รัฐบาลเดินหน้าผลักดันร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ พ.ศ. 2569–2593 (ร่างแผน PDP 2026) โดยหลังจากเสร็จสิ้นการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากกลุ่มย่อยและปรับปรุงร่างแผนตามข้อเสนอแนะแล้ว กระทรวงพลังงานเตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ (Public Hearing) ภายในเดือน ส.ค. 2569 ก่อนเสนอให้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) พิจารณาให้ความเห็นชอบในช่วงไตรมาส 4 ของปี 2569
ร่างแผน PDP 2026 เป็นแผนฉบับ “เปลี่ยนชื่อปรับโฉม” จากร่างแผนแผน PDP 2024 (พ.ศ. 2567 – 2580) ที่เคยเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ (Public Hearing) ไปในช่วงกลางปี 2567 ที่เผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่า “ไม่มีรายละเอียด” โดยเตรียมพิจารณาประกาศใช้เพื่อทดแทนแผนเดิม คือ PDP 2018 Revision
ร่างแผน PDP 2026 ที่กำลังจัดทำกันอยู่ในขณะนี้ มีการปรับเปลี่ยนไปจากเดิมมากพอสมควร โดยอ้างว่าเกิดจากปัจจัย “สำคัญ” ที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ คือ
-
“ไฟฟ้าเสรี” และ Direct PPA รัฐบาลกำลังถูกกดดันอย่างหนักจากกลุ่มทุนต่างชาติ (เช่น Google, Microsoft) และสภาอุตสาหกรรม ให้เปิดเสรีการซื้อขาย “ไฟสีเขียว” โดยตรง ไม่ผ่านระบบผูกขาดเดิม ซึ่งหากทำสำเร็จ จะเป็นการลดบทบาทและอำนาจการต่อรองของ “กลุ่มทุนโรงไฟฟ้าฟอสซิล” รายใหญ่
-
คุมเพดานค่าไฟไม่ให้เกิน 4 บาท สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ต้องการกำหนดราคาไฟเฉลี่ยตลอดแผนให้อยู่ในระดับไม่เกิน 4 บาทต่อหน่วย เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ทำให้การพิจารณาเลือกประเภทโรงไฟฟ้าต้องคำนวณต้นทุนที่แท้จริงและไม่อาจปล่อยให้เซ็นสัญญาในราคาแพงเหมือนในอดีต
-
ปลดล็อก Solar Rooftop เสรี การยกเลิกใบอนุญาต รง.4 สำหรับประชาชนและอาคารที่ติดโซลาร์เซลล์ใช้เอง ถือเป็นมาตรการกระจายอำนาจการผลิตไฟฟ้าคืนสู่มือประชาชน ซึ่ง “ทุนโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่” ได้ขับไปแล้ว โดยเพิ่มธุรกิจพลังงานหมุนเวียนและเทคโนโลยีแบตเตอรี่ ทดแทนการสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซขนาดใหญ่
-
รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ส่งผลให้ช่วงเวลาที่คนใช้ไฟพีคสุด (Peak Load) เปลี่ยนจากช่วงกลางวัน (ประมาณ 14.00 น.) มาเป็นช่วงกลางคืน (ประมาณ 21.00 น.) เนื่องจากผู้ใช้รถ EV กลับมาเสียบปลั๊กชาร์จรถที่บ้าน ซึ่งกระทบสูตรพยากรณ์ค่าความต้องการไฟฟ้าเดิมตามร่างแผน 2024
-
กระแสวิจารณ์ “ค่าไฟแพง” และการพยากรณ์เกินจริง ในช่วงที่ผลักดันร่าง PDP 2024 เกิดข้อวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่า ตัวเลขการพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าในร่างนั้นสูงเกินความเป็นจริง ซึ่งเอื้อให้เกิดการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่มากเกินจำเป็น (Overcapacity) และในที่สุด กลายเป็นภาระค่าพร้อมจ่าย (Availability Charge) บีบให้ค่าไฟของประชาชนแพง ทำให้ต้องทบทวนใหม่
-
เป้าหมาย Net Zero 2050 กระทรวงพลังงานปรับเป้าหมายระยะยาวให้สอดรับกับเวทีโลก โดยเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด (Clean Energy) ให้ได้ถึง 60% ภายในปี 2050
เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดร่างแผน PDP 2026

PDP 2026 ขยับเป้าพลังงานสะอาดเป็น 70%
เมื่อมีการปรับร่างแผน PDP 2026 เป็นแผนแม่บทระยะยาว 25 ปี ที่จะกำหนดทิศทางการจัดหาพลังงาน การสร้างโรงไฟฟ้า และโครงข่ายส่งไฟฟ้าของประเทศไทย เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีพลังงานไฟฟ้าเพียงพอต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการดำรงชีวิตของประชาชน และแผนฉบับนี้ยังมีเป้าหมายหลักในการเปลี่ยนผ่านระบบพลังงานของประเทศไทยให้รองรับความมั่นคงทางพลังงาน และสอดคล้องกับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ของประเทศไทยในปี 2593 เพิ่มเติมจากการจัดหาไฟฟ้าของประเทศ
ทั้งนี้ เพื่อสอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero ของประเทศในปี 2593 ร่างแผน PDP 2026 จึงไม่สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่ และเน้นการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดในสัดส่วนที่สูงถึง 70% ของพลังงานทั้งประเทศ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากร่างแผน PDP 2024 ก่อนหน้านี้ที่มีสัดส่วนพลังงานสะอาด 51% ของพลังงานทั้งประเทศ เพื่อให้เกิดการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และให้ภาคเอกชนมีสิทธิ์เข้าถึงไฟฟ้าที่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่ำ
ดาต้าเซ็นเตอร์คาดใช้ไฟพุ่ง 3 หมื่นเมกะวัตต์
ร่างแผน PDP 2026 คาดการณ์ว่า ภายในปี 2593 ประเทศไทยจะมีความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นที่ กรณีต่ำ 71,340 เมกะวัตต์ (MW) และกรณีสูง 77,374 MW โดยเฉพาะจากอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งคาดว่าจะใช้ไฟฟ้าราว 8,611 MW หรืออาจสูงถึง 30,000 MW นิคมอุตสาหกรรมในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) อีก 9,639 MW และความต้องการใช้ไฟฟ้าจากรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้ารวมกว่า 24.4 ล้านคัน
เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น ร่างแผน PDP 2026 จึงวางแนวทางเร่งเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด ทั้งการส่งเสริมโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดใหญ่ (Solar Farm) ปริมาณ 272,087 MW และการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop) โดยเตรียมยกเลิกการขอใบอนุญาต รง.4 ลดขั้นตอนการอนุญาตให้เหลือ 7 วันสำหรับการติดตั้งเพื่อใช้เอง และ 30 วันสำหรับการติดตั้งเพื่อขายไฟฟ้าคืนเข้าสู่ระบบ พร้อมทั้งขยายโควตารับซื้อไฟฟ้าจากภาคครัวเรือนจากเดิม 90 MW เป็น 500+500 MW
นอกจากนี้ ยังเปิดทางให้เกิดตลาดไฟฟ้าสีเขียวผ่านรูปแบบสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรงระหว่างผู้ผลิตและผู้ใช้ไฟฟ้า (Direct PPA) เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ภาคเอกชนสามารถเข้าถึงไฟฟ้าสะอาดได้โดยตรง ควบคู่กับการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมและชีวมวล เพื่อเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้า

เพิ่มผลิตไฟฟ้าจากนิวเคลียร์ 4 เท่า
ร่างแผนฉบับนี้ยังให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีด้านพลังงานใหม่ โดยส่งเสริมการใช้ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) ปริมาณ 10,485 MW การนำร่องพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ปริมาณ 2,400 MW เพิ่มขึ้นจากร่างแผนเดิมที่กำหนดไว้เพียง 600 MW แม้ว่าที่ผ่านมาจะยังมีหลายภาคส่วนแสดงความกังวลเกี่ยวกับมาตรฐานความปลอดภัยของเทคโนโลยีดังกล่าว เนื่องจากยังไม่เคยมีการติดตั้งโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์มาก่อนในประเทศไทย และทั่วโลก SMR ก็ยังมีเพียงไม่กี่ประเทศ
นอกจากนี้ ร่างแผนยังเตรียมพิจารณาบรรจุเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) ไว้ในแผนตามช่วงเวลาที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้เป็นภาระต่อต้นทุนค่าไฟของประชาชน โดย CCS เป็นเทคโนโลยีที่ใช้ดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) จากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลในโรงไฟฟ้าหรือโรงงานอุตสาหกรรม ก่อนขนส่งไปกักเก็บในชั้นหินใต้ดินที่มีความเหมาะสม เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศ
ขณะเดียวกันยังเป้าหมายให้อัตราค่าไฟฟ้าเฉลี่ยตลอดช่วงแผนอยู่ในระดับไม่เกิน 4 บาทต่อหน่วย
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า การเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าให้เพียงพอต่อความต้องการที่สูงขึ้นตามร่างแผน PDP 2026 โดยยังควบคุมการปล่อยคาร์บอนผ่านเทคโนโลยีอย่าง SMR และ CCS ยังมีความเสี่ยงทั้งด้านกฎหมาย เงินลงทุน การร่วมลงทุนจากเอกชน และการยอมรับของสังคม หากเทคโนโลยีเหล่านี้ไม่สามารถพัฒนาได้ตามแผน อาจทำให้ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมา (Carbon Intensity) ของระบบไฟฟ้าไทย จะไม่สามารถลดลงได้ตามเป้าหมาย
วิกฤตตะวันออกกลางเร่งไทยเปลี่ยนผ่านพลังงาน
ที่ผ่านมา สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้เพิ่มความเสี่ยงต่อความมั่นคงด้านพลังงานของไทยอย่างมีนัยสำคัญ จากการปรับตัวสูงขึ้นของราคาพลังงานในตลาดโลก และความกังวลต่อความต่อเนื่องของการจัดหาพลังงาน หากสถานการณ์ยืดเยื้อหรือทวีความรุนแรงขึ้น
ปัจจุบันประเทศไทยยังพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากภูมิภาคตะวันออกกลางในสัดส่วนสูง โดยนำเข้าน้ำมันดิบประมาณ 90% และก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ราว 30% ของปริมาณนำเข้าทั้งหมด ทำให้ไทยมีความเปราะบางต่อความผันผวนของราคาพลังงานและความเสี่ยงด้านอุปทานจากภูมิรัฐศาสตร์
เพื่อลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลและเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน รัฐบาลจึงเดินหน้าผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดครั้งใหญ่ โดยเตรียมใช้งบประมาณจากพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ซึ่งจัดสรรวงเงินราว 2 แสนล้านบาทสำหรับการลงทุนด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงานเป็นหลัก ควบคู่กับการผลักดันร่างแผน PDP 2026 ที่กำหนดเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดเป็นประมาณ 70%
ดังที่ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ระบุว่า “การเดินหน้าสู่ Net Zero ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่คือการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในตลาดโลก ซึ่งต้องอาศัยทิศทางที่ชัดเจน เจตจำนงที่แน่วแน่ และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อเปลี่ยนวิกฤตพลังงานให้เป็นโอกาสของประเทศในอีก 5-10 ปีข้างหน้า”
แผน PDP 2026 เอื้อ “ทุนใหญ่”แค่ไหน?
