ก่อนที่มาตรฐานเหล็กเส้นฉบับใหม่ของประเทศไทยจะประกาศใช้ ประเด็นเรื่อง “เตาหลอม IF” (Induction Furnace) กลายเป็นหนึ่งในข้อถกเถียงสำคัญของวงการวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเหล็ก โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์อาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่ม ซึ่งทำให้สังคมหันกลับมาตั้งคำถามว่า มาตรฐานเหล็กที่ใช้กับอาคารสูงและโครงสร้างที่ต้องรองรับแรงแผ่นดินไหวมีความเข้มงวดเพียงพอหรือไม่
แม้คณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (กมอ.) จะมีมติเห็นชอบให้ปรับปรุงมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) เหล็กเส้นเสริมคอนกรีต ปี2559 โดยกำหนดให้ ห้ามใช้เหล็กที่ผลิตจากเตาหลอม IF สำหรับโครงสร้างหลักของอาคารสูง เช่น เสาและคาน พร้อมยกระดับมาตรฐานให้ใกล้เคียงมาตรฐานสากล
แต่ร่างดังกล่าวยังต้องผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณะก่อนประกาศใช้ ซึ่งจนถึงขณะนี้มาตรฐานดังกล่าวยังไม่เปิดให้มีการรับฟังความเห็น
ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมเหล็กส่วนใหญ่แสดงจุดยืนสนับสนุนมาตรฐานใหม่ และเสนอให้เหล็กสำหรับอาคารสูงควรมาจากระบบเตาหลอม Electric Arc Furnace (EAF/EF) หรือ Basic Oxygen Furnace (BOF) ซึ่งมีกระบวนการปรับคุณภาพน้ำเหล็กที่สมบูรณ์กว่า

ไม่ได้เปิดทาง เตาIF โดยไม่มีเงื่อนไข
ก่อนที่ มาตรฐาน มอก.ฉบับใหม่จะถูกประกาศใช้ “Policy Watch Thai PBS” ได้มีพูดคุยกับ เอนก ศิริพานิชกร นายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) ในฐานะประธานคณะกรรมการพิจารณา ซึ่งได้พิจารณาจัดทำมาตรฐาน มอก.ปี 2559 ที่มีเงื่อนไขให้ใช้เหล็กที่ผลิตจากเตาหลอม IF แม้จะยังมีข้อกังวลเรื่องสิ่งแวดล้อม ออกมาเปิดเผยถึงเบื้องหลังการออกมาตรฐานมอก.ในครั้งนั้น
อธิบายว่า ในช่วงจัดทำมาตรฐาน คณะกรรมการใช้เวลาศึกษาเกือบ 2 ปี หลังเทคโนโลยีเตาหลอม IF เริ่มเข้ามาในประเทศไทยราวปี 2557ที่เทคโนโลยีดังกล่าวทะลักจากจีนเข้าไทย แม้จะมีแรงกดดันจากหลายฝ่ายให้เร่งพิจารณา แต่คณะกรรมการเลือกใช้แนวทางที่รอบคอบ โดยไม่ได้เปิดให้ใช้เทคโนโลยีดังกล่าวอย่างเสรี เพราะมีการกำหนดเงื่อนไข ภาคผนวก ข แนบท้ายหลักเกณฑ์ในการตรวจสอบเพื่อการอนุญาตรายละเอียดตามข้อกำหนดด้านเทคนิค สำหรับผู้ทำเหล็กข้ออ้อยเงื่อนไขดังกล่าวจะเน้นการควบคุมเพื่อลดปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นประเด็นสำคัญ
มาตรฐานไม่ได้มองแค่ “คุณภาพเหล็ก”
นอกจากนี้ มอก.ปี 2559 ได้กำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติม เช่น การควบคุมคุณภาพเศษเหล็ก การตรวจวิเคราะห์ส่วนประกอบทางเคมี การทำ Refining Process การใช้ Continuous Casting และการแสดงสัญลักษณ์กรรมวิธีผลิตบนผลิตภัณฑ์
รศ.เอนก ระบุว่า หนึ่งในเหตุผลที่เพิ่มเกณฑ์ด้านองค์ประกอบทางเคมี ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อตัดสินว่าเหล็กชนิดใดดีกว่ากัน แต่เพื่อป้องกันการใช้ช่องว่างด้านภาษีศุลกากร
ในอดีตมีกรณีที่ผู้ผลิตปรับส่วนผสมทางเคมีเพียงเล็กน้อยจนเหล็กถูกจัดเป็น “เหล็กผสม” (Alloy Steel) ซึ่งได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีแตกต่างจากเหล็กเส้นก่อสร้างทั่วไป ทั้งที่นำไปใช้ในงานก่อสร้างเหมือนกัน มาตรฐานจึงกำหนดเกณฑ์องค์ประกอบทางเคมีให้ชัดเจน เพื่อลดปัญหาการจำแนกประเภทสินค้า มากกว่าการชี้ว่าเหล็กผสมมีคุณภาพต่ำกว่า เพราะในทางวิศวกรรม เหล็กผสมหลายชนิดกลับมีสมบัติที่ดีกว่าเหล็กทั่วไป
ทำไมหลายประเทศเลิกการใช้เตา IF
แม้หลายประเทศจะทยอยเลิกใช้เตาหลอม IF แต่ รศ.เอนก เห็นว่า ไม่ได้หมายความว่าทุกประเทศห้ามใช้เทคโนโลยีนี้โดยสิ้นเชิง หลายประเทศในอาเซียน เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ยังมีการใช้งานอยู่เช่นเดียวกับไทย
สาเหตุสำคัญมาจากการที่จีน ซึ่งเป็นผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ของโลก ปรับนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและทยอยเลิกใช้เตา IF ภายในประเทศ ทำให้เครื่องจักรจำนวนมากถูกส่งออกมายังประเทศกำลังพัฒนา ผู้ประกอบการจึงสามารถลงทุนได้ในต้นทุนที่ต่ำกว่าการติดตั้งระบบผลิตรุ่นใหม่
อย่างไรก็ตาม หากโรงงาน IF ปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมอย่างครบถ้วน รวมถึงติดตั้งระบบ Refining เพื่อปรับคุณภาพน้ำเหล็ก ต้นทุนการผลิตจะเพิ่มขึ้นจนใกล้เคียงกับระบบ EAF ทำให้ข้อได้เปรียบของการผลิตเหล็กแบบ IF ที่มีราคาถูกหมดไป
“หากการผลิตเหล็กเตาIF ผลิตตามเงื่อนไขที่กำหนดด้านสิ่งแวดล้อม ทำให้ข้อได้เปรียบเรื่องราคาไม่ใช่ประเด็น แต่ผ่านมาการผลิตด้วยเทคโนโลยีดังกล่าวยังมีคำถามเรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่มีปัญหาเรื่องการควบคุมตรวจสอบ”
ปัญหาอยู่ที่มาตรฐาน หรือการใช้งาน
รศ.เอนก ยืนยันว่า หากพิจารณาเฉพาะข้อกำหนดตามมาตรฐาน มอก. ปี 2559 ถือว่าครอบคลุมการควบคุมคุณภาพการผลิตแล้ว และตลอดกว่า 10 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยใช้เหล็กจากเตาหลอม IF ในงานก่อสร้างจำนวนมาก ขณะที่ วงการวิศวกรรมยังมีข้อกังวลในโครงสร้างที่ต้องรับแรงกระทำซ้ำเป็นเวลานาน เช่น สะพาน อาคารสูง หรือโครงสร้างที่ต้องรองรับแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหว เพราะเกี่ยวข้องกับคุณสมบัติด้าน ความล้าของวัสดุ (Fatigue) ซึ่งเป็นการเสื่อมสภาพของเหล็กจากการรับแรงซ้ำต่อเนื่อง
ประเด็นนี้ยังไม่มีข้อสรุปทางวิชาการที่ชัดเจน เนื่องจากการทดสอบ Fatigue ต้องใช้เครื่องมือเฉพาะและใช้เวลานานกว่าการทดสอบคุณสมบัติทางกลทั่วไป ทำให้ประเทศไทยยังมีข้อจำกัดทั้งด้านเครื่องมือในการตรวจวัด
เขาอธิบายเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันประเทศไทยสามารถทดสอบคุณสมบัติของเหล็กได้ตามมาตรฐานที่กำหนด แต่การทดสอบด้านความล้าของวัสดุในระยะยาวยังต้องอาศัยเครื่องมือเฉพาะและการศึกษาที่ซับซ้อนกว่าการทดสอบทั่วไป จึงยังมีข้อจำกัดในด้านศักยภาพของเครื่องมือและข้อมูลเชิงประจักษ์
มาตรฐานใหม่กำลังยกมาตรฐานอุตสาหกรรมเหล็ก
ในมุมมองต่อการปรับปรุงมาตรฐานในอนาคต รศ.เอนก มองว่า เป็นก้าวสำคัญในการยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมเหล็กของไทยให้สอดคล้องกับพัฒนาการของเทคโนโลยี ความรู้ทางวิศวกรรม และความคาดหวังของสังคมที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของโครงสร้างอาคารมากขึ้น
เขาเห็นว่าการยกเลิกการใช้เตาหลอมแบบ Induction Furnace (IF) ทั้งหมดในทันที อาจไม่ใช่ทางออกที่เหมาะสม เนื่องจากผู้ประกอบการจำนวนมากได้ลงทุนในระบบการผลิตดังกล่าวไปแล้ว อีกทั้งเหล็กที่ผลิตจากเตา IF ถูกใช้งานในประเทศไทยมาเป็นเวลากว่าทศวรรษ และทุกล็อตต้องผ่านการตรวจสอบตามมาตรฐานก่อนออกสู่ตลาด
ยกระดับการกำกับดูแล มากกว่ายกระดับข้อกำหนด
สิ่งที่ควรให้ความสำคัญ คือการกำหนดมาตรฐานที่เหมาะสม ควบคู่กับระบบกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้ผู้ผลิตทุกแห่งปฏิบัติตามข้อกำหนดอย่างเคร่งครัด โดยเสนอให้ นำระบบ “วิศวกรอิสระขึ้นทะเบียน” มาเป็นกลไกสนับสนุนการกำกับดูแล โดยให้วิศวกรสิ่งแวดล้อมหรือวิศวกรอุตสาหการที่ได้รับการรับรองเข้าตรวจประเมินโรงงานและจัดทำรายงานเสนอต่อกระทรวงอุตสาหกรรมในลักษณะเดียวกับระบบผู้ตรวจสอบอาคาร
วิธีการดังกล่าวจะช่วยเพิ่มความโปร่งใส ลดภาระของภาครัฐ และทำให้การกำกับดูแลมาตรฐานด้านคุณภาพและสิ่งแวดล้อมมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะเดียวกัน ผู้ผลิตที่ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานก็ควรได้รับบทลงโทษอย่างจริงจัง เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ทุกโรงงานรักษามาตรฐานเดียวกัน
เสนอ 2 ทางเลือกกำหนดมาตรฐานมอก.ใหม่
- แนวทางแรก คือ ยกเลิกการใช้เตา IF ในการผลิตเหล็กเส้นเสริมคอนกรีตทั้งหมด ซึ่งเป็นมาตรการที่เข้มงวดที่สุด แต่ย่อมส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการที่ลงทุนในเทคโนโลยีดังกล่าว รวมถึงโครงสร้างการแข่งขันของอุตสาหกรรมเหล็กไทย
- แนวทางที่สอง คือ แบ่งประเภทการใช้งาน – Class Partitioning): กำหนดมาตรฐานแยกออกเป็น 2 ประเภท (เช่น เกรด A และ เกรด B) ภายใต้มาตรฐานเลขเดียวกัน โดยจำแนกตามลักษณะการนำไปใช้งาน เช่น กำหนดให้โครงสร้างที่ต้องรับแรงสั่นสะเทือนสูงหรือรับน้ำหนักไดนามิกต้องใช้เหล็กที่ผลิตจากกระบวนการเฉพาะ ในขณะที่อาคารทั่วไปยังคงใช้เกรดปกติได้ ซึ่งวิธีนี้เป็นแนวทางเดียวกับที่ใช้ในประเทศญี่ปุ่น อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์
นอกจากนี้ ในแนวทางการกำหนดมาตรฐานเหล็กเส้นฉบับใหม่ ยังได้มีแนวทางในการกำหนดอัตราส่วนของความต้านทานแรงดึงต่อความต้านทานแรงดึงที่จุดครากให้เหมาะสม ซึ่งประเด็นนี้การผลิตเหล็กเส้นด้วยกรรมวิธีทางความร้อน (heat treatment, T) อาจกระทำได้ยาก
ทั้งนี้ในมาตรฐานที่มีอยู่ขณะนี้กำหนดเป็นเพียงค่าต่ำสุดทั้งสองความต้านทานแรงดึง จึงทำให้พบเหล็กเส้นมีกำลังเกินไปมากกว่ากำลังที่ออกแบบ และเป็นผลโดยตรงต่อความเหนียวขององค์อาคารโครงสร้าง และเป็นแนวทางที่จะทำให้เหล็กที่ผลิตโดยกรรมวิธีทางความร้อนไม่สามารถดำเนินการต่อได้ หรือเป็นการยกเลิกเหล็กเส้นตัวอักษร “T” ไปโดยปริยาย และจะเป็นสิ่งที่ดีต่อการใช้เหล็กเส้นที่ให้ความมั่นใจต่อผู้ใช้อย่างแท้จริง
คำตอบอาจไม่ใช่ “เลิกหรือไม่เลิก” เตา IF
รศ.เอนก ชี้ว่า หลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงใช้เทคโนโลยีเตาหลอม IF เนื่องจากได้รับอิทธิพลจากอุตสาหกรรมเหล็กของจีน แม้ว่าจีนจะทยอยลดการใช้เทคโนโลยีดังกล่าวภายในประเทศจากเหตุผลด้านสิ่งแวดล้อม แต่เครื่องจักรจำนวนมากยังถูกส่งออกไปยังประเทศกำลังพัฒนา
ด้วยเหตุนี้ ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่การตัดสินว่าจะ “ใช้” หรือ “เลิกใช้” เตา IF เพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นการออกแบบมาตรฐานที่เหมาะสมกับลักษณะการใช้งาน การกำกับดูแลกระบวนการผลิตอย่างเข้มงวด และการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้เหล็กทุกเส้นที่ออกสู่ตลาดมีคุณภาพและความปลอดภัยตามมาตรฐานเดียวกัน พร้อมรักษาสมดุลระหว่างความปลอดภัยของสาธารณะ การคุ้มครองสิ่งแวดล้อม และความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมเหล็กไทยในระยะยาว
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




