คณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ต่อปี ตามตลาดคาดการณ์ โดยกนง.เห็นว่าการดำเนินนโยบายการเงินในระดับผ่อนคลายควบคู่ไปกับมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดมีส่วนช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ จึงเห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งนี้
แต่ต้องติดตามพัฒนาการสงครามในตะวันออกกลางและมาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศ รวมทั้งความเสี่ยงเงินเฟ้อในระยะต่อไป
เศรษฐกิจไทยได้รับแรงส่งต่อเนื่องจากวัฏจักรเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ แต่อัตราการเติบโตยังอยู่ในระดับต่ำและไม่ทั่วถึง
ขณะที่อัตราเงินเฟ้อต่ำกว่าที่ประเมินไว้เดิมแม้ยังมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นในช่วงที่เหลือของปีจนถึงต้นปีหน้า ด้านสินเชื่อรวมขยายตัวเพิ่มขึ้น แต่สินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ยังคงหดตัว โดยต้องติดตามคุณภาพสินเชื่อ SMEs และครัวเรือนกลุ่มเปราะบาง
ดอน นาครทรรพ เลขานุการ กนง. ระบุว่า ในที่ประชุม คณะกรรมการ ได้มีการหารือเรื่องอัตราดอกเบี้ยกันพอสมควร โดยได้มีการสอบถามถึงว่าในอดีตเคยลดอัตราดอกเบี้ยลงไปจนถึงระดับไหน แต่สุดท้ายคณะกรรมการมองว่าการลดดอกเบี้ยในช่วงนี้จะได้ไม่คุ้มเสีย เนื่องจากผลของดอกเบี้ยส่งผ่านได้ต่ำภายใต้บริบทเศรษฐกิจในปัจจุบัน จึงเห็นควรให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวอย่างช้า ๆ ควบคู่กับในการใช้นโยบายการคลังและมาตรการทางการเงินเฉพาะจุด เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจในระยะสั้น รวมถึงแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง
“กระสุนยังไม่หมด แต่ประสิทธิภาพจะไม่เยอะมาก ไม่คุ้มที่จะปรับลง” ดอน กล่าว

เศรษฐกิจในปี 2569 และ 2570 มีแนวโน้มขยายตัวใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้ โดยการส่งออกสินค้าและการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวดีกว่าคาดตามวัฏจักรเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนขยายตัวต่ำกว่าคาดจากการระมัดระวังการใช้จ่ายในช่วงที่ค่าครองชีพปรับสูงขึ้น
เศรษฐกิจในภาพรวมยังขยายตัวต่ำและไม่ทั่วถึง โดยการส่งออกและการลงทุนที่เกี่ยวกับวัฏจักรเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ปรับดีขึ้นแต่พึ่งพาการนำเข้าสูง และยังส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทยในวงจำกัด ขณะที่ SMEs ยังเผชิญอุปสรรคในการปรับตัวและปัญหาด้านการแข่งขันที่รุนแรง
อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2569 และ 2570 ต่ำกว่าที่ประเมินไว้เดิมตามราคาพลังงานโลก ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานปรับลดลงจากที่ประเมินไว้เล็กน้อยตามการส่งผ่านต้นทุนที่น้อยกว่าคาด อย่างไรก็ดี อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นจนถึงไตรมาสที่ 1 ปี 2570 จากผลของปรากฏการณ์เอลนีโญและการทยอยส่งผ่านต้นทุน ก่อนที่จะกลับไปอยู่ในระดับต่ำจากผลของฐานและอุปสงค์ในประเทศที่อ่อนแอจากเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ
เลขานุการ กนง. กล่าวว่า เงินเฟ้อไตรมาส 3 ปีนี้ คาดว่าจะไม่เกินกรอบเป้าหมาย ขณะที่ไตรมาส 4 อาจจะเกินกรอบเล็กน้อย เนื่องจากราคาพลังงานปรับลดลงและส่งผ่านไปยังต้นทุนได้ต่ำกว่าคาด อย่างไรก็ตามราคาพลังงานเริ่มกลับมาสูงขึ้นอีกครั้ง หลังสหรัฐอเมริกากลับมาปิดล้อมท่าเรือของอิหร่าน ซึ่งมีผลต่อเส้นทางขนส่งน้ำมัน ประเด็นนี้จึงยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะจะกระทบต่อเงินเฟ้อ ขณะที่คาดการณ์เงินเฟ้อในระยะปานกลางยังยึดเหนี่ยวอยู่ในกรอบเป้าหมาย
“ต้องติดตามใกล้ชิด โดยเฉพาะ 2 ไตรมาสสุดท้าย จากผลของเอลนีโญ สุดท้ายก็จะลดลง แต่ไม่ชะล่าใจ แม้จะดีขึ้นกว่าประมาณการครั้งก่อน” ดอนกล่าว

สำหรับอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลางยังยึดเหนี่ยวในกรอบเป้าหมาย ทั้งนี้ ต้องติดตามสงครามในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง การส่งผ่านราคาของผู้ประกอบการ รวมถึงเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลาง
อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเทียบดอลลาร์ เคลื่อนไหวผันผวนตามสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และมุมมองของตลาดต่อทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยทรงตัว แม้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรประเทศเศรษฐกิจหลักปรับสูงขึ้น ด้านสินเชื่อรวมขยายตัวจากสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่เป็นสำคัญ โดยบางส่วนสอดรับกับกระแสการลงทุนระลอกใหม่แต่ส่วนใหญ่เป็นการกู้เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียน
ขณะที่สินเชื่อ SMEs ยังหดตัว โดยสถาบันการเงินยังระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกหนี้กลุ่มเสี่ยง สำหรับคุณภาพสินเชื่อโดยรวมทรงตัว แต่ต้องติดตามความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ SMEs และครัวเรือนกลุ่มเปราะบางในระยะข้างหน้า รวมทั้งสนับสนุนให้สถาบันการเงินเพิ่มการดูแลลูกหนี้กลุ่มเปราะบางและ SMEs ที่มีศักยภาพผ่านมาตรการทางการเงินเฉพาะจุด
ดอน กล่าวว่า ทางกรรมการได้เน้นย้ำให้สนับสนุนสถาบันการเงินเพิมการดูแลกลุ่มลูกหนี้เปราะบางใน SMEs ที่มีศักยภาพผ่านมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดทั้งที่ออกไปแล้วและมาตรการที่จะออกเพิ่มเติมในอนาคต
ภายใต้กรอบการดำเนินนโยบายการเงินที่มีเป้าหมายรักษาเสถียรภาพราคา ควบคู่กับดูแลเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน และรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน คณะกรรมการฯ เห็นว่าอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันเป็นระดับที่เหมาะสมในการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นชั่วคราวจากปัจจัยด้านอุปทาน โดยต้องติดตามแนวโน้มและความเสี่ยงเงินเฟ้อในระยะต่อไป
ลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์พุ่ง แต่สร้างงานไทยได้น้อยลง
เลขานุการ กนง. กล่าวอีกว่า เศรษฐกิจไทยได้รับแรงสนับสนุนจากวัฏจักรเทคโนโลยีและ AI สะท้อนได้จากการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI ที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงมูลค่าการออกบัตรส่งเสริมการลงทุนของ BOI ซึ่งในช่วงไตรมาส 1 ที่ผ่านมา มีมูลค่ามากกว่า 150,000 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center)
กราฟแสดงค่าเฉลี่ยสัดส่วนการใช้วัตถุดิบหรือชิ้นส่วนที่นำเข้าจากต่างประเทศ (Import content)

อย่างไรก็ตาม แม้การลงทุนและการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีจะเพิ่มขึ้น แต่ผลต่อเศรษฐกิจไทยยังมีจำกัด เนื่องจากการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีในช่วงหลังมีการใช้วัตถุดิบนำเข้าในสัดส่วนที่สูงขึ้น โดยค่าเฉลี่ยสัดส่วนการใช้วัตถุดิบหรือชิ้นส่วนที่นำเข้าจากต่างประเทศ (Import content) เพิ่มจาก 48% ในปี 2561 เป็น 70% ในช่วงเดือน ม.ค.-เม.ย. 2569
กราฟความต้องการแรงงานและสัดส่วนความต้องการแรงงานต่อมูลค่าออกบัตรส่งเสริมการลงทุน BOI

ขณะที่ข้อมูลสำรวจความต้องการแรงงานจากโครงการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI พบว่า แม้ความต้องการแรงงานรวมจากโครงการลงทุนใหม่จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากประมาณ 100,000 คนในปี 2561 เป็นมากกว่า 200,000 คนในปี 2568 แต่จำนวนแรงงานต่อมูลค่าเงินลงทุนกลับลดลงจากในอดีต สะท้อนว่าการลงทุนระลอกใหม่ช่วยเพิ่มการจ้างงานได้ไม่มากเท่าในอดีต
ทั้งนี้ การจ้างงานที่เพิ่มขึ้นจากธุรกิจที่เข้ามาลงทุนใหม่อาจไม่เพียงพอที่จะชดเชยการจ้างงานที่หายไปจากธุรกิจที่ปิดตัว ส่งผลให้การลงทุนที่เพิ่มขึ้นอาจสร้างการจ้างงานคนไทยได้อย่างจำกัด รวมถึงธุรกิจยังรับแรงงานต่างชาติมากขึ้น จากข้อจำกัดด้านทักษะของแรงงานไทย ทั้งด้านการศึกษาและภาษา รวมถึงแรงงานไทยบางส่วนมีการเลือกงาน อีกทั้งรูปแบบการจ้างงานเริ่มเปลี่ยนไป โดยธุรกิจหันมาจ้างงานแบบชั่วคราวหรือสัญญาจ้างมากขึ้น เนื่องจากช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการและเงินเดือน รวมทั้งมีความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการแรงงานมากขึ้น
ขณะเดียวกัน การลงทุนใหม่ช่วยเพิ่มการจ้างงานได้ไม่มากเท่าในอดีต ข้อมูลจากโครงการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนของ BOI พบว่า แม้ความต้องการแรงงานรวมจะเพิ่มจากประมาณ 100,000 คนในปี 2561 เป็นมากกว่า 200,000 คนในปี 2568 แต่เมื่อเทียบกับมูลค่าเงินลงทุนแล้ว จำนวนแรงงานที่ต้องการต่อเงินลงทุนกลับลดลง สะท้อนว่าเงินลงทุนที่เข้ามามากขึ้นสร้างงานได้น้อยลงกว่าในอดีต และจำนวนงานใหม่ที่เกิดขึ้นอาจไม่เพียงพอชดเชยงานที่หายไป จึงมีความเสี่ยงที่จำนวนผู้ว่างงานจะเพิ่มขึ้นในอนาคต
นอกจากนี้ ธุรกิจยังหันไปจ้างแรงงานต่างชาติมากขึ้น เนื่องจากแรงงานไทยบางส่วนยังมีข้อจำกัดด้านทักษะ ทั้งการศึกษาและภาษา รวมถึงมีปัญหาเรื่องการเลือกงาน รวมถึงรูปแบบการจ้างงานก็เปลี่ยนไปเช่นกัน โดยธุรกิจหันมาจ้างงานแบบชั่วคราวหรือสัญญาจ้างมากขึ้น เพราะช่วยลดต้นทุนด้านเงินเดือนและสวัสดิการ อีกทั้งยังมีความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการ
SCB EIC คาดคงดอกเบี้ย 1% ยาวถึงปี 70
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) มองว่า กนง. จะคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ไปตลอดทั้งปี 2569 – 25670 โดยเป็นการชั่งน้ำหนักความเสี่ยงเงินเฟ้อ การเติบโตของเศรษฐกิจ และเสถียรภาพระบบการเงิน โดยการลดอัตราดอกเบี้ยอาจไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหาเฉพาะจุดในกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะครัวเรือนและ SMEs ที่เผชิญภาวะการเงินตึงตัว ตามความเสี่ยงเครดิตที่สูงขึ้น การใช้มาตรการทางการเงินเฉพาะจุดจึงเป็นแนวทางการแก้ไขปัญหาที่มีประสิทธิผลมากกว่า
ขณะที่การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมีความจำเป็นน้อยลง โดยเฉพาะเมื่อความเสี่ยงเงินเฟ้อปรับลดลง ขณะที่ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างไทยกับสหรัฐฯ อาจมีผลต่อค่าเงินบาทในบางจังหวะบ้าง แต่ ธปท. ยังมีความสามารถในการบริหารค่าเงินไม่ให้ผันผวนจนเกินไปจากทุนสำรองระหว่างประเทศที่อยู่ระดับสูง
สำหรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่แท้จริงของไทยไม่ได้ต่ำที่สุดในภูมิภาค เมื่อคำนวณดอกเบี้ยที่แท้จริงโดยหักลบกับอัตราเงินเฟ้อทั่วไปแล้ว อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่แท้จริงของไทยยังอยู่สูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะบางประเทศที่เผชิญอัตราเงินเฟ้อสูงกว่าไทย
ดังนั้น กนง. มีแนวโน้มจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ไปจนถึงปี 2027 โดย SCB EIC คาดว่าเศรษฐกิจปีหน้าจะยังเติบโตต่ำเพียง 2.1% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะทยอยลดลงหลังแรงกดดันด้านอุปทานทยอยหมดลง นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายเพียงพอควบคู่กับมาตรการทางการเงิน จึงเหมาะสมในการประคองเศรษฐกิจไทยที่ยังมีความเปราะบางอยู่ในหลายภาคส่วน
ด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า กนง. มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ตลอดปี 2569 เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ท่ามกลางแรงกดดันเงินเฟ้อที่ลดลงและแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่ยังเปราะบางท่ามกลางความเสี่ยงจากมาตรการการค้าสหรัฐฯ และสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
ที่มา: ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน ครั้งที่ 4/2569
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:





