกันออกไป ในภาพรวม การมาของปรากฎการณ์เอลนีโญจะส่งผลทำให้สภาพอากาศอุ่นขึ้น
นอกจากนี้ มีความเชี่ยมโยงกับปริมาณน้ำฝนที่เพิ่มมากขึ้นในบางพื้นที่ เช่น ตอนใต้ของทวีปอเมริกาใต้ ตอนใต้ของสหรัฐอเมริกา บริเวณ Horn of Africa และเอเชียกลาง ในอีกมุมหนึ่ง อาจทำให้เกิดความแห้งแล้ง ยกตัวอย่าง ในออสเตรเลีย อินโดนีเซีย และบางส่วนของเอเชียตอนใต้
หากถามว่าการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ (climate change) มีผลต่อความรุนแรงหรือความถี่ของเอลนีโญหรือไม่? กรมอุตุโลกฯ ชี้ ไม่มีหลักฐานหรือความชัดเจนที่จะอธิบายความเชื่อมโยงนี้ แต่… ภาวะโลกร้อนอาจทำให้ผลกระทบจากเอลนีโญรุนแรงขึ้นจาก 1) อุณหภูมิมหาสมุทรที่สูงขึ้น หรือ 2) คลื่นความร้อนที่รุนแรงกว่าเดิม
อุณหภูมิเดือนมี.ค.ทำสถิติร้อน แต่ไม่ร้อนที่สุด
ศูนย์บริการข้อมูลการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโคเปอร์นิคัส (C3S) ระบุว่า อุณหภูมิมหาสมุทรในเดือนมี.ค. ใกล้ทุบสถิติร้อนที่สุด โดยอุณหภูมิมหาสมุทรร้อนที่สุดเกิดขึ้นในเดือนม.ค. 2567 ในระหว่างที่วัฏจักรเอลนีโญส่งผลให้อุณหภูมิสูงขึ้น ซึ่งดูเหมือนว่าปัจจุบันกำลังเข้าสู่เอลนีโญ
เมื่อเดือนที่ผ่านมา องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก The World Meteorological Organization (WMO) ทำนายคล้ายกันว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงวัฏจักรในปีนี้ จากสภาพอากาศเย็นจากลานิญา ไปสู่สภาพเป็นกลาง ก่อนจะเปลี่ยนไปสู่เอลนิโญในปีนี้้
อ่านเพิ่มเติม: ปี 2026 ลานีญากำลังจากไป เอลนีโญมาเมื่อไรยังตอบยาก
ขณะเดียวกัน สหรัฐได้บันทึกว่าในเดือนมี.ค. เป็นเดือนที่ร้อนที่สุดมากกว่า 130 ปี โดยเป็นเดือนที่ร้อนผิดปกติในรอบ 132 ปี
เมื่อ 20-21 มี.ค. พื้นที่ประมาณ 1 ใน 3 ของสหรัฐฯ รู้สึกว่าร้อนอย่างอธิบายไม่ได้ หากไม่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่สาเหตุมาจากมนุษย์
ตามข้อตกลงปารัสปี 2015 ทุกประเทศเห็นพ้องว่าจะพยายามไม่ให้อุณหภูมิพื้นผิวโลกเกิน 2°C ก่อนยุคอุตสาหกรรม เป้าหมายที่ต้องการมากกว่าคือที่ 1.5°C เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบโลกร้อน แต่เมื่อไม่นานมานี้ อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นไปที่ 1.3°C-1.4°C เทียบกับก่อนยุคอุตสาหกรรม

การเข้าใจลานิญา (La Nina) และ เอลนีโญ (El Nino)
ลานิญา และเอลนีโญ เป็นวัฏจักรสภาพอากาศขั้วตรงกันข้ามในมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งส่งผลให้สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงในระยะสั้นทั่วโลก สภาพอากาศแบบเอลนีโญ จะช่วยเพิ่มความร้อนมากขึ้นกับพื้นผิวโลกที่มีอุณหภูมิสูงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศอยู่แล้ว อย่างกรณีปรากฏการณ์เอลนีโญในปี 2023-2024 ทำให้ในปี 2023 เป็นปีที่ร้อนที่สุดอันดับสอง และปี 2024 เป็นปีที่ร้อนที่สุด
ส่วนปีนี้ 2026 จะทำสถิติร้อนที่สุดหรือไม่ ยังไม่อาจคาดการณ์ได้ เพราะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้การคาดการณ์ไม่แน่นอนมากขึ้น
แต่ผลกระทบมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น โดยดูจากในมหาสมุทรอาร์กติก พบว่าปริมาณน้ำแข็งในทะเลเดือนมี.ค. ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5.7% ซึ่งถือเป็นปริมาณน้ำแข็งในเดือนมี.ค. ต่ำที่สุดตั้งแต่มีการบันทึกมา และแต่ต่ำกว่าเดือนมี.ค. 2025 เพียงเล็กน้อย โดยในปีนั้นต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5.6%
ทั้งนี้ พื้นที่น้ำแข็งในทะเลลดลงทุก ๆ ปี เป็นตัวชี้ให้เห็นว่าอุณหภูมิในอาร์กติกและแอนตาร์กติก กำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ผลจากมหาสมุทรร้อนขึ้น
มหาสมุทรถือว่าเป็นเก็บความร้อนมากที่สุดของโลก โดยดูดกลืนความร้อนส่วนเกินที่เกิดจากมนุษย์ และยังมีบทบาทสำคัญในการรักษาสภาพอากาศของโลก
มหาสมุทรอบอุ่นขึ้นจะส่งผลต่อสิ่งมีชีวิตบนโลก ยิ่งกว่านั้นยังเป็นตัวเร่งให้เกิดการละลายของแผ่นน้ำแข็งขั้วโลก และทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นด้วย และจากอุณหภูมิในทะเลสูงขึ้นจะทำให้เกิดพายุและฝนตกรุนแรง ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
ที่มา: WMO Likelihood increase of El Niño
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




