ความขัดแย้งในตะวันออกกลางมีความเสี่ยงจะรุนแรงและขยายวงกว้าง เมื่อสหรัฐอเมริกาจับมืออิสราเอล เปิดฉากโจมตีประเทศอิหร่าน เมื่อ 28 ก.พ. 69 ส่งผลให้ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน และนายทหารระดับสูงหลายนายเสียชีวิต ขณะที่อิหร่านได้ยิงขีปนาวุธตอบโต้กลับทันทีโดยพุ่งเป้าไปที่ฐานทัพสหรัฐฯ ในหลายประเทศตะวันออกกลาง พร้อมทั้งประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุช ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือขนส่งออกน้ำมันขนาดใหญ่ที่สุดในโลก
ปิดช่องแคบ “ฮอร์มุซ” ดันน้ำมันโลกแพงขึ้น
Bloomberg Economics ประเมินผลกระทบต่อราคาน้ำมันดิบจากวิกฤตครั้งนี้ แบ่งเป็น 3 กรณี ได้แก่
- กรณีพื้นฐาน (Base Case) หากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงอยู่ แต่น้ำมันยังสามารถไหลเวียนได้ตามปกติ ราคาน้ำมันจะประคองตัวอยู่ที่ระดับประมาณ 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
- กรณีมีความเสี่ยง (Risk Scenario) หากเหตุการณ์ลุกลามจนทำให้การส่งออกน้ำมันเฉพาะของอิหร่าน หยุดชะงัก (Iranian oil outage) จะส่งผลราคาน้ำมันมีโอกาสขยับขึ้นไปอยู่ที่กรอบ 70-80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
- กรณีเลวร้ายที่สุด (Extreme scenario) หากความขัดแย้งบานปลายจนนำไปสู่ การปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Hormoz) ราคาน้ำมันดิบอาจพุ่งทะยานอย่างรุนแรงจนทะลุระดับ 108-110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรือสูงกว่านั้น
ผลกระทบต่อราคาน้ำมันในกรณีต่าง ๆ (ที่มา : BLOOMBERG, สายงานวิจัย บล. เอเซีย พลัส)

ขณะที่ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกในปรับตัวขึ้นสูงเกือบ 9-10% โดย เวสต์เท็กซัส (WTI) อยู่ที่ระดับ 72 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเบรนท์ (BRENTX อยู่ที่ระดับ 79 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สาเหตุที่ราคาน้ำมันดิบตอบสนองอย่างรุนแรงนั้น บล.เอเซีย ระบุว่า อิหร่านเป็นผู้ผลิตน้ำมัน รายใหญ่อันดับ 4 ของกลุ่มประเทศส่งออกน้ำมันดิบ หรือ โอเปก OPEC ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 12% ของกลุ่ม
แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้น จุดยุทธศาสตร์ที่อิหร่านควบคุม คือ ช่องแคบฮอร์มุซ เนื่องจากเป็นช่องทางหลักส่งออกน้ำมันไปยังทวีปเอเชีย โดยมีประเทศจีนเป็นผู้นำเข้าหลักสัดส่วนสูงถึง 38% ตามด้วยอินเดีย 15%, เกาหลีใต้ 12% และญี่ปุ่น 11% ดังนั้นหากช่องแคบนี้ถูกปิดล้อม จะส่งผลกระทบหลักต่อระบบเศรษฐกิจเอเชียและโลก
ท่าทีสหรัฐฯ-อิหร่าน กดดันตลาด
บลจ.กรุงศรี ประเมินว่ามีสัญญาณที่ดีขึ้น หลังจากในช่วงแรก ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) พุ่งขึ้นแรงสูงสุดราว 13% แต่ราคาปรับลดช่วงบวกลง สะท้อนว่าตลาดยังประเมินว่าสถานการณ์อาจไม่ลุกลามเป็นสงครามเต็มรูปแบบ
ปัจจัยที่ช่วยลดแรงกังวล คือ โดนัลด์ ทรัมป์ ส่งสัญญาณเปิดกว้างต่อการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตร หากอิหร่านมีท่าทีสร้างสรรค์ ทั้งยังมีรายงานว่าอิหร่านพยายามกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจากับสหรัฐฯ
- กรณี Base Case หากสถานการณ์ไม่ลุกลามในวงกว้าง ไม่มีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ และ ไม่เกิดการเข้าร่วมของมหาอำนาจอย่างจีนหรือรัสเซีย แม้อาจมีการตอบโต้ทางทหารเป็นระยะ แต่ผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโลกจะยังอยู่ในระดับบริหารจัดการได้
