เสียงค้าน 33% ผลรับฟังความเห็นค่าไฟสูตรใหม่
สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) เปิดผลรับฟังความคิดเห็นต่อข้อเสนอการปรับปรุงอัตราค่าไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยแบบอัตราก้าวหน้า โดยมีผู้สนใจเข้ารับฟังความคิดเห็นผ่านเว็บไซต์ของสำนักงาน กกพ. จำนวน 6,525 ครั้ง จากผู้เข้าชม 2,270 ราย และมีผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นรวม 653 ความเห็น
เมื่อพิจารณาผลการรับฟังความคิดเห็น พบว่า กล่มผู้ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอมีจำนวนมากสุด 215 ความเห็น คิดเป็น 33% ของความคิดเห็นทั้งหมด รองลงมาเป็นผู้ที่เห็นด้วยกับกรณีศึกษาที่ 2 จำนวน 166 ความเห็น คิดเป็น 25% ขณะที่อีกส่วนที่เหลือได้แสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะในประเด็นอื่น ๆ โดยมีประเด็น อาทิ ผลกระทบต่อผู้ใช้พลังงาน ประเด็นด้านกฎหมายและการกำกับดูแลตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 ตลอดจนข้อเสนอแนะด้านนโยบายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะเป็นข้อมูลสำคัญประกอบการดำเนินการในขั้นตอนต่อไป
ต่อมาวันที่ 17 มิ.ย. 2569 ณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้รับทราบผลการรับฟังความคิดเห็นดังกล่าว และมอบหมายให้ สำนักงาน กกพ. รายงานผลการรับฟังความคิดเห็นที่ได้รับจากประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย รวมถึงรายงานผลการดำเนินงานของ กกพ. และผู้รับใบอนุญาตที่เกี่ยวข้อง (กฟน. และ กฟภ.) ไปยัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เพื่อประกอบการพิจารณาเชิงโยบาย
ชะลอค่าไฟใหม่ ลุยลดต้นทุน อุ้มผู้ใช้ไฟต่ำ 200 หน่วย
สำนักข่าว Infoquest รายงาน เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ยอมรับว่า ยังไม่มีการประกาศใช้สูตรค่าไฟใหม่ เนื่องจากมีข้อท้วงติงหลายประเด็น โดยเฉพาะกรณีของภาคครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้าตั้งแต่ 400 หน่วยขึ้นไป ที่ทำให้ต้องจ่ายแพงขึ้น ดังนั้นในรอบบิลค่าไฟฟ้าเดือน ก.ค. 2569 ผู้ใช้ไฟจะยังคงจ่ายค่าไฟในอัตราเดิม เฉลี่ย 3.95 บาทต่อหน่วย
ขณะที่ภาคครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือน จะยังถูกคิดอัตราค่าไฟฟ้าที่ 3 บาทต่อหน่วยเช่นเดิม โดยนำเงินรายได้ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) มาสำรองจ่ายชดเชยในส่วนนี้ไปก่อน
นอกจากนี้ รัฐบาลยังอยู่ระหว่างการพิจารณาปรับลดอัตราค่าไฟฟ้าในระดับโครงสร้างการผลิต โดยจะพิจารณาใน 3 เรื่องหลัก ได้แก่
1. การแก้สัญญาซื้อขายไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าที่มีส่วนเพิ่มรับซื้อไฟฟ้า (Adder) ที่มีการต่อสัญญาอัตโนมัติ ที่มีอัตราค่าไฟฟ้าสูง
2 การลดความสูญเสียในระบบ จากไฟทาง และไฟฟ้าสาธารณะ ซึ่งค่าไฟเหล่านี้ ได้ถูกนำมาคำนวณรวมในค่าไฟฟ้าของประชาชนราว 10 สตางค์ จะต้องมีการปรับลดต้นทุนค่าไฟฟ้าในส่วนนี้ลง โดยอาจจะให้มีการเปลี่ยนหลอดไฟฟ้ามาเป็น LED ซึ่งประหยัดไฟกว่า
3. การพิจารณาเรื่องค่าความพร้อมจ่าย (AP) ซึ่งเกิดจากการคาดการณ์การใช้ไฟฟ้าในอดีตสูงเกินไป ทำให้มีโรงไฟฟ้าบางโรง ไม่ได้เดินเครื่อง แต่ได้รับค่า AP ซึ่งจะต้องมีวิธีบริหารจัดการ
ขณะเดียวกัน ยังเตรียมจัดทำประเภทผู้ใช้ไฟฟ้าใหม่ สำหรับกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) เพื่อให้กลุ่มธุรกิจที่ใช้ไฟสูง เข้ามาร่วมรับผิดชอบต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) แทนที่จะผลักภาระไปที่ค่าไฟให้ภาคครัวเรือน
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ยังกล่าวในรายการเรื่องเล่าเช้านี้ ว่า สูตรค่าไฟอาจจะต้องมีการทบทวนใหม่ เนื่องจากมีผู้ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม โดยเฉพาะครัวเรือนที่อยู่หลายคนแต่ไม่ได้มีฐานะร่ำรวย ทำให้อาจถูกคิดค่าไฟแพงขึ้น อีกทั้งไม่มีระยะเวลามากพอในการติดตั้งระบบโซลาร์เซล ดังนั้นการคิดค่าไฟแพงขึ้นกับบ้านที่ใช้ไฟเกิน 400 หน่วย อาจต้องชะลอไปก่อน หรือพิจารณาแนวทางอื่นที่เหมาะสมกว่า เช่น กำหนดเกณฑ์ให้มีผลเฉพาะบ้านที่มีค่าไฟฟ้าสูงมาก ตั้งแต่ 10,000 บาทต่อเดือนขึ้นไป
“เพราะฉะนั้นวิธีการที่เพิ่มอัตรา 400 หน่วยขึ้นไปเนี่ย แล้วมาเซฟ 200 หน่วยเนี่ย วิธีนี้เนี่ยน่าจะมีปัญหา เราก็ต้องมาคิดทบทวนใหม่” เอกนัฏ กล่าว
สาเหตุหลักปรับโครงสร้างค่าไฟ
หนึ่งในเป้าหมายสำคัญของการปรับโครงสร้างครั้งนี้ของกระทรวงพลังงาน คือ การลดภาระค่าครองชีพของประชาชนผู้ใช้ไฟรายย่อยและผู้มีรายได้น้อย เนื่องจากที่ผ่านมาการช่วยเหลือประชาชนมักต้องอาศัยมาตรการตรึงค่าไฟหรือการอุดหนุนเป็นครั้งคราว ซึ่งใช้งบประมาณจำนวนมากและช่วยเหลือผู้ใช้ไฟทุกกลุ่มในลักษณะเดียวกัน แม้บางกลุ่มจะไม่ได้รับผลกระทบมากก็ตาม
แนวคิดใหม่จึงต้องการเปลี่ยนจากการอุดหนุนแบบกว้าง ๆ ไปเป็นการช่วยเหลือแบบตรงกลุ่ม โดยให้ผู้ใช้ไฟในระดับต่ำได้ค่าไฟที่ถูกลง เพื่อบรรเทาภาระของครัวเรือนส่วนใหญ่ ขณะที่ผู้ใช้ไฟในปริมาณมากจะต้องจ่ายสูงขึ้นตามระดับการใช้ไฟ
อีกเหตุผลสำคัญคือการสร้างความเป็นธรรมในการเก็บค่าไฟฟ้า เนื่องจากผู้ใช้ไฟแต่ละกลุ่มมีศักยภาพในการรับภาระต้นทุนแตกต่างกัน จึงเสนอให้ใช้หลักอัตราค่าไฟแบบก้าวหน้า (Progressive Rate) ที่ผู้ใช้ไฟน้อยจะเสียค่าไฟในอัตราต่ำกว่า และเมื่อใช้ไฟเพิ่มขึ้นก็จะเข้าสู่อัตราที่สูงขึ้นตามลำดับ ดังนั้นหลักการดังกล่าวจึงมีเป้าหมายให้ผู้ที่ใช้ไฟมากเป็นผู้รับภาระต้นทุนมากขึ้น ขณะที่ผู้ใช้ไฟน้อยยังคงได้รับการคุ้มครองจากภาครัฐ
นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานยังคาดหวังว่าการปรับโครงสร้างค่าไฟจะช่วยส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะเมื่ออัตราค่าไฟเพิ่มขึ้นตามปริมาณการใช้ ผู้ใช้ไฟจะมีแรงจูงใจในการประหยัดพลังงานและบริหารการใช้ไฟฟ้าให้เหมาะสม ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการใช้พลังงานอย่างยั่งยืนในระยะยาว
ขณะเดียวกันโครงสร้างค่าไฟเดิมถูกออกแบบมานานและอาจไม่สะท้อนสภาพเศรษฐกิจ ต้นทุนพลังงาน และรูปแบบการใช้ไฟของครัวเรือนในปัจจุบัน การปรับโครงสร้างใหม่จึงถูกมองว่าเป็นการปฏิรูประบบเพื่อให้การจัดเก็บค่าไฟมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับสถานการณ์มากขึ้น
ค่าไฟปัจจุบันเป็นแบบใด
ปัจจุบัน การคิดค่าไฟฟ้าภาคครัวเรือนของไทยไม่ได้ใช้อัตราเดียวทั้งระบบ แต่ใช้อัตราแบบ “ขั้นบันได” (Block Rate) ซึ่งก็มีลักษณะเป็นการคิดค่าไฟแบบอัตราก้าวหน้า โดยครัวเรือนไหนยิ่งใช้ไฟมาก หน่วยที่ใช้ในช่วงถัดไปจะถูกคิดในอัตราที่สูงขึ้น โดย กกพ. ได้แบ่งผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่
กลุ่มที่หนึ่ง ผู้ใช้ไฟฟ้าที่ใช้เกิน 150 หน่วยต่อเดือน ซึ่งเป็นบ้านอยู่อาศัยทั่วไป โดยใช้อัตราขั้นบันไดประมาณ 7 ระดับ ตั้งแต่ 1-15 หน่วยแรกไปจนถึงการใช้เกิน 400 หน่วยต่อเดือน ทั้งนี้ หน่วยแรกจะถูกคิดในอัตราต่ำที่สุด และอัตราจะเพิ่มขึ้นตามปริมาณการใช้ไฟ โดยยังไม่รวมค่า Ft และภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)
กลุ่มที่สอง ผู้ใช้ไฟฟ้าที่ใช้ไม่เกิน 150 หน่วยต่อเดือน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบ้านขนาดเล็กหรือผู้ใช้ไฟน้อย จะมีโครงสร้างอัตราที่เอื้อต่อผู้มีรายได้น้อย ทำให้ค่าไฟเฉลี่ยต่อหน่วยต่ำกว่ากลุ่มผู้ใช้ไฟทั่วไป
ลักษณะสำคัญของระบบนี้ คือ การคิดค่าไฟแบบสะสมตามแต่ละช่วงการใช้ไฟ ไม่ใช่นำจำนวนหน่วยทั้งหมดไปคูณด้วยอัตราของขั้นสูงสุด เช่น หากใช้ไฟ 160 หน่วย หน่วยที่ 1-15 จะคิดตามอัตราขั้นแรก หน่วยที่ 16-25 คิดตามอัตราขั้นที่สอง และคำนวณต่อเนื่องไปตามแต่ละช่วงจนถึงหน่วยที่ 160
“สูตรใหม่-เดิม” ต่างกันอย่างไร
แม้โครงสร้างอัตราค่าไฟแบบเดิมและแบบใหม่จะใช้หลักการ “อัตราก้าวหน้า (Progressive Rate)” เหมือนกัน แต่จะมีความแตกต่างในด้านการออกแบบโครงสร้างอัตราและการแบ่งช่วงการใช้ไฟฟ้า
โครงสร้างค่าไฟแบบเดิม ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเป็นระบบอัตราขั้นบันไดประมาณ 7 ระดับ โดยคิดค่าไฟสะสมในแต่ละช่วงการใช้ไฟ อัตราค่าไฟจะค่อย ๆ ปรับเพิ่มขึ้นตามจำนวนหน่วยที่ใช้ และไม่ได้กำหนดอัตราพิเศษสำหรับการใช้ไฟ 200 หน่วยแรกเป็นการเฉพาะ
ส่วนโครงสร้างค่าไฟแบบใหม่ ยังคงใช้หลักอัตราก้าวหน้าเช่นเดิม แต่มีแนวคิดกำหนดให้การใช้ไฟ 200 หน่วยแรกมีอัตราค่าไฟไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย เพื่อช่วยลดภาระผู้ใช้ไฟรายย่อย ขณะที่การใช้ไฟเกิน 200 หน่วยจะเข้าสู่โครงสร้างอัตราใหม่ที่กำหนดให้ผู้ใช้ไฟในปริมาณสูงรับภาระมากขึ้นตามระดับการใช้ โดยมีเป้าหมายให้การกระจายภาระระหว่างผู้ใช้ไฟน้อยและผู้ใช้ไฟมากมีความชัดเจนกว่าโครงสร้างเดิม
ตารางแสดงโครงสร้างค่าไฟแบบใหม่

กระแสสังคมในช่วงแรก
ในช่วงแรกแม้แนวคิดปรับโครงสร้างค่าไฟใหม่ของกระทรวงพลังงานจะได้รับการสนับสนุนจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะหลักการช่วยเหลือผู้ใช้ไฟรายย่อยและแนวคิด “ใช้มากจ่ายมาก” ที่มุ่งลดภาระค่าครองชีพของประชาชน แต่เมื่อเปิดรับฟังความคิดเห็นกลับพบว่ามีข้อกังวลและเสียงคัดค้านในหลายประเด็น โดยเฉพาะเรื่องความเป็นธรรมในการจัดเก็บค่าไฟและความสอดคล้องกับกรอบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมามากที่สุด คือ ผลกระทบต่อครัวเรือนที่มีสมาชิกจำนวนมาก เพราะแม้ทุกคนใช้ไฟฟ้าระดับปกติหรือปริมาณไม่มาก แต่เมื่อรวมกันทั้งบ้านการใช้ไฟอาจสูงเกิน 400 หน่วยขึ้น จึงส่งผลให้ต้องเสียค่าไฟในอัตราแพงขึ้น ทั้งที่ไม่ได้ร่ำรวยหรือใช้ไฟอย่างฟุ่มเฟือย ขณะเดียวกัน ผู้ใช้ไฟที่เกิน 400 หน่วยต่อเดือนก็แสดงความกังวลว่าการปรับโครงสร้างใหม่อาจเพิ่มภาระค่าใช้จ่าย
ข้อกังวลดังกล่าว ประกอบกับประเด็นด้านกฎหมายที่ถูกเสนอผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็น ทำให้กระทรวงพลังงานตัดสินใจชะลอการประกาศใช้สูตรค่าไฟใหม่และนำกลับไปทบทวนอีกครั้ง เพื่อปรับปรุงหลักเกณฑ์ให้มีความเหมาะสมและเป็นธรรมมากขึ้น
ส่งผลให้ “สูตรค่าไฟใหม่” ต้องเลื่อนออกไปประกาศใช้อย่างไม่มีกำหนด หรืออาจเปลี่ยนเป็นสูตรใหม่ ซึ่งต้องติดตามว่ากระทรวงพลังงานจะออกแบบโครงสร้างค่าไฟอย่างไร โดยต้องสร้างสมดุลระหว่างการช่วยเหลือผู้ใช้ไฟรายย่อย การสร้างความเป็นธรรมให้แก่ผู้ใช้ไฟทุกกลุ่ม โดยไม่ผลักภาระให้ผู้ใช้ไฟกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมากจนเกินไป และการรักษาเสถียรภาพของระบบพลังงานโดยรวม
อ่านเนื้อหาอื่นเพิ่มเติม




