ปัจจุบัน โลกยังคงพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นแหล่งพลังงานหลักในการผลิตไฟฟ้า แต่ด้วยข้อจำกัดของทรัพยากร ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และความเปราะบางต่อความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้หลายประเทศหันมาให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานมากขึ้น
ภายใต้บริบทดังกล่าว โซลาร์เซลล์ (Solar Cell) หรือระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ จึงกลายเป็นหนึ่งในทางเลือกสำคัญของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน
สํานักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ชี้ว่า ไทยเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์สูง เนื่องจากตั้งอยู่ในเขตร้อนใกล้เส้นศูนย์สูตรและได้รับรังสีดวงอาทิตย์อย่างสม่ำเสมอตลอดทั้งปี ดังนั้นภาครัฐจึงส่งเสริมให้ภาคครัวเรือนติดตั้งโซลาร์เซลล์มากขึ้น
อ่านเพิ่มเติม: รับซื้อไฟฟ้าโซลาร์รูฟท็อป 2.20 บาท/หน่วย นาน 10 ปี
เมื่อปี 2567 กระทรวงพลังงาน ตั้งเป้าหมายติดตั้งโซลาร์เซลล์ ในภาคครัวเรือนไว้ที่ 90,000 ครัวเรือนภายในปี 2571 ผ่านมาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับที่อยู่อาศัย แต่ปัจจุบันมีครัวเรือนที่ติดตั้งโซลาร์เซลล์ในบ้านเพียง 20,282 ครัวเรือน หรือคิดเป็นราว 23% ของเป้าหมายทั้งหมดที่กระทรวงพลังงานตั้งไว้
ดังนั้น เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ การทำความเข้าใจพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าของครัวเรือนไทยจึงเป็นประเด็นสำคัญ โดยสามารถจำแนกครัวเรือนตามระดับการใช้ไฟฟ้าออกเป็น 3 กลุ่ม ตามโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าแบบขั้นบันไดใหม่ของกระทรวงพลังงาน ซึ่งมีกำหนดเริ่มบังคับใช้ในเดือน มิ.ย. 2569
บ้านใช้ไฟเท่าไหร่ ถึงคุ้มติดโซลาร์เซลล์
กลุ่มที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200 หน่วยแรก หรือมีค่าไฟไม่เกิน 600 บาทต่อเดือน มีประมาณ 15.4 ล้านครัวเรือน ส่วนใหญ่ใช้ไฟฟ้าในระดับพื้นฐานเพื่อควบคุมค่าใช้จ่าย จึงมีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของค่าไฟฟ้าสูง แม้อาจตระหนักรู้ถึงประโยชน์ของการติดตั้งโซลาร์เซลล์ แต่ยังมีข้อจำกัดด้านเงินลงทุนเริ่มต้นหรือด้านที่อยู่อาศัย อาทิ ไม่มีกรรมสิทธิ์ชัดเจน อยู่ในพื้นที่ที่ไม่สามารถดัดแปลงอาคารได้ หรือโครงสร้างอาคารไม่แข็งแรง
กลุ่มที่ใช้ไฟฟ้า 201-400 หน่วย หรือมีค่าไฟ 603.95-1,390 บาทต่อเดือน มีประมาณ 4.6 ล้านครัวเรือน เป็นกลุ่มที่เริ่มมีศักยภาพในการลงทุนติดตั้งโซลาร์เซลล์ แต่การตัดสินใจยังถูกจำกัดด้วยการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและระยะเวลาคืนทุนที่ยาวนานถึง 5-10 ปี รวมถึงข้อจำกัดด้านที่อยู่อาศัย อาทิ พื้นที่ติดตั้งจำกัด
กลุ่มที่ใช้ไฟฟ้ามากกว่า 400 หน่วย หรือมีค่าไฟตั้งแต่ 1,395 บาทต่อเดือนขึ้นไป มีจำนวน 3.2ล้านครัวเรือน เป็นกลุ่มที่ใช้ไฟฟ้าเพื่อความสะดวกสบายเป็นหลัก จึงมีศักยภาพสูงในการลงทุนติดตั้งโซลาร์เซลล์ เพื่อช่วยลดภาระค่าไฟในระยะยาวเมื่อเทียบกับกลุ่มอื่น
ค่าใช้จ่ายติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในบ้าน แบ่งตามปริมาณการใช้ไฟฟ้า (ที่มา: Krungsri The COACH)

นอกจากความพร้อมที่แตกต่างกันในแต่ละกลุ่มครัวเรือนแล้ว แต่ยังมีปัจจัยแวดล้อมอื่น ๆ ที่ส่งผลต่อการติดตั้งโซลาร์เซลล์ ได้แก่
1. กระบวนการขอติดตั้งระบบ On Grid ที่เชื่อมต่อกับระบบสายส่งของการไฟฟ้า และ Hybrid ที่เชื่อมต่อทั้งระบบสายส่งของการไฟฟ้าและแบตเตอร์รี่ ซึ่งมีขั้นตอนที่ยุ่งยาก เนื่องจากต้องผ่านการขออนุญาตหลายขั้นตอนจากหลายหน่วยงาน และใช้เอกสารจำนวนมาก รวมถึงใช้เวลาดำเนินการประมาณ 45-90 วันหรือนานกว่านั้นในบางกรณี