- กรณี Worst Case คือการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งจะกระทบอุปทานพลังงานโลกโดยตรง อาจผลักดันราคาน้ำมันให้ทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และกระทบต่อผู้นำเข้าน้ำมันหลักอย่างกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่(Emerging Market)
นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังประเมินกรอบราคาน้ำมันในระยะสั้นไว้ราว 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สะท้อนมุมมองว่ายังมีอุปทานสำรองในระบบ และความเสี่ยงการปิดช่องแคบแบบสมบูรณ์ยังไม่ใช่กรณีฐาน

ผลกระทบต่อประเทศไทย ในมุมสินค้าส่งออก-นำเข้า (ที่มา : CLUDEAI, สายงานวิจัย บล. เอเซีย พลัส)
สำหรับประเทศไทย มีการนำเข้าพลังงาน ทั้งน้ำมันดิบ น้ำมันสำเร็จรูป และก๊าซธรรมชาติ จากตะวันออกกลางรวมกันสูงถึง 72.4% ของมูลค่านำเข้าทั้งหมดจากภูมิภาคนี้ คิดเป็นเงินกว่า 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และหากเกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลางจนกระทบเส้นทางขนส่ง เช่น ช่องแคบฮอร์มุซ จะทำให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นทันที และส่งผลโดยตรงต่อค่าครองชีพ (เงินเฟ้อ) และทำให้ต้นทุนในภาคการผลิตของไทยสูงขึ้น
กระทบพลังงานไทย 1 ใน 3
พรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอดีตคณะกรรมการการนโยบายการเงิน (กนง.) ระบุว่า ช่องแคบฮอร์มุซ เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญต่อการขนส่งน้ำมันดิบโลก เนื่องจากน้ำมันทั่วโลกปริมาณ 20% หรือกว่า 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน ถูกลำเลียงผ่านช่องแคบนี้
“น้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ไทยต้องนำเข้าโดยขนส่งผ่านช่องแคบนี้มีปริมาณคิดเป็น 1 ใน 3 ของพลังงานที่ไทยใช้ทั้งหมด” อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ กล่าว
การปิดช่องแคบฮอร์มุซแบบสมบูรณ์อาจนำไปสู่วิกฤติพลังงานร้ายแรง ราคาน้ำมันดิบอาจพุ่งขึ้นทันทีหลายสิบดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพราะเส้นทางขนส่งน้ำมันหลักของกลุ่มประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ในตะวันออกกลางจะถูกตัดขาด และมีทางขนส่งอื่นทดแทนได้ไม่มาก แม้ซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์จะมีท่อส่งน้ำมันที่หลบเลี่ยงช่องแคบนี้ได้บางส่วน แต่กำลังส่งรวมกันยังรองรับปริมาณได้ไม่มากเมื่อเทียบกับอุปทานที่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซในภาวะปกติ
นอกจากนี้ ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากกาตาร์ซึ่งมีสัดส่วนราว 1 ใน 5 ของการค้าก๊าซ LNG โลก ก็ต้องใช้เส้นทางนี้เช่นกัน การปิดช่องแคบจะกระทบตลาดก๊าซทั่วโลกด้วย
ช่องแคบ Hormuz ในตะวันออกกลาง เป็นเส้นทางเดินเรือส่งออกน้ำมันที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก (ที่มา Marinetraffic)

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ประเมินว่า อิหร่านไม่มีศักยภาพจะปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ ได้อย่างสิ้นเชิงในระยะยาว เนื่องจากกองทัพเรือสหรัฐฯ และนานาชาติจะเข้าตอบโต้เพื่อเปิดเส้นทาง แต่สิ่งที่อิหร่านทำได้คือการก่อกวนหรือรบกวนการเดินเรือ เช่น การวางทุ่นระเบิดหรือใช้เรือเร็วและโดรนโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน ซึ่งเพียงแค่ การขู่ หรือ การก่อกวนเป็นระยะ ๆ ก็เพียงพอจะทำให้ตลาดน้ำมันปั่นป่วนได้แล้ว
ทั้งนี้ ราคาน้ำมันจะผันผวนและพุ่งขึ้นชั่วขณะจากปัจจัยความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ จะส่งผลกระทบรุนแรงที่สุดต่อประเทศในเอเชียที่ต้องพึ่งพาน้ำมันตะวันออกกลาง เช่น จีน อินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ โดยหากเกิดการหยุดชะงักการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซแม้เพียงบางส่วน ก็อาจทำให้หลายประเทศในเอเชียเผชิญภาวะขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงชั่วคราว
รัฐบาลอาจต้องออกมาตรการปันส่วนการใช้เชื้อเพลิง และราคาน้ำมันเชื้อเพลิงทุกชนิดจะปรับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ในขณะเดียวกัน ค่าประกันภัยการเดินเรือผ่านบริเวณนี้จะพุ่งสูงขึ้นมากด้วย ประเทศที่ไม่ได้ใช้น้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียโดยตรงก็จะได้รับผลกระทบจากราคาตลาดโลกที่สูงขึ้นด้วย
ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่าช่องแคบฮอร์มุซ คือ จุดเปราะบางที่สุดจุดหนึ่งของระบบพลังงานโลก ที่หากเกิดความปั่นป่วนขึ้นจริง ผลกระทบจะกว้างไกลและรุนแรง กลายเป็นภาวะวิกฤติพลังงานของโลกได้
เศรษฐกิจได้รับผลกระทบ 5 ด้าน
อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย ประเมินสถานการณ์สู้รบดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยที่นำเข้าน้ำมันดิบสูงใน 5 ด้าน ดังนี้
| เงินเฟ้อพุ่ง | ค่าน้ำมัน ค่าขนส่ง และค่าไฟ (Ft) จ่อปรับตัวขึ้น |
| ต้นทุนธุรกิจ | ภาคขนส่ง การบิน ปิโตรเคมี และก่อสร้าง กระทบหนักมาร์จิ้น (Margin) หาย |
| ค่าเงินบาทอ่อนค่า | เมื่อต้องนำเข้าน้ำมันราคาแพง ดุลบัญชีเดินสะพัดจะแย่ลง กดดันให้บาทอ่อนแรงกว่าเพื่อนบ้าน |
| นโยบายดอกเบี้ย | เงินเฟ้อที่ค้างสูง อาจทำให้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ลดดอกเบี้ยได้ยากขึ้น |
| ตลาดหุ้นผันผวน | หุ้นกลุ่มพลังงานอาจบวกสั้น ๆ แต่หุ้นกลุ่มอื่น (บริโภค/ขนส่ง) มีโอกาสปรับฐานแรง |
ดังนั้นสถานการณ์นี้ไม่ใช่แค่เรื่องไกลตัว แต่คือความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่กระทบต้นทุนชีวิตเราโดยตรง แม้หลายฝ่ายจะหวังให้จบเร็ว แต่แผลทางเศรษฐกิจและต้นทุนพลังงานที่พุ่งไปแล้วอาจต้องใช้เวลาเยียวยา
สงครามลากยาวฉุดนักท่องเที่ยวตะวันออกกลาง
บุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวกับ Thai PBS วิเคราะห์ว่า หากมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ จะทำให้ไทยเผชิญปัญหาราคาพลังงานแพงขึ้น จากความกังวลน้ำมันขาดแคลน แต่สุดท้ายเชื่อว่าตลาดโลกอาจปรับตัวได้ เพราะยังมีประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายอื่นที่สามารถเพิ่มกำลังการผลิตชดเชยได้ ไม่ว่าจะเป็นอาร์เจนตินาและประเทศที่มีแหล่งผลิตน้ำมันอีกหลายแห่ง
ในด้านการค้า ไทยถือเป็นพันธมิตรที่ดีกับอิหร่าน โดยไทยส่งออกสินค้าเกษตรไปยังอิหร่าน และนำเข้าเหล็กบางส่วน จึงประเมินว่าผลกระทบทางการค้าโดยตรงอาจไม่รุนแรงมาก อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามทิศทางความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านอย่างใกล้ชิด ขณะที่ผู้ประกอบการนำเข้า–ส่งออกอาจต้องเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้น โดยเฉพาะค่าประกันการขนส่งทางเรือที่มีแนวโน้มปรับเพิ่ม
ประเด็นที่น่ากังวลมากกว่า คือ ภาคการท่องเที่ยว แม้นักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางที่มาไทยมีสัดส่วนราว 3% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมดในไทย แต่นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีศักยภาพสูง มีการพำนักที่ยาวและการใช้จ่ายในระดับสูง หากสถานการณ์ความขัดแย้งยืดเยื้อ อาจกทำให้นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ชะลอการเดินทางมาไทย
“เป็นนักท่องเที่ยวที่เค้าเรียกว่า มี potential สูงนะ อย่างอิสราเอลมาแล้วก็อยู่นานแล้วก็จับจ่ายใช้สอยค่อนข้างเยอะในประเทศ เช่นเดียวกับนักท่องเที่ยวตะวันออกกลาง เพราะฉะนั้นตรงนี้เราก็ดูกังวล ว่าถ้ามันลากยาวเนี่ย อาจจะทําให้นักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางไม่อยากเดินทางมาประเทศไทย” นักวิเคราะห์ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าว
พลังงานระงับส่งออกน้ำมันรับสถานการณ์เลวร้าย
อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน สั่งใช้มาตรการระงับการส่งออกน้ำมัน พร้อมสั่งเปิดศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงานเพื่อติดตามเหตุการณ์และให้ทุกหน่วยงานประเมินผลกระทบและเตรียมแผนและมาตรการรองรับทั้งในส่วนของปริมาณสำรองและด้านราคา รวมทั้งเตรียมใช้มาตรการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าชดเชยราคาน้ำมันเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อราคาสินค้าและค่าครองชีพของประชาชนจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น
สำหรับปริมาณสำรองน้ำมันของไทย ณ วันที่ 1 มี.ค. 69 มีน้ำมันคงเหลือทั้งน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูป รวมกันที่ 4,877 ล้านลิตร เพียงพอต่อความต้องการใช้ 38 วัน น้ำมันดิบที่อยู่ระหว่างขนส่ง (ผ่านช่องแคบฮอร์มุซแล้ว) 1,666 ล้านลิตร และจากแหล่งอื่น 1,117 ล้านลิตร เพียงพอต่อความต้องการใช้ 22 วัน รวมปริมาณน้ำมันคงเหลือ 7,660 ล้านลิตร สามารถใช้ได้ 60 วัน
นอกจากนี้ ให้กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ จัดทำแผนเพิ่มการผลิตก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย รวมทั้งเลื่อนแผนการซ่อมบำรุงแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติออกไปก่อนเพื่อลดผลกระทบในช่วงนี้ และในส่วนของไฟฟ้า ให้เดินเครื่องโรงไฟฟ้าถ่านหินเต็มกำลังการผลิต รวมถึงโรงไฟฟ้าพลังน้ำ
คลังจับตาผลกระทบเศรษฐกิจไทย 6 ด้าน
เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้จัดตั้งศูนย์ติดตามและประเมินสถานการณ์ทางเศรษฐกิจจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง (Economic War Room) ประกอบด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) สำนักงบประมาณ (สงป.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) โดยมีสำนักงานเศรษฐกิจการคลังเป็นหน่วยงานประสานงานหลัก) ให้วิเคราะห์และประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นกับประเทศไทยจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งสรุปผลเบื้องต้นได้ ดังนี้
1. ผลกระทบด้านพลังงานและต้นทุนการผลิต (Energy & Cost Channel) กระทรวงการคลังคาดว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกอาจมีความผันผวน และปรับเพิ่มสูงขึ้น ภายใต้ความเสี่ยงของการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางการขนส่งน้ำมันที่สำคัญของโลก รวมถึงราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ไทยนำเข้าเพื่อผลิตไฟฟ้าเป็นสำคัญ ซึ่งราคา LNG จะเคลื่อนไหวตามราคาน้ำมันและจะส่งผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจได้ อย่างไรก็ดี ประเทศไทยมีกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่งในปัจจุบัน สามารถรองรับความผันผวนของราคาน้ำมันภายในประเทศได้
2. ผลกระทบด้านการค้าโลกและห่วงโซ่อุปทาน (Trade & Supply Chain Channel) หากความเสี่ยงในเส้นทางเดินเรือบริเวณภูมิภาคในตะวันออกกลางเพิ่มขึ้น อาจส่งผลให้ค่าเบี้ยประกันภัยการเดินเรือ (Risk Premium) และค่าระวางเรือปรับสูงขึ้น ซึ่งหากมีการเปลี่ยนเส้นทางการเดินเรือ อาจทำให้ระยะเวลาขนส่งเพิ่มขึ้น ผลกระทบดังกล่าวอาจเพิ่มต้นทุนการนำเข้า–ส่งออก และอาจสร้างแรงกดดันต่อผู้ประกอบการที่พึ่งพาการส่งออกและวัตถุดิบนำเข้า
ทั้งนี้ กระทรวงการคลังได้มอบหมายให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมในการดำเนินมาตรการดูแลและสนับสนุนสภาพคล่องของผู้ประกอบการนำเข้าและส่งออกอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อภาคธุรกิจ
3. ผลกระทบด้านภาคการท่องเที่ยว (Tourism Channel) ความตึงเครียดในตะวันออกกลางและการปิดน่านฟ้าบางประเทศ ส่งผลให้สายการบินยกเลิกหรือปรับเส้นทางการบิน ทำให้มีผู้โดยสารตกค้างบางส่วน ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์อาจกระทบความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะเส้นทางบินระยะไกล โดยต้นทุนตั๋วโดยสารที่สูงขึ้นและระยะเวลาเดินทางที่ยาวขึ้น
4. ผลกระทบด้านอัตราเงินเฟ้อ (Inflation Channel) ราคาพลังงานโลกที่ผันผวน อาจกดดันต้นทุนการนำเข้า-ส่งออก แต่หากสถานการณ์ไม่ยืดเยื้อ ผลกระทบต่อระดับราคาสินค้าและบริการภายในประเทศคาดว่าจะอยู่ในวงจำกัด ทั้งนี้ อัตราเงินเฟ้อของไทยอยู่ในระดับต่ำ โดย ณ เดือน ม.ค. 69 ลดลง 0.7%YoY และกระทรวงการคลังคาดว่าอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปี 2569 จะอยู่ที่ 0.3%
5. ผลกระทบด้านตลาดเงิน ตลาดทุน และอัตราแลกเปลี่ยน (Financial Market Channel) ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ตลาดอาจเข้าสู่ภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-off) อาจเพิ่มการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น สินทรัพย์ที่เป็นดอลลาร์สหรัฐ ทองคำ เป็นต้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนย้ายกระแสเงินทุนไหลออกจากกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market Economies) โดยค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ อาจมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น ส่งผลกระทบต่อค่าเงินในภูมิภาค รวมถึงค่าเงินบาทอาจจะมีความผันผวนและอ่อนค่าลงในระยะสั้น
ทั้งนี้ กระทรวงการคลัง ได้ประสานงานให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ใช้เครื่องมือและมาตรการรองรับความผันผวนของตลาดที่เหมาะสม และสามารถปรับใช้ได้ตามระดับความรุนแรงของสถานการณ์ เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนและเสถียรภาพให้ตลาดการเงินไทย
6. ผลกระทบด้านแรงงาน (Labour Channel) สถานการณ์ความขัดแย้งส่งผลกระทบต่อแรงงานไทยในตะวันออกกลางประมาณ 110,000 คน ทั้งในด้านความปลอดภัยและการจ้างงาน ทั้งนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะกระทรวงการต่างประเทศได้เตรียมความพร้อมด้านการคุ้มครองคนไทยในต่างประเทศ และติดต่อประสานงานกับแรงงานไทยในต่างประเทศอย่างใกล้ชิด
เนื้อหาอื่นเพิ่มเติม:




