แต่การจัดการคอขวดของปัญหาและพลิกโฉมอนาคตด้านนี้ต้องการบทโหดและขึงขังกว่านี้
ช่วงเดือนที่ผ่านมามีโอกาสได้เข้าไปร่วมวงถกปัญหากับหลายวง ไม่ว่าจะเป็นวงอาหาร ขนส่ง ฝุ่นควัน ที่อยู่อาศัย และเศรษฐกิจท้องถิ่น สรุปคือ วิกฤติทุกวง และทำให้พื้นที่พูดเรื่องโลกร้อนหดตัวลงตามอารมณ์ของสังคม
เส้นเรื่องร่วมคือวิกฤตเชิงซ้อนนี้มาจากสงคราม คำหรูกว่านั้นคือปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งความหวังลึกๆ ของหลายคนก็คือพอสงครามสงบ วิกฤติก็คงจะจบเสียที หลายคนถึงขั้นมองไปที่ท่าทีของผู้นำคนเดียวเลย ราวกับว่าโลกจะสามารถกลับมาดีได้ด้วยการเปลี่ยนท่าทีของคนๆ เดียว ไม่ว่าจะทำตัวให้ดีขึ้นหรือให้แย่น้อยลง
โอกาสนี้อยากจะถกเถียงกับมุมมองดังกล่าว เพราะการมองปัญหาส่งผลต่อการมองทางออก ดังนั้น ถ้ามองแบบนั้น ทางออกก็คงแค่ต้องรอท่าทีมหาอำนาจต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งในทีนี้ มองว่าจริงๆ แล้ววิกฤติเซิงซ้อนนี้มีต้นตออยู่ที่ความอ่อนแอของนโยบายการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศทั้งโลก
แน่นอนว่า พูดเรื่องการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศหรือโลกร้อนตอนนี้คงไม่มีใครฟัง มองผ่านหรือแม้แต่ถูกด่าว่ามารักโลกอะไรตอนนี้
แต่สักกี่คนจะตระหนักว่าวิกฤติพลังงาน ขนส่ง ฝุ่นควัน อาหาร ที่อยู่อาศัย เศรษฐกิจ และการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศที่เรากำลังเผชิญกันอยู่ เป็นคนละเรื่องเดียวกัน
กล่าวอีกนัยคือวิกฤติเซิงซ้อนที่เรากำลังเผชิญกันอยู่นี้ มีต้นทางมาจากนโยบายการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศหรือนโยบายโลกร้อนที่ไม่จริงจัง
ทุกรัฐบาลรู้มาแต่ต้นว่าถ้าจะจริงจังกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศต้องปรับเปลี่ยนระบบพลังงาน เพราะพลังงานฟอสซิลคือต้นเหตุสำคัญของการปล่อยมลภาวะหรือสร้างคาร์บอน โดยสหประชาชาติวิเคราะห์ว่าพลังงานฟอสซิลมีส่วนราว 68%ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งโลก (United Nations, 2026) ถ้าจริงจังกัน ป่านนี้เราก็คงมีพลังงานหมุนเวียนทดแทนเพียงพอกันแล้ว เพราะเราพูดเรื่องโลกร้อนมากว่าสองทศวรรษแล้วเป็นอย่างน้อย
แต่รัฐบาลก็เลือกอยู่ดีว่าจะพึ่งพาพลังงานฟอสซิลอย่างน้ำมันกับก๊าซธรรมชาติต่อ (รวมถึงถ่านหิน) โดยยังเป็นธุรกิจหลักของบริษัทพลังงานที่กระทรวงการคลังถือหุ้น รวมถึงแหล่งพลังงานหลักของบริษัทการบินของชาติ การปรับเปลี่ยนทางพลังงานจึงเป็นไปอย่างช้าๆ และไม่มีการพลิกโฉมใดๆ เกิดขึ้น จุดเน้นที่เห็นในคำแถลงนโยบายก็คือส่งเสริมพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์) ซึ่งเน้นไปแค่ในระดับครัวเรือนและชุมชนเป็นหลักเท่านั้น