แม้ภาครัฐจะอยู่ระหว่างผลักดันร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ส่งเสริม การใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ พ.ศ. .… เพื่ออำนวยความสะดวก แต่ยังมีข้อจำกัดในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะที่อยู่อาศัยซึ่งติดเงื่อนไขด้านกรรมสิทธิ์และพื้นที่ส่วนกลาง เช่น บ้านเช่า และคอนโดมิเนียม
ขั้นตอนการขออนุญาตติดตั้งโซลาร์เซลล์ในบ้าน

2. ค่าใช้จ่ายในการติดตั้งยังอยู่ในระดับสูง ประมาณ 1.2 – 4 แสนบาท โดยผลสำรวจความคิดเห็นผู้บริโภค ของ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ปี 2568 พบว่า 80% ของผู้ตอบแบบสอบถาม สนใจติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป แต่กังวลเรื่องต้นทุน ขณะที่มากกว่าครึ่งของผู้ติดตั้งใช้เงินส่วนตัว สะท้อนถึงข้อจำกัดด้านการเข้าถึงสินเชื่อ
3. แรงจูงใจด้านนโยบายยังไม่ดึงดูด แม้ปัจจุบันภาครัฐจะมีมาตรการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับค่าซื้อและติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปสูงสุดไม่เกิน 2 แสนบาทต่อระบบ ซึ่งถือว่าสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคในระดับหนึ่งแต่ก็ยังไม่ใช่สิ่งที่ประชาชนต้องการมากที่สุด โดยผลสำรวจของ SCB EIC พบว่า 26% ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการให้เงินอุดหนุนค่าติดตั้งมากที่สุด รองลงมา 20% ให้ความสำคัญกับการลดหย่อนภาษีจากค่าใช้จ่ายในการติดตั้ง
ขณะที่ความต้องการอื่น ๆ ที่ผู้บริโภคอยากให้รัฐสนับสนุนเพิ่มเติม ได้แก่ การเปิดให้ขายไฟฟ้าได้อย่างเสรี 15% การเสนอขายระบบโซลาร์รูฟท็อปในราคาต่ำกว่าตลาด 14% การรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินในอัตราเดียวกับราคาขายปลีก 13% และการผ่อนปรนขั้นตอนการขออนุญาตติดตั้ง 12%
จากผลสำรวจดังกล่าวสะท้อนว่าการตัดสินใจติดตั้งโซลาร์เซลล์ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับแรงจูงใจทางภาษีเพียงอย่างเดียว แต่ประชาชนต้องการมาตรการสนับสนุนที่ครอบคลุมทั้งการลดต้นทุน การเข้าถึงระบบ และผลตอบแทนหลังการติดตั้ง ขณะเดียวกัน มาตรการลดหย่อนภาษียังมีข้อจำกัดด้านความเป็นธรรม เนื่องจากเอื้อประโยชน์แก่ผู้มีรายได้ถึงเกณฑ์เสียภาษีเป็นหลัก ทำให้ครัวเรือนรายได้น้อยซึ่งมักอยู่นอกฐานภาษีเข้าถึงสิทธิประโยชน์ได้จำกัด
ส่องเยอรมนี-อังกฤษ จูงใจประชาชนอย่างไรให้คนใช้
ในต่างประเทศมีการใช้มาตรการจูงใจประชาชนหลายด้านควบคู่กัน ทั้งการปรับปรุงกฎระเบียบ การลดต้นทุนการติดตั้ง และการส่งเสริมสิทธิในการเข้าถึง เพื่อให้ภาคครัวเรือนสามารถติดตั้งโซลาร์เซลล์ได้สะดวกและแพร่หลายมากขึ้น เช่น
เยอรมนี ขยายการใช้โซลาร์เซลล์ภาคครัวเรือนผ่านโซลาร์ระเบียง ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้อยู่อาศัยในอาคารชุด และผู้เช่าสามารถผลิตไฟฟ้าใช้เองได้ง่ายขึ้น จากแผงขนาดเล็ก 1-2 แผง เสียบเข้าปลั๊กบ้านโดยตรง ไม่ต้องติดตั้งระบบใหญ่บนหลังคา โดยรัฐได้ปรับปรุงกฎหมายทำให้เจ้าของอาคารปฏิเสธการติดตั้งได้ยากขึ้น และลดขั้นตอนการลงทะเบียน ให้ดำเนินการผ่านระบบออนไลน์ได้ง่าย อีกทั้ง เอื้อให้ประชาชนเข้าถึงโซลาร์เซลล์ได้ด้วยชุดพื้นฐานราคาเริ่มต้น 300-500 ยูโร ใช้เวลาคืนทุนเฉลี่ย 3 ปี ขณะที่อายุใช้งานราว 20 ปี ส่งผลให้กลางปี 2567 มีการติดตั้งโซลาร์ระเบียงแล้วกว่า 5 แสนระบบ
สหราชอาณาจักร ส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์เซลล์ภาคครัวเรือน โดยเน้นสร้างแรงจูงใจด้านความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ มากกว่าการให้เงินอุดหนุนโดยตรงแก่ทุกครัวเรือน โดยรัฐลดภาระการลงทุนเริ่มต้น ผ่านการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการติดตั้งในที่อยู่อาศัย และเปิดให้ครัวเรือนสามารถจำหน่ายไฟฟ้าส่วนเกินคืนเข้าสู่ระบบผ่าน Smart ExportGuarantee ซึ่งเป็นมาตรการรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินจากครัวเรือน ช่วยให้ผู้ติดตั้งได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนควบคู่กับการลดค่าไฟฟ้าในระยะยาว ขณะที่ครัวเรือนที่มีรายได้น้อย รัฐก็มีโครงการสนับสนุนค่าติดตั้งบางส่วนหรือทั้งหมดให้
ข้อเสนอ: รัฐอุดหนุนค่าติดตั้ง-ปรับปรุงกฎระเบียบ
บทเรียนสำคัญสำหรับประเทศไทย คือ การส่งเสริมโซลาร์เซลล์ภาคครัวเรือนควรออกแบบมาตรการให้ตอบโจทย์ข้อจำกัดของประชาชนแต่ละกลุ่ม ปัจจุบันรัฐบาลได้เร่งออกมาตรการสนับสนุนภาคครัวเรือนให้เข้าถึงการติดตั้งโซลาร์เซลล์ นอกเหนือจากมาตรการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับค่าติดตั้งโซลาร์เซลล์ไม่เกิน 2.0 แสนบาท และยังผลักดันมาตรการสนับสนุนเพิ่มเติมอีก 3 ด้านได้แก่
- สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เช่น ธนาคารอาคารสงเคราะห์ออกสินเชื่อโซลาร์รูฟ ธนาคารออมสินออกสินเชื่อ GSB Go Green สำหรับติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป และบริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) (KTC) สนับสนุนการผ่อนชำระค่าติดตั้ง
- รับซื้อไฟฟ้าส่วนเกิน โดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบในหลักการ “วาระแห่งชาติด้านพลังงาน” เปิดโอกาสให้ครัวเรือนที่ติดตั้งโซลาร์เซลล์ สามารถจำหน่ายไฟฟ้าส่วนเกินเข้าสู่ระบบไฟฟ้า ในอัตรารับซื้อ 2.20 บาทต่อหน่วย กำหนดเป้าหมายรับซื้อรวมทั้งประเทศไม่เกิน 500 เมกะวัตต์ ปริมาณเสนอขายไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ต่อมิเตอร์ ระยะสัญญา 10 ปี
- การอำนวยความสะดวกแบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) โดยการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) อยู่ระหว่างพัฒนาระบบบริการโซลาร์รูฟท็อปแบบครบวงจร ตั้งแต่การให้คำปรึกษา การขออนุญาตติดตั้ง การเชื่อมต่อระบบไฟฟ้า ไปจนถึงการประสานด้านสินเชื่อและบริการหลังการติดตั้ง
แต่ครัวเรือนรายได้น้อยยังคงเผชิญข้อจำกัดด้านเงินลงทุนเริ่มต้น โดย สศช.เสนอว่า การพัฒนามาตรการที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายล่วงหน้าโดยตรงสำหรับกลุ่มนี้ เช่น การอุดหนุนค่าติดตั้ง จะช่วยขยายโอกาสให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงพลังงานสะอาดได้อย่างทั่วถึงมากขึ้น
ในระยะถัดไป ภาครัฐควรดำเนินมาตรการเพิ่มเติมใน 3 ด้าน ได้แก่
- ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอุปกรณ์สำคัญ เช่น อินเวอร์เตอร์ เป็นอุปกรณ์แปลงไฟฟ้าจากแผงโซลาร์ให้สามารถใช้งานกับเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในครัวเรือน เพื่อลดต้นทุนการติดตั้ง รวมถึงเป็นฐานสำคัญต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตเซลล์แสงอาทิตย์ภายในประเทศในระยะต่อไป
- ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา ทั้งด้านการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับการใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ และการพัฒนาเทคโนโลยีบริหารจัดการพลังงานในครัวเรือน
- ปรับปรุงกฎระเบียบโดยคำนึงถึงความแตกต่างของประเภทที่อยู่อาศัยและข้อจำกัดด้านโครงสร้างอาคาร เพื่อเอื้อให้ประชาชนเข้าถึงการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ได้อย่างสอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่มากขึ้น
ที่มา: ภาวะสังคมไทยไตรมาสหนึ่ง ปี 2569 สํานักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)
เนื้อหาอื่นที่เกี่ยวข้อง:




