เศรษฐกิจไทยกำลังขยายตัวแบบไม่ทั่วถึง แม้แรงส่งจากวัฏจักรเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะหนุนการส่งออกและกิจกรรมการผลิต ขณะที่การลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่เร่งตัวขึ้น แต่ผลบวกกลับยังส่งผ่านไปถึงตลาดแรงงานอย่างจำกัด สะท้อนจากการจ้างงานที่แทบไม่ขยับ และสัญญาณความเปราะบางของธุรกิจบางกลุ่มที่เพิ่มขึ้น
AI หนุนเศรษฐกิจไทยโตกระจุก
ในงาน BOT Monthly Briefing ภาวะเศรษฐกิจและการเงินเดือน ก.ค. 2569 ปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า เศรษฐกิจไทยเดือน ก.ค. ขยายตัวจากเดือนก่อน โดยมีแรงส่งสำคัญจากการส่งออกสินค้า โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้รับอานิสงส์จากวัฏจักรเทคโนโลยีและ AI ของโลก
มูลค่าการส่งออกรายสินค้า โดยกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์มีการเติบโตสูงต่อเนื่อง

การส่งออกเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน นำโดยอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ทั้งชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ที่ส่งออกไปสหรัฐอเมริกา รวมถึงแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนที่ส่งออกไปฮ่องกงและจีน ขณะที่สินค้าเกษตรเพิ่มขึ้นตามการส่งออกทุเรียนไปจีน ส่วนการส่งออกยานยนต์ลดลงจากรถกระบะที่ส่งไปตะวันออกกลางและอาเซียน
กราฟดัชนีภาคการผลิต (MPI) สะท้อนการเติบโตส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า แผงวงจร เซมิคอนดักเตอร์ ฮาร์ดดิสก์

แรงส่งจากการส่งออกยังสะท้อนมายังภาคการผลิต โดยดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรม (MPI) เพิ่มขึ้น 0.8% จากเดือนก่อน (MoM) โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่พึ่งพาการส่งออกสูง ทั้งเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น เครื่องปรับอากาศ และหมวดอิเล็กทรอนิกส์ เช่น แผงวงจรและชิ้นส่วน รวมถึงฮาร์ดดิสก์ ขณะที่กิจกรรมการผลิตนอกเหนือจาก MPI ยังปรับดีขึ้นตามยอดขายของผู้ผลิตในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องจักรที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
ขณะที่การลงทุนภาคเอกชน แม้ในเดือน ก.ค. จะชะลอลงเล็กน้อย 0.3%MoM แต่ยังคงอยู่ในระดับสูง หลังการลงทุนในเครื่องจักรและอุปกรณ์เร่งตัวไปมากในช่วงก่อนหน้า แต่การก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรมยังเพิ่มขึ้น สะท้อนการลงทุนที่เกิดขึ้นในบางกิจกรรม ขณะที่การลงทุนในภาพรวมไม่ได้ขยายตัวไปพร้อมกันทุกประเภท
กราฟแสดงจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติและรายรับจากการท่องเที่ยว

ขณะที่แรงหนุนเศรษฐกิจยังมาจากภาคท่องเที่ยว ซึ่งมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในเดือน ก.ค. อยู่ที่ 2.5 ล้านคน หรือเพิ่มขึ้น 7.6% จากเดือนก่อนหน้า (MoM) โดยได้รับปัจจันหนุนจากตลาดระยะไกลอย่างยุโรปและตะวันออกกลาง รวมถึงนักท่องเที่ยวจีน หลังอุปทานการบินทยอยฟื้นตัวและยังเป็นช่วงปิดเทอมฤดูร้อนของหลายประเทศ ซึ่งยังส่งผลให้รายรับจากการท่องเที่ยวปรับเพิ่มขึ้นตามด้วย แม้ค่าใช้จ่ายต่อทริปจะลดลงจากระยะเวลาพำนักเฉลี่ยที่สั้นลง
อย่างไรก็ตามนักท่องเที่ยวตลาดระยะใกล้ที่ไม่รวมจีนยังฟื้นตัวช้า ซึ่งปัจจัยบางส่วนมาจากเที่ยวบินที่ยังปิดในบางเส้นทาง จึงต้องติดตามประเด็นดังกล่าวในระยะต่อไป
ขณะเดียวกัน การใช้จ่ายภาครัฐยังเป็นอีกแรงสนับสนุนเศรษฐกิจ โดยรายจ่ายของรัฐบาลกลางและรัฐวิสาหกิจขยายตัวจากปีก่อน ทั้งการเบิกจ่ายเงินบำนาญ งบบุคลากร และค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา รวมถึงรายจ่ายลงทุนด้านคมนาคม ตลอดจนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณูปโภคและคมนาคมของรัฐวิสาหกิจ
แรงงานแทบไม่โต ธุรกิจปิดตัวพุ่ง
กราฟแสดงเครื่องชี้วัดจำนวนแรงงานในระบบประกันสังคมมาตรา 33

การฟื้นตัวของกิจกรรมเศรษฐกิจหลายด้านดังกล่าว กลับยังไม่ส่งผ่านมายังตลาดแรงงานอย่างชัดเจน โดย ธปท. ระบุว่า การจ้างงานโดยรวมยังทรงตัว สะท้อนจำนวนผู้ประกันตนมาตรา 33 เพิ่มขึ้นเพียง 0.1% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า
ขณะที่ตลาดแรงงานยังมีความเปราะบาง เนื่องจากจำนวนสถานประกอบการที่แจ้งหยุดกิจการชั่วคราวตามมาตรา 75 เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่เผชิญการแข่งขันสูงและมีปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น กลุ่มผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องนุ่งห่ม และผลิตภัณฑ์ยางและพลาสติก
นอกจากนี้ จำนวนธุรกิจจัดตั้งใหม่ก็ปรับลดลง จากการเลิกกิจการที่เพิ่มขึ้น ซึ่ง ธปท. มองว่าในระยะข้างหน้าอาจส่งผลต่อการจ้างงาน
“การจัดตั้งธุรกิจเนี่ยก็ลดลงด้วยจากการเลิกกิจการที่เพิ่มขึ้น หลัก ๆ ก็จะเป็นกลุ่มการเลิกกิจการของกลุ่มการค้า แล้วก็กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งตรงนี้ก็เป็นความกังวลที่เรากังวลว่าจะมีผลต่อการจ้างงานในระยะข้างหน้า” ปราณี กล่าว
ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ สะท้อนภาพดังกล่าวได้ดี โดยเดือน ก.ค. 2569 มีธุรกิจจัดตั้งใหม่ 7,512 ราย ลดลง 467 ราย หรือ 5.85% จากเดือนก่อนหน้า (MoM) และลดลง 198 ราย หรือ 2.57% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ขณะที่ธุรกิจเลิกประกอบกิจการมี 2,152 ราย เพิ่มขึ้นถึง 392 ราย หรือ 22.27%MoM และเพิ่มขึ้น 327 ราย หรือ 17.92%(YoY)
สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะต่อไป ธปท. ให้ความสำคัญกับการติดตาม 1) ความต่อเนื่องของวัฏจักรเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ของโลก 2) พัฒนาการของสงครามและนโยบายกีดกันการค้าระหว่างประเทศ 3) ผลของมาตรการรัฐต่อการบริโภคและการลงทุน 4) การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว และ 5) พัฒนาการของสถานการณ์เอลนีโญ
เศรษฐกิจไทยยังต่างจาก “Japanification”
จากกรณีสื่อต่างประเทศมองว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเข้าใกล้ภาวะ “Japanification” หรือภาวะเศรษฐกิจเติบโตต่ำควบคู่กับเงินเฟ้อต่ำนั้น ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธปท. ระบุว่า หากพิจารณาจากตัวเลขเศรษฐกิจไทย ก็มีความเป็นไปได้ที่จะทำให้เกิดคำถามดังกล่าว เนื่องจากตัวเลขหลายตัวมีทิศทางไปในลักษณะเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม แม้ตัวเลขผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจในท้ายที่สุดอาจจะคล้ายกัน แต่ปัจจัยที่ทำให้เกิดตัวเลขดังกล่าวของไทยอาจไม่ได้เหมือนกับญี่ปุ่นทั้งหมด ขณะเดียวกันไทยยังมีศักยภาพทั้งด้านการผลิตและภาคบริการที่ยังไม่ได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่
ทั้งนี้ ปัญหาดังกล่าวไม่ได้เป็นปัญหาใหม่ของไทยและมีการพูดถึงกันมานานแล้ว ซึ่งปัจจุบันทุกภาคส่วนให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ โดยเฉพาะการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ
ปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในงาน BOT Monthly Briefing ภาวะเศรษฐกิจและการเงินเดือน ก.ค. 2569

ในส่วนของ ธปท. ก็ได้แก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง โดยที่ผ่านมาได้ออกมาตรการหลายด้านเพื่อช่วยให้ภาคครัวเรือนสามารถเดินหน้าต่อได้ โดยต้นตอสำคัญของปัญหาหนี้ครัวเรือน คือ รายได้ของประชาชนไม่เพียงพอกับรายจ่ายและไม่เพียงพอต่อการชำระหนี้
ทั้งนี้มาตรการของ ธปท. มีทั้งโครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” การส่งเสริมให้มีการปรับโครงสร้างหนี้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการกำกับการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบ โดยสินเชื่อประเภท Buy Now Pay Later หรือ BNPL ก็เป็นหนึ่งในประเด็นที่อยู่ภายใต้การดำเนินการเพื่อช่วยแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน
นอกจากนี้ ยังมีความพยายามลดต้นทุนการใช้บริการทางการเงินต่าง ๆ และเพิ่มการเข้าถึงสินเชื่อของประชาชน อย่างไรก็ตาม ธปท. มองว่า หัวใจสำคัญของการแก้ปัญหาในระยะยาวยังอยู่ที่การเพิ่มรายได้ให้ประชาชน ขณะที่อัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำในปัจจุบัน ก็เป็นหนึ่งในเครื่องมือของ ธปท. ที่ช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจในส่วนนี้
สำหรับระยะข้างหน้า ธปท. มองว่ายังมีความหวังจากนโยบายของภาครัฐ โดยเฉพาะ พ.ร.ก.เงินกู้วงเงิน 2 แสนล้านบาท ที่จะนำไปใช้ในเรื่องการปรับโครงสร้างและการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจ ซึ่งคาดว่าจะเป็นอีกมาตรการหนึ่งที่เข้ามาช่วยเสริมการแก้ปัญหาได้ในอนาคต
ขณะเดียวกัน แม้ไม่มีมาตรการเพิ่มเติม เศรษฐกิจไทยก็ยังมีภาคส่วนที่สามารถนำศักยภาพมาใช้ได้มากกว่าปัจจุบัน โดยเฉพาะในช่วงที่ผ่านมาไทยมีการลงทุนด้านดิจิทัลเข้ามาจำนวนมาก หากสามารถเปลี่ยนจากการลงทุนเหล่านี้ไปสู่การเปลี่ยนผ่านในภาคธุรกิจด้วยการใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ ก็จะเป็นอีกทางหนึ่งที่ช่วยเพิ่มได้ โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยมาตรการเพิ่มเติมจากภาครัฐ หรือ ธปท.
กรุงศรีปรับคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปีนี้โต 2.1%
วิจัยกรุงศรีคาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะเติบโต 2.1% ปรับขึ้นจาก 1.9% ในการคาดการณ์ครั้งก่อน โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการลงทุนภาคเอกชน การส่งออก และมาตรการภาครัฐซึ่งจะช่วยประคองการเติบโตในช่วงครึ่งหลังของปี แต่แรงกดดันจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ความไม่แน่นอนของมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ และความเสี่ยงจากภาวะเอลนีโญ (El Niño) ตลอดจนข้อจำกัดเชิงโครงสร้างภายในประเทศ คาดว่าจะทำให้แรงส่งของเศรษฐกิจโดยรวมยังอ่อนแอ

แม้ว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 2 ปี 2569 ขยายตัวชะลอลงสู่ 1.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่กดดันเศรษฐกิจไทย ทั้งการบริโภคภาคเอกชน การใช้จ่ายภาครัฐ และการท่องเที่ยว อีกทั้งการนำเข้าที่เร่งตัวยังส่งผลให้ไทยขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเป็นครั้งแรกในรอบ 8 ไตรมาส
อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไตรมาส 2 เติบโตดีกว่าคาด โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักมาจากการขยายตัวของการส่งออกและการลงทุนภาคเอกชน รวมถึงการสะสมสินค้าคงคลัง
ด้านอัตราดอกเบี้ยนโยบาย คาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1.00% ต่อปี ตลอดช่วงที่เหลือของปี แม้อัตราเงินเฟ้ออาจเพิ่มขึ้นสูงกว่ากรอบเป้าหมายของทางการในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ แต่คาดว่าจะกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายภายในครึ่งแรกของปี 2570
ขณะที่การเติบโตของเศรษฐกิจไทยยังอยู่ต่ำกว่าระดับศักยภาพ และอุปสงค์ในประเทศยังไม่ฟื้นตัว ซึ่งจะทำให้การส่งผ่านต้นทุนไปสู่เงินเฟ้อรอบถัดๆ ไป (Second-round effects) ยังคงอยู่ในวงจำกัด นอกจากนี้ การเติบโตของสินเชื่อโดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ยังคงอ่อนแอ ดังนั้น นโยบายการเงินจึงมีแนวโน้มที่จะเอื้อต่อภาวะการเงินและช่วยประคองการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจต่อไป
ไทยเสี่ยงเจอสหรัฐเพิ่มภาษีนำเข้า
พิมพ์นารา หิรัญกสิ หัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจ และผู้บริหารสายงานวิจัย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าวิจัยกรุงศรีได้ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 สู่ระดับ 2.1% จากเดิมคาดไว้ที่ 1.9% โดยสะท้อนผลของปัจจัยสำคัญ
- เศรษฐกิจไทยในไตรมาสสองที่ขยายตัวดีกว่าคาด ประกอบกับแรงส่งจากการลงทุนภาคเอกชนและการส่งออก ซึ่งส่งผลบวกต่อการประมาณการ
- แรงหนุนจากมาตรการภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ และการส่งเสริมการลงทุนผ่านโครงการ Thailand FastPass อย่างไรก็ดี ผลบวกต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจอาจจำกัด เนื่องจากโดยทั่วไปแล้ว โครงการด้านพลังงาน เช่น โซลาร์เซลล์ และส่วนประกอบรถ EV มักมีสัดส่วนการนำเข้าค่อนข้างสูง อีกทั้งอัตราการเบิกจ่ายงบลงทุนในแต่ละปีงบประมาณมักอยู่ในระดับที่ไม่สูงมากนัก
- ภาวะเอลนีโญ ที่อาจกระทบผลผลิตและรายได้ของภาคเกษตร ซึ่งส่งผลเชิงลบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
ในระยะข้างหน้า เศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญความท้าทายหลายปัจจัย
- ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้ออาจทำให้ต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งยังคงอยู่ในระดับสูง
- ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ โดยเฉพาะการเก็บภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ตามมาตรา 301 ในประเด็นการใช้กำลังการผลิตส่วนเกิน นอกจากนี้ ในรายงาน “The Great Transshipment Scam” ของสหรัฐฯ ยังระบุว่า ไทยอยู่ในกลุ่ม Tier 2 หรือประเทศที่มีการส่งผ่านสินค้าปริมาณสูงและเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานจีน ซึ่งเสี่ยงที่สหรัฐฯ จะตรวจสอบการส่งออกสินค้าของไทยเข้มงวดขึ้น และอาจเสี่ยงต่อการเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติม
- ข้อจำกัดด้านการคลัง และความเสี่ยงจากการชะลอลงของการใช้จ่าย (Payback effect) ภายหลังมาตรการกระตุ้นสิ้นสุดลง
- ปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น ความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิตที่ลดลง หนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง รวมถึงการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์และกำลังแรงงานที่หดตัว
แม้ปัจจัยเสี่ยงจากภายนอกจะส่งผลกระทบต่อหลายประเทศ แต่ภาวะเอลนีโญและข้อจำกัดเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจอาจทำให้ไทยเผชิญความเสี่ยงและความท้าทายที่ค่อนข้างมาก
ดังนั้น การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพ ตรงจุด และมุ่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง ควบคู่กับการรักษาพื้นที่ทางนโยบาย (Policy space) เพื่อรองรับความไม่แน่นอน จึงมีความสำคัญต่อการรักษาแรงส่งของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง :
- กนง.คงดอกเบี้ยนโยบาย 1% จับตาเงินเฟ้อสูงถึงต้นปี 70
- สศช.เพิ่มเป้าจีดีพีปี’69 โต 2.2% สวนทางเศรษฐกิจโลกเสี่ยงสูง
- หากเราจะเสิร์ฟชาไทยในถ้วยชาเขียว: ข้อคิดบางประการเกี่ยวกับภาษีบ้านเกิดเมืองนอน




