บรรดานักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานของโลก ส่งสัญาณเตือนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ว่าวิกฤตราคาพลังงานอาจจะรุนแรงขึ้นกว่าในช่วงเริ่มสงคราม หากอิหร่านและสหรัฐฯไม่สามารถเจรจายุติความขัดแย้ง ยิ่งสถานการณ์ยืดเยื้อออกไปนานเท่าไร โลกก็อาจเข้าสู่ช่วงราคาพลังงานสูงกว่า 100 ดอลลาร์/บาร์เรล ไปอีกนาน
ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้นและทรงตัวระดับ 100 ดอลลาร์ฝบาร์เรล นับตั้งแต่เกิดสงคราม 28 ก.พ.69

ล่าสุด โกลด์แมน แซคส์ (Goldman Sachs) ได้ออกรายงานวิเคราะห์ว่าสต็อกน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันทั่วโลกกำลังหมดลงในอัตราที่รวดเร็วเป็นประวัติการณ์ในเดือน พ.ค. นี้ เนื่องจากสงครามที่ยืดเยื้อในตะวันออกกลางส่งผลให้อุปทานปรับตัวลงและทั่วโลกก็ยังใช้น้ำมันไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
ทีมนักวิเคราะห์ของโกลด์แมน แซคส์ ระบุว่า สต็อกน้ำมันทั่วโลกลดลงมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ถึง 8.7 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนพ.ค. เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวของอัตราเฉลี่ยนับตั้งแต่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางเปิดฉากขึ้น
ขณะนี้ ตลาดน้ำมันยังคงอยู่ในภาวะตึงตัว เพราะการส่งออกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังคงอยู่ในระดับที่ต่ำมาก มีเพียง 5% ของระดับปกติเท่านั้น เนื่องจากช่องแคบแห่งนี้ยังคงถูกปิดกั้นจากทั้งอิหร่านและสหรัฐฯ
ใช้สต็อกเก่าจากการสะสมก่อนสงคราม
โกลด์แมน แซคส์ ตอบคำถามว่าทำไมราคายังทรงตัวในช่วงนี้ โดยระบุว่าแม้ว่าสต็อกน้ำมันทั่วโลกลดลงในอัตราเฉลี่ย 4.6 ล้านบาร์เรลต่อวันนับตั้งแต่เดือนมี.ค. แต่เมื่อเทียบเป็นรายปีแล้วถือว่าอยู่ในระดับทรงตัว เนื่องจากมีการสะสมคลังสำรองส่วนเกินขนาดใหญ่ในช่วง 9 เดือนก่อนที่จะเกิดสงคราม
จีน ซึ่งเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันดิบรายใหญ่ที่สุดของโลกนั้น แต่บรรดาโรงกลั่นในจีนมีความต้องการซื้อน้ำมันดิบที่น้อยลง โดยดูจากยอดนำเข้าที่ลดลง นอกจากนี้ ยอดขายเชื้อเพลิงในประเทศยังลดลง 22% ในเดือนเม.ย. ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจลดลงมาก
สำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของรัฐบาลสหรัฐฯ (EIA) ระบุว่าตลาดพลังงานโลกได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลให้เกิดภาวะอุปทานชะงักงันที่รุนแรงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
สถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ ส่งผลให้ประเทศทั่วโลกดึงน้ำมันจากคลังสำรองที่สะสมไว้ตั้งแต่ช่วงก่อนเกิดวิกฤตออกมาใช้ในอัตราที่รวดเร็ว นอกจากนี้ รัฐบาลของประเทศต่าง ๆ ยังได้ร่วมมือกันระบายน้ำมันออกจากคลังสำรองทางยุทธศาสตร์เพื่อสกัดราคาพุ่งขึ้น
ฟาติห์ บิโรล ผู้อำนวยการทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ได้ออกมาเตือนว่า ปริมาณน้ำมันสำรองเชิงพาณิชย์กำลังลดลงในอัตราที่รวดเร็วมากขึ้น และประเมินว่าตลาดจะยังคงอยู่ในภาวะขาดแคลนอุปทานอย่างรุนแรงไปจนถึงเดือนต.ค. แม้ว่าความขัดแย้งจะยุติลงในเร็ว ๆ นี้ก็ตาม
ด้าน Rapidan Energy Group บริษัทที่ปรึกษาและวิเคราะห์ด้านพลังงาน นโยบายสาธารณะ และความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Risk) ระดับโลก กล่าวเตือนว่าหากตลาดยังหาทางออกไม่ได้ภายในเดือนส.ค. 69 และยังมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซต่อไป ก็จะเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดภาวะถดถอย(recession) ครั้งใหญ่ทั่วโลก เทียบได้กับวิกฤตการเงินโลกในปี 2008
ขณะนี้ ความกังวลและวิตกกำลังครอบงำตลาดทั่วโลก หลังจากราคาพลังงานทะยานขึ้น ซึ่งกินเวลายาวนานกว่า 3 เดือนตั้งแต่เริ่มต้นสงครามและตามมาด้วยการปิดช่องแคบฮอร์มุซ
ราคาน้ำมัน 120 ดอลลาร์ หากสงครามยืดเยื้อ
ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี หรือ ttb analytics มองว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้ผ่านพ้นจุดวิกฤตไปแล้ว แต่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะยังค้างสูงกว่าช่วงก่อนวิกฤต โดยในกรณีฐาน (Base Case) หากสถานการณ์ยืดเยื้อออกไปราว 6 เดือนนับตั้งแต่เริ่มเปิดฉากความขัดแย้ง คาดว่าราคาน้ำมันดิบดูไบตลอดทั้งปี 2569 โดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล โดยจะทรงตัวอยู่ในระดับสูงตลอดไตรมาส 2 และ 3 ก่อนจะทยอยปรับตัวลดลงบ้างในไตรมาสสุดท้ายของปี แต่ยังคงสูงกว่าช่วงก่อนเกิดวิกฤต ซึ่งจะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยอยู่ที่ 3.7% ในปี 2569
สำหรับในกรณีที่แย่กว่า (Worse Case) หากสถานการณ์ความขัดแย้งยืดเยื้อออกไป 6-12 เดือน คาดว่าราคาน้ำมันดิบดูไบตลอดทั้งปี 2569 เฉลี่ยอยู่ที่ราว 120 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ก่อนจะทยอยปรับลดลงในช่วงต้นปี 2570 ซึ่งจะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อสูงถึง 6.6% และทำให้ไทยเผชิญความเสี่ยงจากภาวะ Stagflation เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยจากเศรษฐกิจที่จะชะลอตัวอย่างรุนแรง
ราคาพลังงานยังอยู่ในระดับสูงต่อไป
Krungthai COMPASS ประเมินว่าแนวโน้มเศรษฐกิจไทยยังมีความท้าทายในระยะข้างหน้า เนื่องจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยืดเยื้อเข้าสู่เดือนที่ 3 และยังไม่เห็นฉากจบ อีกทั้งโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสำคัญในตะวันออกกลางเสียหายและใช้เวลาฟื้นฟู กดดันให้ราคาพลังงานยังอยู่ในระดับสูง แต่มาตรการภาครัฐที่จะทยอยออกมาจะเป็นปัจจัยช่วยบรรเทาผลกระทบ
อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยยังเติบโตไม่ทั่วถึงทุกภาคส่วน หรือ “K-Shaped Economy” โดยภาคการผลิตและครัวเรือนบางกลุ่มยังมีความเปราะบาง ท่ามกลางสถานการณ์ตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง และผลกระทบจากการขาดแคลนวัตถุดิบและต้นทุนที่อาจจะรุนแรงและชัดเจนมากขึ้นในระยะข้างหน้า
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