กล่าวเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่ารัฐไม่มีความพยายามอะไรเลย แต่มาตรการส่วนใหญ่เป็นแบบที่เชื่อเรื่องของการอาศัยตลาดสีเขียวในการแก้ปัญหา (Green marketsolutions) เช่น รณรงค์ให้ผู้บริโภคลดใช้ถุงพลาสติก และให้อุตสาหกรรมเปลี่ยนมาใช้เทคโนโลยีสะอาด รวมไปถึง ถ่านหินสะอาดด้วย (Baker, 2022) ส่วนการส่งเสริมรถไฟฟ้าก็กลายมาเป็นทางเลือกสำหรับคนพอมีฐานะและอยู่อาศัยในบริบทเมือง พอมีแบบราคาถูก แต่ก็กลายเป็นรถเสริมของบ้าน (คันที่สอง/ คันรองรถน้ำมันที่มีอยู่แล้ว เพราะยังใช้งานได้จำกัด) โดยระบบโครงสร้างพื้นฐานส่วนใหญ่ก็ยังออกแบบสำหรับขนส่งแบบเดิม และรถไฟฟ้าก็ยังไม่ตอบโจทย์พื้นที่ชนบท
แนวทางเช่นนี้ถูกจัดว่าเป็นการคิดแบบสิ่งแวดล้อมนิยมแบบเสรีนิยมใหม่ (Neoliberal environmentalism) โดยรัฐบาลใช้คำว่า เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) โดยมุ่งเพียงการต่อยอดแผนเดิม ซึ่งเมื่อฝากความหวังไว้ที่ตลาด โดยเฉพาะในการลงทุนและพัฒนาเทคโนโลยี การผูกขาดก็ตามมา การทำเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ไม่มีใครซื้อก็ไม่มีใครลงทุน และสิ่งแวดล้อมที่ดีก็คือสินค้าที่ผู้บริโภคซื้อหาเอาตามกำลัง (Uma, 2023)
ซ้ำร้าย แนวนโยบายจัดตั้งระบบซื้อขายคาร์บอนเครดิต (carbon credit) มาตรฐานสากลถูกเสนอราวกับความหวังใหม่ ทั้ง ๆ ที่เป็นเพียงการสร้างความชอบธรรมให้ภาคเอกชนปล่อยคาร์บอนได้ต่อไปหากยินดีจ่ายเพิ่ม
ฐานคิดและกลไกแบบนี้ตามมาด้วยระบบพลังงานที่เน้นประสิทธิภาพมากกว่าความยั่งยืนอย่างเป็นธรรม โดยทำเรื่องความสะอาดเพื่อการตลาดเป็นหลัก เพราะพลังงานแบบดั้งเดิมยังสะท้อนประสิทธิภาพได้ดีกว่า ธุรกิจพลังงานจึงหันมาทำให้มันสะอาดขึ้นแล้วก็ช่วยกันกับรัฐในการบอกเราว่าแค่นี้ก็ดีมากแล้ว (Jones, 2014) สุดท้ายก็พึ่งน้ำมัน ก๊าซ และถ่านหินเหมือนเดิม รวมถึงในการปั่นไฟ วิกฤติพลังงานจึงถูกมองเป็นแค่เรื่องของการชะงักงันของการส่งออกน้ำมัน พอสงครามสงบวิกฤตก็จะจบ แล้วเราก็ไปเอาเข้ามาใหม่ โดยลุ้นว่าผู้นำโลกในฐานะต้นตอปัญหาจะไม่ทำตัวแบบนี้อีก
พอวิกฤติน้ำมันจบตามข้างต้น หลายฝ่ายก็ทึกทักว่าการขนส่งก็จะกลับมา อาหารก็จะมาถึงหน้าบ้านเหมือนเดิม คนจนในชุมชนแออัดก็รอดปลอดภัย ส่วนอากาศก็จะสะอาดขึ้นเพราะมีน้ำมันขนชีวมวลลงมาจัดการโดยไม่ต้องเผาแล้ว
ความจริงอีกด้านหนึ่งคือ ถ้าคิดเรื่องการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศที่จริงจังแต่ต้น รัฐก็ต้องทำให้ระบบเกษตรไม่พึ่งพาปุ๋ยเคมีและการขนส่งทางไกลที่สร้างมีเทนและคาร์บอนสูงตั้งแต่แรก โดยหันมาส่งเสริมเกษตรธรรมชาติหรือเกษตรยั่งยืน ซึ่งแค่ค่าขนส่งอย่างเดียวมาที่เชียงใหม่ที่เดียวก็มากกว่า 25,000 กิโลเมตรต่อวันแล้ว โดยการเดินทางที่เกิดขึ้นนี้สร้างรอยเท้าคาร์บอนต่อวันเท่ากับการตัดต้นไม้ใหญ่ทิ้งราว 777 ต้นเลยทีเดียว (Boossabong และคณะ, 2025)
ถ้าคิดเรื่องลดความร้อนจัดและความกดอากาศที่สูง รวมถึงทำให้ฝนฟ้าตกตามฤดูกาล ฝุ่นก็คงไม่ตกค้างรุนแรงขนาดนี้ เพราะต้องไม่ลืมว่าวัฒนธรรมการเผาป่าเกิดมายาวนาน แต่สถานการณ์ทวีความรุนแรงในช่วงหลังมานี้ (ไม่ได้ปฏิเสธว่าการเผาเพื่อขยายและจัดการพื้นที่เกษตรเกิดมากขึ้นในช่วงหลัง แต่ลมฟ้าอากาศก็เปลี่ยนไปมากด้วย)
และถ้าจริงใจต่อการเพิ่มความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศกว่านี้ ปัญหาที่อยู่อาศัยของชุมชนแออัดก็คงคลี่คลายได้มากจากการเลี่ยงเผชิญภัยพิบัติซ้ำซาก จนสร้างวงจร จน ดิ้นรน น้ำท่วม และกลับมาที่จนอีกครั้งแล้วครั้งเล่า
โดยสรุป วิกฤติเชิงซ้อนนี้จึงมีทางออกที่หลบหลีกยังไงก็ไม่พ้นคือการรับมือการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศอย่างเข้มข้นทั่วโลก สถานการณ์ร่วมนี้จึงควรเป็นบทเรียนร่วมกันครั้งสำคัญให้รัฐบาลทุกแห่งทบทวนนโยบายโลกร้อนตนเอง รวมไปถึงรัฐบาลไทยที่ผ่านบทเรียนมานักต่อนักแล้ว
ถึงเวลาเรียนรู้จริงจัง หมดเวลาบอกว่าเกินกำลัง เป็นบทบาทของประเทศใหญ่ ๆ ทำไปเดี๋ยวก็กระทบเศรษฐกิจ เชื่อว่าเดี๋ยวก็มีคนค้นพบเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาแก้ปัญหา มองว่ามันสายไปแล้ว หรือแม้แต่คอยติดฉลากคนผลักดันเรื่องนี้จริงจังว่าเป็นพวกมาร์กซีสต์หัวรุนแรง เพราะมุมมองเช่นนี้มีส่วนในการขัดขวางความคืบหน้าเรื่องลดโลกร้อน (climate obstruction) (Roberts และคณะ, 2025)
นอกจากนั้น มันไม่ใช่เรื่องที่ต้องทำให้โรแมนติกอีกต่อไป ถึงเวลาต้องทำให้มันเป็นละครดราม่า ฆาตกรรม หรือแม้แต่สยองขวัญได้แล้ว
อ้างอิง:
Baker, S. (2022). “Sustainable Development: Between Reformist Change and Radical Transformation”. In Bornemann, B., Knappe, H. and Nanz, P., eds. Routledge Handbook of Democracy and Sustainability. London: Routledge.
Boossabong, P., Chamchong, P., & Promthed, A. (2025). Inclusive planning and collaboration in support of disadvantaged groups: lessons from the urban food agenda in Chiang Mai, Thailand. Environment & Urbanization, 37(2): 597–615.
Jones, M. D. (2014). “Communicating Climate Change: Are Stories Better than ‘Just the Facts’?” Policy Studies Journal 42 (4): 644–673. doi:10.1111/psj.12072.
Roberts, T. J., Carlos, R. S., Jacquet, M. J. and Downie, C. (Eds.). (2025). Climate Obstruction: A Global Assessment. Oxford: Oxford University Press.
Uma, N. (2023). Environmental Governance for Sustainable Development: South Asian Perspectives. London: Routledge.
United Nations (2026). Causes and Effects of Climate Change. https://www.un.org/en/climatechange/science/causes-effects-climate-change?utm_source=chatgpt.com