ธุรกิจพลังงานที่มีมูลค่ามหาศาล และเกี่ยวข้องกับกฏกติกาภาครัฐ และอำนาจการเมือง ดังนั้น เมื่อมีการออกกฏกติกาใหม่ หรือ ทำการแก้ไขแผนใด ๆ มักจะมีข่าวการล็อบบี้ หรือ ข้อเสนอจากภาคเอกชนดสมอ นัยว่าเพื่อรักษาสิทธิประโยชน์ของตัวเอง ซึ่งเป็นความจริงที่เกิดขึ้นเสมอ
กลยุทธ์ในการรับมือกับข่าวการล็อบบี้ คือ กลุ่มทุนมักจะ “เงียบ” ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของภาครัฐและนักการเมืองเป็นผู้ชี้แจง
แต่ในร่างแผน PDP 2026 ฉบับนี้ อำนาจต่อรอง “กลุ่มทุนพลังงาน” ลดน้อยลงไปบ้าง เพราะมีแรงกดดันจากภายนอก ทั้ง “ทุนเทคโนโลยีโลก (Data Center)” และ “มาตรการภาษีคาร์บอนของยุโรปและอเมริกา” ทำให้รัฐจำเป็นต้องเกลี่ยผลประโยชน์ใหม่และหันไปเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดมากขึ้น เพื่อไม่ให้ประเทศสูญเสียฐานการลงทุนไปให้ประเทศเพื่อนบ้าน
อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในหลายประเด็น ซึ่งต้องรอแผนที่ประกาศออกมาอย่างเป็นทางการ โดมีประเด็นที่ต้องติดตาม คือ
-
ประเด็น สำรองไฟฟ้าล้นระบบ (Overcapacity) ที่ผ่านมา มีปริมาณไฟฟ้าสำรองสูงเกินมาตรฐานค่อนข้างมาก บางช่วงสูงกว่า 40–50% ขณะที่มาตรฐานสากลอยู่ที่ราว 15–20% ซึ่งเกิดจากการเซ็นสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) กับโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดใหญ่ (IPP) ในอดีตล่วงหน้าไว้มากเกินไป ส่งผลให้ประชาชนต้องแบกรับ “ค่าความพร้อมจ่าย” (Availability Payment) หรือค่าบริการที่รัฐต้องจ่ายให้โรงไฟฟ้าแม้โรงไฟฟ้าจะไม่ได้เดินเครื่องผลิตไฟเลย ซึ่งเท่ากับว่า “การันตีกำไรให้กลุ่มทุนใหญ่” โดยผลักภาระให้ประชาชน
-
การต่ออายุโรงไฟฟ้าเดิม (Extension) ในร่างแผน PDP ปัจจุบัน มีแนวคิดที่จะทบทวนและต่ออายุสัญญาให้โรงไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (IPP) และรายเล็ก (SPP) ที่กำลังจะหมดอายุ แทนที่จะปล่อยให้หมดสัญญาแล้วปลดระวาง ซึ่งคนที่ผลักดันอ้างว่าช่วยประหยัดต้นทุนสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ แต่คนที่ไม่เห็นด้วมองว่าเปิดโอกาสให้กลุ่มทุนเดิมได้ประโยชน์ต่อเนื่อง และไม่เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่
ข้อเสนอเชิงนโยบาย : แผนและธุรกิจพลังงานอยู่ใน “กล่องดำ” มานาน ดังนั้น การอ้างเรื่อง “ผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ” อาจจะใช้ไม่ได้อีกต่อไป เพราะเป็นนามธรรมและในอดีตก็อ้างเช่นเดียวกัน แต่ปัญหาก็เป็น “อย่างที่เห็นและเป็นอยู่” ซึ่งวิธีการสร้างความเชื่อมั่นและไว้วางใจ คือ รัฐบาลต้องเปิดเผยข้อมูลในทุกขั้นตอน เพื่อให้ได้แผนผลิตไฟฟ้าที่เป็นธรรมกับทุกคน
ที่มา : ศูนย์วิจัยกสิกรไทย KResearch และ กระทรวงพลังงาน
อ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง




