ไม่ว่าจะเป็นนิสิตนักศึกษาที่กำลังเรียนเศรษฐศาสตร์ นักเรียนที่กำลังตัดสินใจเลือกคณะ ผู้ปกครองที่เฝ้าดูอนาคตของบุตรหลาน ตลอดจนครูบาอาจารย์ในสาขาเศรษฐศาสตร์
อย่างไรก็ตาม ก่อนจะสรุปว่าเรียนเศรษฐศาสตร์แล้วตกงานจริงหรือไม่ เราจำเป็นต้องย้อนกลับไปทำความเข้าใจว่าตัวเลขในรายงานที่ถูกอ้างถึงกำลังวัดอะไร และคำว่า “ตกงาน” ถูกใช้ตรงกับความหมายของข้อมูลหรือไม่
บทความนี้จึงต้องการชวนทำความเข้าใจสถิติดังกล่าว พร้อมกับชวนคิดต่อว่า ในวันที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจที่ซับซ้อนขึ้น เราต้องการบัณฑิตเศรษฐศาสตร์แบบใด และการเรียนการสอนเศรษฐศาสตร์ควรปรับตัวไปในทิศทางใด
เรื่องแรก ที่ต้องทำความเข้าใจร่วมกันคือ รายงานภาวะการมีบัณฑิตของบัณฑิตนำเสนอจำนวนและสัดส่วนของบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษา จำแนกรายคณะ โดยแบ่งบัณฑิตออกเป็น 2 กลุ่ม คือ “บัณฑิตที่มีงานทำ” และ “บัณฑิตที่ยังไม่ได้ทำงาน” โดยกลุ่มหลังนั้นรวมตัวเลขของผู้ที่กำลังศึกษาต่อ ผู้ที่ยังไม่ประสงค์ทำงาน และผู้ที่กำลังหางาน
ดังนั้น การนำบัณฑิตทุกคนที่ “ยังไม่ได้ทำงาน” มารวมกันแล้วเรียกว่า “ตกงาน” จึงเป็นการตีความที่คลาดเคลื่อน และอาจทำให้ผู้ฟังเข้าใจไปว่าไม่ควรเลือกเรียนเศรษฐศาสตร์เพราะบัณฑิตจากเศรษฐศาสตร์ล้มเหลวหรือไม่สามารถทำไปประกอบอาชีพได้ ทั้งที่ข้อมูลดังกล่าวยังไม่เพียงพอสำหรับข้อสรุปเช่นนั้น
นอกจากนั้น สถานะการมีงานทำยังขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ไม่ใช่เพียงแค่สาขาที่ระบุในใบปริญญาบัตรเพียงอย่างเดียว ไม่ว่าจะเป็นภาวะเศรษฐกิจในช่วงที่สำเร็จการศึกษา ทักษะด้านข้อมูลและภาษา ตลอดจนคุณลักษณะเฉพาะของแต่ละบุคคล
อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่ผมคิดว่าใหญ่กว่าความคลาดเคลื่อนในการรายงาน คือการลดทอนคุณค่าของสาขาวิชาจากข้อมูลที่เรายังไม่เข้าใจอย่างรอบด้าน ในฐานะที่ผมอยู่กับเศรษฐศาสตร์มาเกือบครึ่งชีวิต จึงอยากใช้โอกาสนี้อธิบายว่า เหตุใดประเทศไทยยังต้องการคนที่รู้เศรษฐศาสตร์อีกมาก
เมื่อพูดถึง “เศรษฐศาสตร์” หลายคนคงนึกถึงเส้นอุปสงค์และอุปทาน ภาษี จีดีพี เงินเฟ้อ หรือสูตรคณิตศาสตร์จำนวนมาก บางคนอาจมองว่าเศรษฐศาสตร์เป็นเรื่องไกลตัว เรียนยาก และไม่มีอาชีพรองรับอย่างชัดเจนเหมือนบางสาขา
แต่คุณค่าของเศรษฐศาสตร์ไม่ได้อยู่เพียงที่การคำนวณจีดีพีหรือคาดการณ์เงินเฟ้อ เศรษฐศาสตร์ฝึกให้เราตั้งคำถามว่า เพราะเหตุใดคนและองค์กรจึงตัดสินใจเช่นนั้น นโยบายหนึ่งสร้างแรงจูงใจอย่างไร ใครได้รับประโยชน์ ใครเป็นผู้แบกรับต้นทุน มีผลกระทบที่ไม่ได้ตั้งใจหรือไม่ และมีทางเลือกใดที่สามารถใช้ทรัพยากรของสังคมได้คุ้มค่ากว่าเดิม
ย้อนกลับไปเมื่อกลางปี พ.ศ. 2560 ขณะที่ผมกำลังสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกด้านเศรษฐศาสตร์จาก Australian National University ก่อนเดินทางกลับประเทศไทย ผมมีโอกาสสัมภาษณ์ศาสตราจารย์ เมธี ครองแก้ว (อาจารย์เมธี) ซึ่งอยู่ที่กรุงแคนเบอร์ราพอดี ก่อนจบการสัมภาษณ์ อาจารย์เมธีทิ้งท้ายด้วยประโยคที่ผมยังจำได้ไม่ลืมว่า “เศรษฐศาสตร์นี่มันดีมากเลยนะ”
อาจารย์เมธีไม่ได้อธิบายต่อว่าท่านหมายถึงอะไร แต่ผมเข้าใจว่า ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด เราก็สามารถใช้แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยทางเศรษฐศาสตร์มาช่วยอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้น ประเมินทางเลือก และเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาได้ไม่มากก็น้อย
แล้วก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ หลังจากที่ผมเดินทางกลับประเทศไทย ผมได้เห็นตัวอย่างของการใช้ความรู้ทางเศรษฐศาสตร์จำนวนมากในการพัฒนาประเทศ ในช่วงที่โลกเผชิญกับการระบาดของโรคโควิด-19 นอกเหนือจากความรู้จากแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ด้านสาธารณสุขแล้ว บทบาทของนักเศรษฐศาสตร์ในช่วงนั้นทวีความสำคัญขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจจากมาตรการควบคุมโรค การออกแบบมาตรการช่วยเหลือประชาชนและภาคธุรกิจ ตลอดจนการวางแนวทางฟื้นฟูเศรษฐกิจภายหลังวิกฤต เหตุการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า การตัดสินใจเชิงนโยบายต้องพิจารณาทั้งมิติด้านสุขภาพ สังคม และเศรษฐกิจควบคู่กันไป
ในวันที่ผมเขียนบทความนี้ เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายหลายประการ ทั้งความไม่แน่นอนในช่องแคบฮอร์มุซซึ่งอาจส่งผลต่อราคาพลังงาน สงครามการค้าและเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน ความขัดแย้งระหว่างประเทศ การเข้าสู่สังคมสูงวัย การปฏิรูประบบประกันสังคม ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ ปัญหาการศึกษา ตลอดจนการลงทุนในศูนย์ข้อมูลหรือ data centre ซึ่งสร้างทั้งโอกาสทางเศรษฐกิจและคำถามเกี่ยวกับการใช้ไฟฟ้า น้ำ ภาษี และผลประโยชน์ที่ตกอยู่กับเศรษฐกิจไทย
ประเด็นเหล่านี้ล้วนต้องอาศัยเศรษฐศาสตร์ในการทำความเข้าใจ ประเมินผลกระทบ และออกแบบนโยบาย หากมองในมุมนี้ ประเทศไทยต้องการผู้ที่รู้เศรษฐศาสตร์อีกมากเพื่อช่วยผลักดันให้ประเทศเดินไปข้างหน้า
แต่ในมุมมองของบุคคลทั่วไป อาจมีข้อมูลด้านตลาดแรงงานของผู้ที่จบเศรษฐศาสตร์ที่จำกัด (และพาลให้คิดไปได้ว่าเรียนเศรษฐศาสตร์แล้วจะตกงานหลังจากดูคลิปที่กล่าวในตอนต้น) หากพิจารณาเส้นทางอาชีพของบัณฑิตเศรษฐศาสตร์อย่างกว้าง ๆ อาจแบ่งได้เป็นสองกลุ่มใหญ่
กลุ่มแรก คือการทำงานในหน่วยงานภาครัฐ มหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย องค์กรระหว่างประเทศ หรือองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดนโยบายและทิศทางการพัฒนาประเทศ เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงการคลัง และกระทรวงพาณิชย์
กลุ่มที่สอง คือการทำงานในภาคเอกชน หลายคนอาจเข้าใจว่า ผู้จบเศรษฐศาสตร์ทำงานได้เฉพาะในภาคการเงิน การธนาคาร ตลาดทุน ตลาดหุ้น และอสังหาริมทรัพย์ แต่ความจริงแล้ว บริษัทเอกชนทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ต่างต้องการบุคลากรที่เข้าใจภาวะเศรษฐกิจ แนวโน้มตลาด พฤติกรรมผู้บริโภค ต้นทุน และความเสี่ยง เพื่อประกอบการตัดสินใจทางธุรกิจและวางแผนกลยุทธ์ขององค์กร
อย่างไรก็ดี การที่เศรษฐศาสตร์ยังมีความสำคัญไม่ได้หมายความว่า การเรียนการสอนเศรษฐศาสตร์ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลง ย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ. 2562 The 101 World ได้นำเสนอซีรีส์ “เศรษฐศาสตร์ตายแล้ว ?” ซึ่งเปิดพื้นที่ให้นักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำของประเทศร่วมถกเถียงถึงทิศทางของศาสตร์และการเรียนเศรษฐศาสตร์ในประเทศไทย ข้อถกเถียงจากวันนั้นยังคงมีความหมายอย่างมากในวันนี้ เพราะโจทย์ไม่ได้อยู่เพียงว่าเศรษฐศาสตร์ยังจำเป็นหรือไม่ แต่อยู่ที่เราจะสอนเศรษฐศาสตร์อย่างไรให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้ไปใช้กับโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงได้จริง ไม่ว่าจะเลือกเส้นทางอาชีพในกลุ่มใดก็ตาม
ผมอาจจะขอเล่าเพิ่มเติมจากประสบการณ์ในการปรับปรุงหลักสูตรเศรษฐศาสตร์ในช่วงห้าถึงหกเดือนที่ผ่านมา หนึ่งในขั้นตอนสำคัญของการปรับปรุงหลักสูตรคือการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทั้งนายจ้างจากภาครัฐ ภาคเอกชน และตัวแทนจากภาควิชาการ คำถามสำคัญที่เรานำไปพูดคุยคือ องค์กรยังต้องการบัณฑิตเศรษฐศาสตร์หรือไม่ บัณฑิตควรมีความรู้และทักษะอะไร และควรมีคุณลักษณะอย่างไร
กระบวนการปรับปรุงหลักสูตรคงจบลงอย่างรวดเร็ว หากคำตอบที่ได้รับคือ องค์กรไม่ต้องการคนจบเศรษฐศาสตร์อีกแล้ว แต่คำตอบไม่ได้เป็นเช่นนั้น เสียงสะท้อนที่ได้รับค่อนข้างสอดคล้องกันว่า ความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ยังมีความจำเป็นต่อองค์กร เพียงแต่ความรู้ดังกล่าวเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอสำหรับการทำงานในโลกปัจจุบัน แน่นอนว่า การพูดคุยกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของหลักสูตรกลุ่มหนึ่งไม่สามารถใช้แทนความคิดเห็นของนายจ้างทั้งหมดในประเทศได้ แต่เสียงสะท้อนเหล่านี้ช่วยให้เห็นแนวทางในการออกแบบบัณฑิตเศรษฐศาสตร์ (หรือนักเศรษฐศาสตร์) ในอนาคต
ในด้านความรู้ นายจ้างไม่ได้ต้องการพนักงานที่รู้จักเพียงอุปสงค์ อุปทาน และทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ แต่ต้องการคนที่สามารถนำความรู้เหล่านี้มาประยุกต์กับสถานการณ์จริงขององค์กรได้ ตัวอย่างเช่น ผู้ให้ข้อมูลจากบริษัทพลังงานรายใหญ่แห่งหนึ่งระบุว่า องค์กรต้องการบุคลากรที่สามารถประเมินความคุ้มค่าของโครงการลงทุน วิเคราะห์แนวโน้มอุตสาหกรรมพลังงาน และคาดการณ์อุปสงค์และอุปทาน ขณะที่ผู้ให้ข้อมูลจากบริษัทขนส่งและโลจิสติกส์ข้ามชาติกล่าวว่าต้องการคนที่สามารถศึกษาความเป็นไปได้ของศูนย์กระจายสินค้าแห่งใหม่ การเจรจาจัดซื้อ และการวางแผนการผลิต งานเหล่านี้ไม่ได้อาศัยการท่องจำทฤษฎี แต่ต้องนำแนวคิดเรื่องต้นทุนค่าเสียโอกาส การคาดการณ์ การประเมินความเสี่ยง และการตัดสินใจภายใต้ข้อจำกัดมาใช้กับปัญหาที่เกิดขึ้นจริง
ในด้านทักษะ ภาคเอกชนไม่ได้ต้องการเพียงคนที่จัดการข้อมูลได้ แต่ต้องการคนที่สามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลเพื่อช่วยให้องค์กรตัดสินใจได้ดีขึ้น นักศึกษาเศรษฐศาสตร์อาจมีความคุ้นเคยกับข้อมูลอยู่แล้ว แต่ในยุคที่ข้อมูลมีอยู่แทบทุกแห่ง และงานประมวลผลหรือวิเคราะห์ข้อมูลขั้นพื้นฐานจำนวนหนึ่งสามารถทำได้ด้วย AI คุณค่าของบัณฑิตจึงไม่ได้อยู่เพียงที่การใช้โปรแกรมเป็น แต่อยู่ที่การตั้งคำถามให้ถูกต้อง เลือกใช้ข้อมูลอย่างรอบคอบ รู้ว่าข้อมูลบอกอะไรและไม่สามารถบอกอะไร ตลอดจนตรวจสอบและตีความผลลัพธ์ได้อย่างถูกต้อง
เมื่อสิบกว่าปีก่อน ความสามารถในการใช้ Excel และโปรแกรมสถิติอย่าง Stata อาจเป็นแต้มต่อสำคัญในการสมัครงาน แต่ปัจจุบันทักษะเหล่านี้กำลังกลายเป็นทักษะพื้นฐาน บัณฑิตเศรษฐศาสตร์จึงต้องก้าวไปสู่ความสามารถในการใช้หลักฐานประกอบการตัดสินใจ แยกความสัมพันธ์ออกจากความเป็นเหตุเป็นผล อธิบายเรื่องซับซ้อนให้เป็นเรื่องเข้าใจง่าย และสื่อสารผลการวิเคราะห์ให้ผู้ที่ไม่มีพื้นฐานทางเศรษฐศาสตร์นำไปใช้ประโยชน์ได้
ในด้านคุณลักษณะ บัณฑิตเศรษฐศาสตร์ควรคิดอย่างเป็นระบบและมีเหตุผล มองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างเหตุการณ์ พิจารณาปัญหาจากหลายมุม และไม่ด่วนสรุปจากข้อมูลที่เห็นเพียงผิวเผิน คุณลักษณะเหล่านี้ทำให้ผู้จบเศรษฐศาสตร์สามารถทำงานได้หลากหลาย ตั้งแต่นักวิเคราะห์ธุรกิจ นักวิเคราะห์ข้อมูล ที่ปรึกษาทางธุรกิจ นักวางแผนกลยุทธ์ นักวิเคราะห์การลงทุน นักวิจัย นักวิชาการ ไปจนถึงเจ้าของธุรกิจ
อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์ส่วนตัวของผมหรือเสียงสะท้อนจากนายจ้างเพียงไม่กี่แห่งยังไม่เพียงพอที่จะตอบคำถามอย่างเป็นระบบว่า บัณฑิตเศรษฐศาสตร์ไทยมีโอกาสในตลาดแรงงานมากน้อยเพียงใด กระแสเรื่องการมีงานทำของบัณฑิตจึงควรนำไปสู่การพัฒนาฐานข้อมูลและการศึกษาตลาดแรงงานของผู้สำเร็จการศึกษาอย่างจริงจัง
ตัวอย่างที่น่าสนใจคืองานของ Li, Williams และ Clements ในปี 2023 ซึ่งศึกษาผลลัพธ์ในตลาดแรงงานของบัณฑิตเศรษฐศาสตร์ในออสเตรเลีย โดยใช้ข้อมูล Graduate Outcomes Survey–Longitudinal ซึ่งติดตามคนกลุ่มเดิมตั้งแต่ประมาณหกเดือนหลังสำเร็จการศึกษาไปจนถึงสามปีต่อมา ผลการศึกษาพบว่า อัตราว่างงานของบัณฑิตเศรษฐศาสตร์ระดับปริญญาตรีอยู่ที่ประมาณ 14% ในช่วงหกเดือนแรกหลังสำเร็จการศึกษา แต่ลดลงเหลือร้อยละ 4 เมื่อผ่านไปสามปี ส่วนผู้ที่ว่างงานต่อเนื่องในการสำรวจทั้งสองครั้งมีไม่ถึงร้อยละ 1 นอกจากนี้ ผู้ที่เริ่มต้นทำงานในอาชีพอื่นยังมีโอกาสที่จะย้ายเข้าสู่งานนักเศรษฐศาสตร์ที่ตรงกับความรู้มากขึ้นในเวลาต่อมา
แน่นอนว่าผลดังกล่าวไม่สามารถนำมาใช้แทนสถานการณ์ของประเทศไทยได้โดยตรง แต่ให้บทเรียนสำคัญว่า การสำรวจบัณฑิตเพียงครั้งเดียวในระยะสั้นอาจทำให้เราเข้าใจเส้นทางอาชีพผิดไป คนที่ยังไม่ได้งานในช่วงหกเดือนแรกอาจมีงานทำในเวลาต่อมา ขณะที่คนที่เริ่มต้นจากงานไม่ตรงสาขาก็อาจเคลื่อนย้ายเข้าสู่งานที่เหมาะสมขึ้นเมื่อมีประสบการณ์มากหรือโอกาสในตลาดแรงงานเปิดกว้างมากขึ้น
สำหรับประเทศไทย ข้อมูลการสำรวจภาวะการมีงานทำของบัณฑิตของมหาวิทยาลัย ณ วันรับปริญญา อาจเป็นจุดเริ่มต้น แต่การศึกษาที่น่าเชื่อถือยิ่งขึ้นควรศึกษาข้อมูลในระยะยาว เชื่อมข้อมูลผู้สำเร็จการศึกษาเข้ากับข้อมูลประกันสังคม ภาษีเงินได้ หรือข้อมูลการจ้างงานอื่น เพื่อให้สามารถติดตามรายได้ สถานะการทำงาน และความก้าวหน้าในอาชีพได้อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งลดความคลาดเคลื่อนจากการตอบแบบสอบถามเพียงครั้งเดียว
นอกจากนั้น ควรศึกษาฝั่งอุปสงค์แรงงานควบคู่กันไป เช่น วิเคราะห์ประกาศรับสมัครงาน สำรวจว่านายจ้างต้องการทักษะใด เปิดรับผู้จบเศรษฐศาสตร์เข้าสู่ตำแหน่งประเภทใด และยินดีจ่ายค่าจ้างเท่าใด ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้เราตอบคำถามได้มากกว่าเพียงว่า บัณฑิตมีงานทำหรือไม่ แต่จะทำให้รู้ด้วยว่า บัณฑิตทำงานอะไร ใช้เวลาหางานนานเพียงใด มีรายได้และความก้าวหน้าอย่างไร ใช้ความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ในการทำงานมากน้อยเพียงใด และมีปัญหาความไม่สอดคล้องระหว่างการศึกษากับงานหรือไม่ และที่สำคัญที่สุด ข้อมูลจากทั้งฝั่งบัณฑิตและนายจ้างจะช่วยบอกได้ว่า หลักสูตรเศรษฐศาสตร์ควรปรับตัวไปในทิศทางใด
กระแส “เรียนเศรษฐศาสตร์แล้วตกงาน” อาจทำให้หลายคนเข้าใจคุณค่าของเศรษฐศาสตร์คลาดเคลื่อนไป แต่ขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสให้เราหันกลับมาทบทวนว่า การเรียนการสอนเศรษฐศาสตร์ควรปรับตัวอย่างไรให้ทันกับโจทย์ใหม่ของสังคม เพราะยิ่งปัญหาซับซ้อนขึ้น ประเทศไทยยิ่งต้องการคนที่คิดอย่างนักเศรษฐศาสตร์
บทความที่เกี่ยวข้อง:




