สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ รายงาน ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปหรืออัตราเงินเฟ้อทั่วไป ของไทย เดือน มิ.ย. 2569 สูงขึ้น 2.42% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) และชะลอลงเล็กน้อย 0.34% เมื่อเทียบกับเดือน พ.ค. (MoM) ปัจจัยหลักมาจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศที่ทรงตัวในระดับสูงกว่าปีก่อน จากผลกระทบของสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมทั้งการปรับโครงสร้างราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศ ซึ่งส่งผลต่อเนื่องให้ค่าโดยสารสาธารณะปรับสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา
ขณะเดียวกันราคาอาหารสำเร็จรูป ได้ปรับตัวสูงขึ้นเป็นวงกว้างในอัตราที่ค่อนข้างสูง ส่งผลให้ค่าครองชีพในส่วนนี้เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน เนื่องจากผู้ขายต้องรับภาระต้นทุนมาเป็นเวลา จึงเริ่มทยอยปรับขึ้นราคา

โดยจากการสำรวจราคาอาหารจานเดียว 7 เมนู ตั้งแต่เดือน เม.ย. – มิ.ย. พบว่า ราคาปรับสูงขึ้น 438 รายการ หรือคิดเป็น 28.53% จากทั้งหมด 1,535 รายการ ในจำนวนรายการที่ปรับขึ้นราคา แบ่งเป็น ปรับขึ้น 10 บาท จำนวน 244 รายการ คิดเป็น 55.71% และปรับขึ้น 5 บาท จำนวน 182 รายการ คิดเป็น 41.55% (ที่เหลือเป็นการปรับขึ้นในอัตราอื่น)
ทั้งนี้ การปรับขึ้นที่พบมากที่สุด คือ จาก 50 บาท เป็น 60 บาท จำนวน 108 รายการ คิดเป็นการปรับขึ้น 20% จากราคาเดิม รองลงมาคือ จาก 40 บาท เป็น 50 บาท จำนวน 79 รายการ คิดเป็นการปรับขึ้น 25% จากราคาเดิม
ส่วนการปรับขึ้นที่พบน้อย ได้แก่ จาก 30 บาท เป็น 40 บาท จำนวน 8 รายการ คิดเป็นการปรับขึ้น 33.33% จากราคาเดิม และ จาก 60 บาท เป็น 65 บาท จำนวน 7 รายการ คิดเป็นการปรับขึ้น 8.33% จากราคาเดิม
อย่างไรก็ตาม สนค. ยอมรับว่า จากประสบการณ์ที่ผ่านมา นับตั้งแต่เกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครน ราคาอาหารจานเดียวในไทยเมื่อปรับขึ้นแล้วไม่เคยปรับลดลง แม้ต้นทุนบางส่วนจะลดลงในภายหลัง โดยเชื่อว่าการปรับขึ้นราคาในรอบนี้ก็น่าจะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน แต่จะเป็นในลักษณะค่อย ๆ ทยอยขึ้นราคา ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติ
“การขึ้นราคาของอาหาร คือมันขึ้น แต่ไม่ได้ขึ้นแบบจนชัดเจน เพราะเมืองไทย ก็จะสังเกตได้ว่าร้านอาหารเยอะมาก ๆ เยอะจนมีการล้มตายกันไป เพราะฉะนั้นถ้าเขาไปขึ้นมากเกินไป มันก็ลำบาก เพราะไปแข่งกับเขาไมได้ เพียงแต่ว่าขึ้นแล้วมันคงไม่มีลง” สาวณัฐิยา สุจินดา รองผู้อำนวยการ สนค. กล่าว
ด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน ที่หักอาหารสดและพลังงานออก สูงขึ้น 1.23% YoY และเร่งตัวขึ้นจากเดือน พ.ค. ที่สูงขึ้น 0.92%YoY ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปไตรมาสที่ 2 ปี 2569 สูงขึ้น 2.70%YoY และสูงขึ้น 3.08% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ)
กระทรวงพาณิชย์คาดการณ์เงินเฟ้อทั้งปี 2569
สำหรับแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไป ไตรมาสที่ 3 ปี 2569 กระทรวงพาณิชย์ คาดว่ายังคงเป็นบวกต่อเนื่อง 2.79%YoY และไตรมาสที่ 4 ปีนี้ จะปรับสูงขึ้น 3.02 %YoY ซึ่งเกินกว่ากรอบเป้าหมายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปัจจัยหลักจากราคาอาหารจากเดียวที่ปรับขึ้นสูงในวงกว้าง และราคาผักสดที่มีแนวโน้มสูงขึ้นจากฐานราคาที่ต่ำในช่วงเดียวกันของปีก่อน
อย่างไรก็ตามหากราคาน้ำมันปรับลดลงก็อาจทำให้อัตราเงินเฟ้อปรับลดต่ำกว่า 3% ได้ โดยกระทรวงพาณิชย์ ยังคงคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบดูไบ เฉลี่ยอยู่ที่ 80 – 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งสาเหตุที่ราคายังสูง แม้ราคาน้ำมันจะปรับลดลงแล้วนั้น เนื่องจากจะปรับคาดการณ์ไตรมาส 1 ครั้ง ส่งผลให้จะมีการปรับใหม่ในไตรมาสที่ 3
อย่างไรก็ตาม หากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงปรับลดลง ก็อาจทำให้อัตราเงินเฟ้อในช่วงปลายปีชะลอลงและอยู่ต่ำกว่าระดับ 3% ได้ ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังคงสมมติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยทั้งปีไว้ที่ 80-90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล แม้ว่าราคาน้ำมันในตลาดโลกจะปรับลดลงจากช่วงก่อนหน้าแล้วก็ตาม หลังสถานการณ์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน เริ่มคลี่คลาย
กระทรวงพาณิชย์ ชี้แจงประเด็นดังกล่าวว่า การคาดการณ์นี้ยังไม่ได้มีการปรับเปลี่ยน เนื่องจากมีการทบทวนประมาณการเพียงไตรมาสละ 1 ครั้ง โดยจะมีการปรับสมมติฐานและประมาณการใหม่อีกครั้งในไตรมาส 3 หากสถานการณ์ราคาน้ำมันและปัจจัยเปลี่ยนแปลงก็อาจปรับลดลง
ขณะที่ทั้งปี 2569 ยังคงคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ระหว่าง 1.5 – 2.5% (ค่ากลาง 2.0)
กสิกรไทยคาดการณ์เงินเฟ้อปีนี้ไม่เกิน 3%
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยในปี 2569 มีแนวโน้มปรับลดลงเข้าสู่กรอบเป้าหมายที่ 1-3% จากปัจจุบันที่คาดว่าจะอยู่ที่ 3.1% โดยอัตราเงินเฟ้อในช่วงครึ่งปีหลังคาดว่าจะเร่งตัวขึ้นจาก 1.08% ในครึ่งปีแรก
ขณะที่มาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายของภาครัฐอย่างไทยช่วยไทยพลัสคาดว่าจะไม่ส่งผลต่อเงินเฟ้อท่ามกลางผู้บริโภคที่ระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ในขณะที่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มที่เกี่ยวเนื่องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI)
กรุงไทยประเมินเงินเฟ้อปีนี้สูงกว่าช่วงก่อนสงคราม
ด้าน Krungthai COMPASS ประเมินว่าปัจจัยกดดันเงินเฟ้อด้านอุปทานพลังงานจะเริ่มคลี่คลาย แต่แรงกดดันเงินเฟ้อที่กระจายไปยังหมวดอื่นเป็นวงกว้างขึ้น จะทำให้เงินเฟ้อไทยอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง หลังควำมเสี่ยงของ Energy SupplyChain Disruption เริ่มคลี่คลาย ราคาน้ำมันดิบดูไบปรับลดลงจาก 75 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล (ก่อนการหยุดยิงชั่วคราว)2 เหลือ 68 ดอลลาร์ สหรัฐฯ/บาร์เรล ณ 7 ก.ค. 69 แต่เงินเฟ้อพื้นฐานที่ยังปรับเพิ่มขึ้นในเดือน มิ.ย. 69 โดยเฉพาะหมวดอาหารสำเร็จรูป3 เป็นตัวขับเคลื่อนหลักสะท้อนกำรทยอยส่งผ่านราคาจากฝั่งผู้ผลิตมายังผู้บริโภค สอดคล้องกับการสำรวจของกระทรวงพาณิชย์ที่พบว่าผู้ประกอบการทยอยปรับราคาอาหารสำเร็จรูปเป็นวงกว้าง และมีการปรับราคาต่อจานในอัตราที่ค่อนข้างสูง แม้ต้นทุนวัตถุดิบบางส่วนเริ่มลดลงแล้ว ทำให้ภาวะค่าครองชีพสูงขึ้นและส่งผลให้เงินเฟ้อเฉลี่ยสูงกว่าค่ากลางของกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อในช่วงที่เหลือเหลือของปี 69
มองไปข้างหน้า แม้สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังเปราะบาง แต่ความเสี่ยงที่ไทยจะเผชิญภาวะวัตถุดิบขาดแคลนอาจไม่รุนแรงเท่าช่วงเริ่มต้นความขัดแย้งจากการกระจายแหล่งนำเข้าสินค้าโภคภัณฑ์สำคัญ ทั้งน้ำมันดิบ ปุ๋ยยูเรีย และแนฟทำที่นำเข้ำจากประเทศอื่นทดแทนแหล่งที่การขนส่งต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ อาทิ การหันมานำเข้าน้ำมันดิบจากสหรัฐฯ ไนจีเรีย และลิเบีย ทดแทน
ประเทศในกลุ่มตะวันออกกลำง (สัดส่วนการนำเข้ำเพิ่มจาก 18.8% ในปี 68 เป็น 31.8% ในเดือน เม.ย.-พ.ค. 69) การนำข้ำทดแทนทั้งปุ๋ยยูเรียและแนฟทาจากมาเลเซีย อย่างไรก็ตาม ต้นทุนการผลิตยังอยู่ในระดับสูงกว่าก่อนเกิดความขัดแย้ง
การทยอยส่งผ่านต้นทุนของผู้ประกอบการสู่ผู้บริโภคในวงกว้างยิ่งขึ้น จะเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อระยะข้างหน้า คาดเงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปี 69 ยังสูงกว่าช่วงก่อนเกิดสงคราม ท่ามกลางความเสี่ยงจากสถานการณ์เอลนีโญต่อผลผลิตสินค้าเกษตร ซึ่งอาจกดดันราคากลุ่มอาหารสดให้ปรับสูงขึ้นเพิ่มเติมในระยะถัดไป
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




