การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านในระหว่างหยุดยิง “ล้มเหลว” โดยสหรัฐฯอ้างว่าอิหร่านไม่ยอมรับในเรื่องยุติการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ในขณะที่อิหร่านระบุว่าส่วนใหญ่ตกลงกันได้ มีเพียงใน 2-3 ประเด็น
แม้ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะประกาศหยุดยิง 2 สัปดาห์ เพื่อให้เกิดการเจรจา แต่หลังจากเจรจารอบแรก ประธานาธิบดีทรัมป์ ก็ประกาศว่าจะปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งไม่ให้เรือทุกประเภทผ่านเข้าออก ซึ่งท่ากับว่าจะซ้ำเติมภาวะขาดแคลนพลังงานโลกยิ่งขึ้น จากเดิมที่อิหร่านปิด่องแคบฮอร์มุซ แต่ยังให้เรือที่ได้รับความเห็นชอบจากอิหร่านผ่านไปได้
ก่อนหน้านี้ การปิดช่องแคบฮอร์มุซของอิหร่าน เป็นปัจจัยกดดันสำคัญที่ส่งผลให้การขนส่งก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ต้องหยุดชะงัก เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซ นอกจากจะเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันราว 20% ของอุปทานน้ำมันโลกแล้ว ยังเป็นเส้นทางขนส่ง LNG ที่สำคัญของโลก ราว 80 ล้านตันต่อปี หรือสัดส่วน 19% ของอุปทานก๊าซธรรมชาติเหลวของโลก
แต่เมื่อประธานาธิบดีทรัมป์ ประกาศปิดเช่นเดียวกัน นอกจากจะกระทบพลังงานแล้ว ยังมีความเสี่ยงที่สงครามยังยืดเยื้ออกไป โดยล่าสุดบอกว่าราคาน้ำมันจะสูงถึงปลายปี
ก่อนที่ผลกระทบจะตามมาจากสงครามยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติลง ต้องย้อนไปดูก่อนหน้านี้ไม่กี่วัน เพื่อประเมินความสำคัญของช่องแคบฮอร์มุซ และผลกระทบต่อไทยจะหนักแค่ไหน

ราคาก๊าซธรรมชาติพุ่งสูงจากหลังสงครามตะวันออกกลาง
ก๊าซ LNG ผลิตไฟฟ้า ราคาพุ่ง 91%
สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยังมีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากขึ้น ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ประเมินว่า จะส่งผลกระทบต่อไทยจาก 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่
ปัจจัยที่ 1 ราคา LNG ที่ไทยนำเข้าในสัญญาซื้ออ้างอิง Japan-Korea Marker (JKM) เพิ่มขึ้นกว่า 91% จากราคา 10.7 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู ณ วันที่ 27 ก.พ. (วันศุกร์ปิดตลาดสุดสัปดาห์) มาอยู่ที่ 20.5 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู ณ วันที่ 30 มี.ค. และยังสูงต่อเนื่องจนถึงต้นเดือนเม.ย.
เนื่องจากหลังเกิดสงครามและปิดช่องแคบฮอร์มุซ ราคา LNG ได้เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 15.8 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียูในวันที่ 2 มี.ค. (หลังจากปิดช่องแคบฮอร์มุซ) และสูงขึ้นต่อเนื่องจากเหตุการณ์โจมตีแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติ Ras Laffan ของกาตาร์ในวันที่ 18 มี.ค. จนทำให้กำลังการผลิตลดลงราว 12.8 ล้านตันต่อปี หรือลดลง 17% ของกำลังการผลิตก๊าซฯ จากแหล่ง Ras Laffan หรือ คิดเป็น 3% ของอุปทานโลกที่ปรับลดลง
ทั้งนี้การผลิตก๊าซฯ ของ Ras Laffan ที่ถูกโจมตี คาดว่าจะใช้เวลาฟื้นฟูนาน 3 – 5 ปีในการกลับมาผลิตได้เต็มกำลัง 100% อีกครั้ง ซึ่งจากระยะเวลาฟื้นฟูที่ค่อนข้างนานของอุปทานที่หายไป แม้จะมีการเจรจาหยุดยิงและเปิดช่องแคบฮอร์มุซ แต่ก็ไม่สามารถเร่งคืนอุปทาน LNG ให้กลับมาโดยเร็วได้
ดังนั้นจึงทำให้ประเทศต่าง ๆ ที่ซื้อ LNG จาก กาตาร์ ต้องเร่งจัดหาจากแหล่งผลิตอื่นทดแทนทั้งจากสหรัฐอเมริกา และออสเตรเลีย ซึ่งจะยิ่งผลักดันให้ราคา LNG อยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 2 ปี จากฝั่งอุปสงค์ในเอเชียและยุโรปที่มีความกังวลว่า จะไม่สามารถจัดหาก๊าซฯ ทดแทนได้ทัน
คาดว่าอุปสงค์และอุปทานจะสามารถกลับมาอยู่ในระดับสมดุลมากขึ้นหลังจากช่วง 2 ปีข้างหน้า จากการเพิ่มกำลังการผลิตของสหรัฐฯ ซึ่งจะช่วยชดเชยอุปทานของกาตาร์ที่หายไปได้บางส่วน ในขณะที่อุปสงค์คาดว่าจะปรับตัวลดลงจากใช้พลังงานทดแทนมากขึ้น
SCB EIC ประเมินว่าราคา LNG จะสูงขึ้น ตามระดับความรุนแรงของสถานการณ์ ระยะเวลาของสงคราม การขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซและท่อ Yanbu/Fujairah ที่ลดลง และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่ถูกทำลาย แบ่งเป็น 3 กรณี
1. กรณีฐานที่สงครามยืดเยื้อเพียง 2 เดือน การขนส่งพลังงานยังดำเนินการได้ราว 20% ของภาวะปกติและไม่มีความเสียหายโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติม คาดว่าราคา LNG จะทรงตัวในระดับสูง ส่งผลให้ราคา LNG นำเข้าเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ประมาณ 17.94 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู
2. กรณีรุนแรงสงครามยืดเยื้อ 4 เดือน และการขนส่ง พลังงานลดลงเหลือราว 10% จะทำให้ราคา LNG ปรับสูงขึ้นอย่างชัดเจน โดยราคาเฉลี่ยนำเข้าสูงขึ้นเป็นประมาณ 25.18 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู
3. กรณีสถานการณ์รุนแรงที่สุด จนสงครามลุกลามและโครงสร้างพื้นฐานพลังงานได้รับความเสียหายอย่างหนัก โดยการขนส่งพลังงานอาจต่ำกว่า 10% ส่งผลให้ราคา LNG พุ่งสูงและทรงตัวในระดับสูงตลอดปี 2569 โดยราคา LNG นำเข้าเฉลี่ยอาจเพิ่มขึ้นถึงราว 36.1 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู
ก๊าซกาตาร์สะดุด กระทบ Pool gas ไทย ดันต้นทุนผลิตไฟฟ้า
ปัจจัยที่ 2 เกิดจากการที่ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากกาตาร์ไม่สามารถส่งมอบให้ไทยได้ตามสัญญาตั้งแต่เดือน พ.ค. เป็นต้นไป จากปัญหาการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ภาครัฐต้องเร่งจัดหา LNG จากแหล่งอื่นเข้ามาทดแทน ซึ่งจำเป็นต้องซื้อในตลาดจร (Spot Market) ที่อ้างอิงราคาดัชนี JKM และมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น
ในปี 2569 ไทยมีการนำเข้า LNG เฉลี่ยราว 1,228 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน (MMSCFD) หรือคิดเป็น 27% ของการใช้ก๊าซธรรมชาติทั้งหมด ขณะที่แหล่งก๊าซหลักยังมาจากอ่าวไทยและโครงการพัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (JDA) 2,936 MMSCFD หรือราว 63% และจากเมียนมาอีก 422 MMSCFD หรือราว 9% โดยในส่วนของ LNG นำเข้า มีสัดส่วนจากกาตาร์ประมาณ 20% ของปริมาณนำเข้าทั้งหมด
เมื่อพิจารณาในระบบ Pool gas ซึ่งเป็นการนำก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยส่วนที่เหลือมารวมกับแหล่งอื่นเพื่อใช้ผลิตไฟฟ้า พบว่า LNG มีสัดส่วนประมาณ 33% ของก๊าซทั้งหมด โดยในจำนวนนี้เป็น LNG จากกาตาร์ราว 7% ของ Pool gas แม้สัดส่วนดังกล่าวจะไม่สูงมาก แต่การขาดหายไปของก๊าซส่วนนี้ย่อมกระทบต่อการจัดหาก๊าซสำหรับผลิตไฟฟ้าโดยตรง
ด้วยเหตุนี้ ผู้จัดหาก๊าซในประเทศจึงต้องเร่งนำเข้า LNG จากตลาดจร เพื่อชดเชยปริมาณที่ขาดหายไป ซึ่งปัจจุบันราคาได้ปรับตัวสูงขึ้นตามสถานการณ์โลก

สัดส่วนแหล่งก๊าซธรรมชาติที่ไทยนำเข้าจากต่างประเทศ
ค่าไฟไทยอาจแพงนานถึง 2 ปี
SCB EIC ประเมินว่า การเร่งจัดหาก๊าซฯ ทดแทนในตลาดจรที่ราคา LNG ยังคงสูงขึ้น จะส่งผลให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าของไทยเพิ่มขึ้น และทรงตัวในระดับสูงอย่างน้อย 2 ปี
ทั้งนี้ก่อนสถานการณ์สงคราม ได้ประเมินว่าราคา LNG (JKM) นำเข้าเฉลี่ยในปี 2569 จะอยู่ที่ระดับ 11.3 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู และประเมินว่าค่าไฟฟ้าช่วงปีนี้ จะอยู่ที่ราว 3.9 บาทต่อหน่วย แต่หลังจากเกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง มีการประเมินใหม่ แบ่งได้เป็น 3 ฉากทัศน์
กรณีฐานประเมินว่าราคา LNG (JKM) นำเข้าเฉลี่ยในปี 2026 จะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 17.9 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู ซึ่งจะทำให้ส่วนของประมาณการค่าเชื้อเพลิง และค่าซื้อไฟฟ้าของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) สูงขึ้น เป็นผลมาจากก๊าซธรรมชาติที่เป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า มีสัดส่วนมากถึง 54%ของแหล่งพลังงานทั้งหมดในการผลิตไฟฟ้า ประกอบกับภาระต้นทุนค่าไฟฟ้าค้างรับสะสม (Accumulated Factor หรือค่า AF) ทั้งหมด 35,928 ล้านบาท ที่ต้องชำระคืน ทำให้ค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) ปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย จากปัจจัยดังกล่าว SCB EIC คาดว่าจะทำให้ค่าไฟฟ้าไทย เพิ่มสูงถึง 4.9 บาทต่อหน่วยในปลายปี 2569
กรณีประมาณการค่าไฟฟ้าภายใต้สมมติฐานว่า หากรัฐขอให้ กฟผ. รับภาระต้นทุนค่าไฟฟ้าค้างรับสะสม (AF) ไว้ก่อนที่ระดับเดิมราว 36,000 ล้านบาท ในปลายปีนี้ พื่อบรรเทาผลกระทบจากการเร่งตัวของค่าไฟฟ้า ซึ่งจะส่งผลให้ประมาณการค่าไฟฟ้าเฉลี่ยปี 2569 จะอยู่ที่ราว 4.1 บาทต่อหน่วย และอยู่ในระดับ 4 บาทต่อหน่วยในปี 2570
กรณีหากสงครามถึงขั้นรุนแรงมาก (Severe) จนเกิดความขัดแย้งลุกลามในวงกว้าง การขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และท่อ Yanbu/Fujairah ได้น้อยกว่า 10 % และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานถูกทำลาย จะทำให้ระดับราคา LNG (JKM) นำเข้าปี 2569 พุ่งสูงเฉลี่ยที่ระดับ 36.1 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู คาดว่าจะทำให้ค่าไฟฟ้าเพิ่มสูงถึง 5.7 บาทต่อหน่วยในปลายปี 2569
แต่ถ้าภาครัฐขอให้ กฟผ. รับภาระค่า AF ไว้ก่อน จะส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยในช่วงปี 2569 – 2570 จะอยู่ที่ระดับราว 4.3 บาทต่อหน่วย โดยค่าไฟฟ้าปี 2569 จะอยู่ที่ระดับ 4.4 บาทต่อหน่วยและปี 2570 อยู่ที่ระดับ 4.2 บาทต่อหน่วย

ประมาณการค่าไฟฟ้าปี 2026-2030 (พ.ศ. 2569-2573) ตามระดับความรุนแรงของสงคราม
มาตรการระยะสั้นปรับ Ft ค่อยเป็นค่อยไป
ภาครัฐควรมีมาตรการที่เร่งแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในระยะสั้นเพื่อบรรเทาผลกระทบแก่ภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ พร้อมทั้งปรับปรุงโครงสร้างพลังงานในระยะยาว โดย SCBEIC มีข้อเสนอ ดังนี้
ระยะสั้น (ทำได้ทันที) : ภาครัฐสามารถบริหารค่าไฟฟ้าและค่า Ft เพื่อบรรเทาผลกระทบโดยทยอยปรับค่า Ft อย่างยืดหยุ่นแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยกระจายต้นทุนไปในหลายงวด เพื่อให้ภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจมีเวลาปรับตัว ลดแรงกดดันต่อค่าครองชีพในระยะสั้น
ทั้งนี้ภาครัฐอาจต้องพิจารณาประเด็นภาระหนี้ในการอุดหนุนค่าไฟฟ้าควบคู่ด้วย โดยหากภาครัฐต้องการตรึงค่าไฟฟ้าให้อยู่ระดับ 3.88 บาทต่อหน่วยเท่ากับค่าไฟฟ้าช่วงเดือน ม.ค. ถึง เม.ย. จะทำให้ภาระต้นทุนค่าไฟฟ้าค้างรับสะสม (Accumulated Factor, AF) เพิ่มขึ้นจากปลายเดือน เม.ย. ที่ 35,928 ล้านบาท มาอยู่ที่ราว 41,000 ล้านบาทในปลายเดือน ส.ค. (สิ้นงวดค่าไฟฟ้าที่ 2)
และหากราคา LNG อยู่ในระดับสูงเป็นเวลานานตลอดปี 2569 และภาครัฐยังคงตรึงค่าไฟฟ้าเท่ากับ 3.88 บาทต่อหน่วยจนถึงปลายปีจะทำให้ค่า AF อยู่ที่ราว 70,000 ล้านบาท ซึ่งจะส่งผลกระทบเชิงลบต่อความน่าเชื่อถือและเครดิตของ กฟผ. และเพิ่มภาระหนี้ของรัฐวิสาหกิจในระยะยาว โดยหากภาระหนี้ กฟผ. สูง จะกระทบต่อปริมาณการจ่ายดอกเบี้ยและทำให้กำไรสุทธิลดลงรวมถึงต้นทุนทางการเงินที่จะยิ่งสูงขึ้นตามไปด้วย นอกจากนี้ ภาระหนี้ยังส่งผลกระทบต่อฐานะการคลังของประเทศที่รัฐต้องค้ำประกันหนี้เพิ่ม หรือต้องอัดฉีดเม็ดเงินช่วยเหลือหากสถานการณ์รุนแรงจนส่งผลให้ราคา LNG อยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน
นอกจากนี้ภาครัฐควรมีฉากทัศน์ของความรุนแรงและการยืดเยื้อของสงครามเพื่อวางแผนการปรับค่าไฟฟ้าให้เหมาะสมและสื่อสารกับประชาชนและภาคธุรกิจให้ทราบถึงสถานการณ์ต้นทุนค่าไฟฟ้าอย่างสม่ำเสมอ

แผนผังโครงสร้างค่าไฟฟ้าของไทย
ยิ่งไปกว่านั้น ภาครัฐสามารถลดแรงกดดันด้านต้นทุนไฟฟ้าได้บางส่วนผ่านการบริหารต้นทุนพลังงานในภาวะฉุกเฉิน โดยเพิ่มการรับซื้อไฟฟ้าและเดินเครื่องโรงไฟฟ้าที่ไม่ใช้ก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้นมากกว่า 20% ของปริมาณการผลิตปกติ อาทิ ซื้อไฟฟ้าพลังน้ำจากการนำเข้าไฟฟ้าจากประเทศลาว และในประเทศรับซื้อไฟฟ้าเพิ่มจากโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนนอกสัญญาซื้อ จากโรงไฟฟ้าชีวมวลและก๊าซชีวภาพและพลังงานหมุนเวียนอื่น ๆ ที่มีกำลังการผลิตเหลือและไม่เกินขีดจำกัดของสายส่งไฟฟ้า เพื่อลดสัดส่วนต้นทุนไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติที่สูงขึ้น
แนะเพิ่มพลังงานสะอาด-โรงไฟฟ้านิวเคลียร์
ระยะยาว : บริหารเชื้อเพลิงไฟฟ้าเชิงยุทธศาสตร์ โดยภาครัฐควรเร่งเพิ่มพลังงานสะอาดที่เป็นโครงสร้างพลังงานที่สามารถจ่ายไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง (Base load) อาทิ โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมร่วมกับระบบกักเก็บพลังงานตลอด 24 ชั่วโมง ตัวอย่าง เช่น ในประเทศออสเตรเลียที่ใช้ระบบกักเก็บพลังงานไฟฟ้าจากโซลาร์ฟาร์มให้จ่ายไฟฟ้าได้ตลอดเวลา
ขณะเดียวกันภาครัฐควรหันมาเพิ่มไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าชีวมวลและก๊าซชีวภาพที่มีวัตถุดิบในประเทศมากขึ้น ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการ สต็อกก๊าซธรรมชาติและพลังงานทางเลือกอื่น ๆ ด้วย อาทิ ชีวมวล ก๊าซชีวภาพไปจนถึงไฮโดรเจนสีเขียว เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานจากก๊าซธรรมชาติที่มีความผันผวนสูงและเพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดหาเชื้อเพลิง
รวมถึงไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์ประเภทใหม่ที่ปลอดภัยมากขึ้นและเหมาะกับบริบทของไทยในปัจจุบัน อาทิ Small Modular reactor (SMR) เนื่องจากใช้พื้นที่ในการติดตั้งน้อยมีลักษณะเป็นโมดุลและมีหน่วยผลิตไฟฟ้าที่ 10-300 เมกะวัตถ์ (MW) ต่อโมดุล โดยหากเกิดการล้มเหลวในการผลิตหรืออุบัติเหตุ ระบบจะหยุดทำงานได้เองโดยไม่ต้องใช้น้ำหล่อเย็นจากภายนอก และมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมต่ำ
แนวทางปรับตัวระยะยาวของประชาชน
1. ภาคประชาชนสามารถปรับตัวได้ทันทีและสามารถเตรียมตัวในระยะยาว อาทิ
- ระยะสั้น (ทำได้ทันที) : ปรับพฤติกรรมการใช้เครื่องปรับอากาศ โดยตั้งอุณหภูมิแอร์ 26–27 องศาเซลเซียส และใช้พัดลมร่วมกับแอร์ ลดภาระคอมเพรสเซอร์ อาจสามารถประหยัดไฟฟ้าได้ 5–10% จากปกติ รวมถึงการปรับหลอดไฟฟ้าแบบ LED และเครื่องใช้ไฟฟ้าให้เป็นแบบประหยัดพลังงานเบอร์ 5
- ระยะยาว : วางแผนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปสำหรับครัวเรือน เพื่อลดการพึ่งพาไฟฟ้าจากระบบที่ค่าไฟฟ้าจะสูงขึ้นในอนาคต ซึ่งในช่วงเวลานี้เป็นจังหวะที่เหมาะสมในการพิจารณาติดตั้งเนื่องจากเป็นช่วงที่ภาครัฐได้ออกมาตรการยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับค่าใช้จ่ายในการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ทั้งนี้การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปและใช้ในช่วงที่ค่าไฟฟ้ามีแนวโน้มสูง ก็จะทำให้ผู้ที่ติดตั้งคืนทุนได้เร็วขึ้นด้วย ยิ่งไปกว่านั้นยังสามารถปรับปรุงบ้านให้ประหยัดพลังงาน โดยเพิ่มฉนวนกันความร้อน ติดฟิล์มกันความร้อนที่กระจกและใช้หลังคาสะท้อนความร้อน เป็นต้น
2. ภาคธุรกิจสามารถปรับตัวได้ทันทีและสามารถเตรียมตัวในระยะยาว อาทิ
- ระยะสั้น : บริหารจัดการการใช้ไฟฟ้าเชิงรุกโดยปรับเวลาการผลิตให้เลี่ยงช่วงพีก นอกจากนี้การหันมาเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานยังเป็นทางเลือกที่นิยมกันมากขึ้น โดยใช้ Energy Management &Monitoring ที่ติดตั้งระบบติดตามการใช้พลังงาน (Smart Meter / EMS) เพื่อลดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็นและไม่มีประสิทธิภาพ
- ระยะยาว : ลงทุนผลิตไฟฟ้าเองด้วยโซลาร์รูฟท็อปและปรับโครงสร้างธุรกิจสู่การใช้พลังงานให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นการปรับตัวทางธุรกิจที่เชื่อมโยงกับ ESG และเพิ่มความสามารถในการเข้าถึงเงินทุนสีเขียว อาทิ การปรับปรุงเครื่องจักรให้มีประสิทธิภาสูงให้กระบวนการผลิตใช้พลังงานต่อหน่วยการผลิตต่ำลง นอกจากนี้ ผู้ประกอบการที่มีพื้นที่หลังคาของโรงงานและพื้นที่รอบข้างยังสามารถผลิตไฟฟ้าใช้เองได้โดยไม่ต้องลงทุนโดยการทำ Power Purchase Agreement (PPA) กับผู้ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเพื่อลดค่าไฟฟ้าในระยะยาว
สรุปได้ว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้กระทบการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ดันราคา LNG (อ้างอิง JKM) ปรับตัวสูงขึ้น และทำให้กาตาร์ไม่สามารถส่งมอบก๊าซให้ไทยได้ตามสัญญา ส่งผลให้ไทยต้องนำเข้า LNG ในตลาดจรที่มีราคาสูงขึ้นเพื่อนำมาใช้ผลิตไฟฟ้า กดดันต้นทุนค่าไฟให้มีแนวโน้มอยู่ในระดับสูงราว 4–4.4 บาทต่อหน่วย หากสถานการณ์ยืดเยื้อจะยิ่งกระทบค่าครองชีพและต้นทุนธุรกิจ
ดังนั้น ระยะสั้นภาครัฐต้องเร่งบรรเทาผลกระทบค่าไฟ ขณะที่ระยะยาวควรปรับโครงสร้างพลังงาน ลดการพึ่งพา LNG โดยเพิ่มพลังงานทางเลือก ส่วนภาคครัวเรือนและธุรกิจควรเน้นประหยัดและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน
ที่มา : ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) โดย จิรวุฒิ อิ่มรัตน์ นักวิเคราะห์อาวุโส
เนื้อหาอื่นที่เกี่ยวข้อง:




