ในงานสัมมนาทางวิชาการของสายงานเศรษฐกิจมหภาค บัญชีประชาชาติ และการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประจำปี 2569 ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “ภูมิทัศน์ความเสี่ยงการคลังไทยและนัยต่อการพัฒนาประเทศ” โดยมองว่า การบริหารการคลังในปัจุบัน ไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องการจัดเก็บรายได้หรือการใช้จ่ายของภาครัฐ แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการกำหนดอนาคตของประเทศ
ดังนั้น คำถามสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ว่า หนี้สาธารณะจะเกินเพดานที่กำหนดหรือไม่ รัฐจะขาดดุลงบประมาณเท่าใด หรือควรกู้เงินเพิ่มอีกมากน้อยแค่ไหน
สิ่งที่ต้องพิจารณามากกว่านั้น คือ ประเทศจะมีทรัพยากรและพื้นที่ทางการคลังเพียงพอหรือไม่ สำหรับรองรับปัญหาและความจำเป็นทั้งในปัจจุบันและอนาคต ทั้งสังคมสูงวัย คุณภาพการศึกษา การพัฒนาคนและผลิตภาพ สวัสดิการ ตลอดจนการสร้างโอกาสให้ประชาชนในสังคม
นอกจากนี้ รัฐยังต้องเหลือพื้นที่ทางการคลังไว้รองรับความเสี่ยงหรือวิกฤตที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่คาดคิดในอนาคต ดังนั้น โจทย์สำคัญของการเสริมฐานะทางการคลัง คือ การทำให้ประเทศมีศักยภาพทางการคลังเพียงพอที่จะรับมือทั้งภาระที่หลีกเลี่ยงไม่ได้และความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นในระยะข้างหน้า
กราฟแสดงหนี้สาธารณะคงค้างของไทยตั้งแต่ปีงบประมาณ 2541 – 2569 แนวโน้มเพิ่มสูงต่อเนื่อง (ที่มา: สํานักงานบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง)

พื้นที่การคลังแคบลง ผลจากการนโยบายในอดีต
การเสริมฐานะทางการคลัง ไม่ได้หมายถึงเพียงการเพิ่มรายได้หรือลดรายจ่ายของรัฐบาล แต่คือการลดความเสี่ยงและสร้างฐานะการคลังให้มีความเข้มแข็ง ยืดหยุ่น และยั่งยืนในระยะยาว โดยรัฐต้องมีพื้นที่ทางการคลังมากเพียงพอที่จะเลือกลงทุน ดูแลประชาชน ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ รวมถึงรองรับวิกฤตต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
ขณะเดียวกัน การสร้างอนาคตของประเทศไม่ได้อยู่ที่มองไปข้างหน้าว่าไทยจะพัฒนาไปในทิศทางใด จะก้าวขึ้นเป็นประเทศรายได้สูงเมื่อใด หรือจะให้ความสำคัญกับการพัฒนากลุ่มใดเป็นพิเศษ แต่หัวใจสำคัญคือ การตัดสินใจเชิงนโยบายในวันนี้ต้องไม่สร้างภาระหรือเพิ่มต้นทุนให้กับคนในอนาคต
ตัวอย่างเช่น ในช่วงปี 2566-2567 ประเทศไทยได้ใช้พื้นที่ทางการคลังไปเป็นจำนวนมาก แม้มาตรการต่าง ๆ อาจถูกมองว่าเป็นประโยชน์ แต่ความจริงอาจไม่เป็นเช่นนั้น โดยเห็นได้จากการจัดทำงบประมาณปี 2570 ที่ต้องปรับลดรายจ่ายลงจำนวนมาก หลังจากช่วงหลายปีที่ผ่านมารัฐบาลทำงบประมาณขาดดุลในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้พื้นที่ทางการคลังของไทยในปัจจุบันเหลืออยู่เพียงราวกว่า 4% จึงเกิดคำถามสำคัญว่า หากประเทศต้องเผชิญวิกฤตขนาดใหญ่อีกครั้ง ไทยจะยังมีพื้นที่มากเพียงพอในการใช้นโยบายการคลังเข้ามารับมือและบรรเทาผลกระทบได้หรือไม่
“การตัดสินใจในวันนั้น ท่านจะเห็นว่ามีปัญหาในวันหนึ่ง คือ การจัดทำงบประมาณปี 70 ต้องมีการตัดลดงบประมาณลงไปเยอะมาก เพราะว่าช่วงที่ผ่านมาเราทำทั้งงบกลางปี เราทำทั้งการขาดดุลเต็มแม็กซ์ เต็มที่เลย จนพื้นที่ทางการคลังเราตอนนี้เนี่ยก็อยู่ที่ประมาณสัก 4% ถามว่าถ้ามีวิกฤตขนาดใหญ่อีกรอบหนึ่งเนี่ย เราพร้อมหรือเปล่า” เลขาธิการสภาพัฒน์ กล่าว
ดนุชา เล่าว่า ตัวอย่างเหล่านี้สะท้อนว่าให้เห็นถึงการตัดสินใจทางการคลังวันนี้ที่จะส่งผลกระทบต่ออนาคตได้ ดังนั้นการบริหารทางการคลังจึงมีความสำคัญ โดยเฉพาะการศึกษาความเสี่ยงทางการคลัง ที่เหมือนกับการตรวจสุขภาพ เพื่อดูฐานะทางการคลังมีความเข้มแข็งอย่างไร และหากมีเหตุการณ์เกิดวิกฤตในอนาคต ไทยจะมีภูมิคุ้มกันมากพอที่จะรับมือปัญหาต่าง ๆ ได้หรือไม้
รัฐไม่ได้แค่เก็บภาษี แต่เป็นผู้รับความเสี่ยงสุดท้าย
นโยบายการคลังมีบทบาทอย่างมากต่อระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเมื่อประเทศเจอวิกฤต ภาครัฐก็ต้องใช้มาตรการทางการคลังเข้าช่วยประคับประคอง ทั้งด้านรายได้ของประชาชนและภาคธุรกิจ รวมถึงการลงทุนของเอกชนที่ลดลง โดยภาครัฐอาจมีบทบาทนำด้วยการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าไปในระบบเศรษฐกิจ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุนของเอกชนตามมา ซึ่งต่างจากในอดีตที่ที่เอกชนจะมีบทบาทนำในการลงทุน
นอกจากบทบางทางเศรษฐฏิจแล้ว การคลังยังเกี่ยวข้องกับการจัดสวัสดิการสังคม ทั้งด้านสาธารณสุข การศึกษา และบริการอื่น ๆ ซึ่งเป็นหน้าที่ของภาครัฐที่ต้องจัดหาสวัสดิการให้กับประชาชนด้วยทรัพยาการเท่าที่มีอยู่ ดังนั้นจะเห็นได้ว่าภาครัฐจะเข้าไปมีบทบาทในทุกกิจกรรมทั้งในระบบเศรษฐกิจและด้านสังคม
เมื่อพิจารณาโครงสร้างเศรษฐกิจไทยผ่านระบบบัญชีประชาชาติของสภาพัฒน์ จะเห็นการเชื่อมโยงระหว่างภาครัฐกับภาคส่วนต่าง ๆ อย่างชัดเจน โดยภาครัฐไม่ได้มีหน้าที่เพียงรับและเบิกจ่ายงบประมาณ หรือจัดเก็บภาษีเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทในฐานะนายจ้าง ผู้จัดหาบริการสาธารณะ ผู้บริโภค ผู้ลงทุน และผู้ถือครองทรัพย์สินของประเทศ ดังนั้นรัฐจึงเป็นภาคส่วนที่ต้องรับภาระความเสี่ยงสุดท้ายเมื่อระบบเศรษฐกิจเผชิญปัญหา
ดังนั้น เมื่อเข้าใจว่าภาครัฐดำเนินกิจกรรมอะไร ใช้ทรัพยากรไปในด้านใด และกิจกรรมเหล่านั้นเชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจอย่างไร ก็จะช่วยให้สามารถนำข้อมูลมาใช้ประกอบการออกแบบนโยบายการคลังได้อย่างเหมาะสมมากขึ้น
ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวปาฐกถาในงานสัมมนาทางวิชาการของสายงานเศรษฐกิจมหภาค บัญชีประชาชาติ และการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประจำปี 2569

ที่ผ่านมาเกิดสถานการณ์ต่าง ๆ ทั้งภูมิรัฐศาสตร์ หรือสงครามในบางพื้นที่ ทำให้คาดการณ์ได้ยาก โดยเฉพาะความขัดแย้งระดับโลก หรือแม้กระทั่งการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 หรือภัยธรรมชาติ ล้วนเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ความเสี่ยงเหล่านี้จะต้องนำมาวิเคราะห์ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และประเมินว่าาเสถียรภาพทางด้านการคลังของไทยมีความพร้อมพอที่จะรับมือหรือไม่
อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผ่านมาโลกเผชิญกับความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามในหลายพื้นที่ การแพร่ระบาดของโควิด-19 รวมถึงภัยธรรมชาติ ซึ่งหลายเหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและยากต่อการคาดการณ์ ความเสี่ยงเหล่านี้จึงต้องถูกนำมาวิเคราะห์ถึงผลกระทบต่อเศรษฐกิจ พร้อมประเมินว่าเสถียรภาพทางการคลังของไทยมีความแข็งแกร่งและมีพื้นที่เพียงพอที่จะรองรับวิกฤตที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตหรือไม่
เปิด 3 ความเสี่ยงทางการคลังไทย
เลขาธิการสภาพัฒน์ ประเมินว่า ปัจจุบันไทยความเสี่ยงทางการคลัง 3 เรื่อง
- เรื่องแรก คือ หนี้สาธารณะที่เพิ่มสูงขึ้น ช่วงก่อนโควิดอยู่ที่ประมาณ 41.1% ต่อจีดีพี แต่หลังโควิดก็ปรับสูงขึ้นมาที่ 67.5%ต่อจีดีพี ตัวเลขนี้ไม่ได้บ่งชี้ว่าประเทศเผชิญวิกฤตหนี้ เพราะเรื่องหนี้ขึ้นกับหลายปัจจัย ทั้งจีดีพี อัตราดอกเบี้ยในตอนนี้ โครงสร้างหนี้ และพลวัตของการสร้างหนี้ เป็นต้น แต่หนี้สาธารณะนี้แสดงให้เห็นว่าพื้นที่ทางการคลังของไทยกำลังเหลือน้อยลงและมีข้อจำกัด ซึ่งคำถามไม่ได้อยู่ตรงหนี้สาธารณะควรอยู่ระดับเท่าไหนา แต่อยู่ที่ไทยจะรับมืออย่างไรภายใต้ข้อจำกัดที่มีอยู่หากเกิดหลายความเสี่ยงขึ้นพร้อมกัน
- เรื่องที่สอง ความเสี่ยงด้านการจัดเก็บรายได้ของรัฐ โดยในปี 59 รายได้สุทธิของรัฐบาลต่อจีดีพี อยู่ที่ประมาณ 16.7% จากนั้นลดลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งปี 68 อยู่ที่ 15% ถือเป็นระดับที่ไม่ค่อยดีเมื่อเทียบกับประเทศเกิดใหม่ และกลุ่ม OECD ซึ่งสาเหตุมาจากปัญหาการขยายฐานภาษี รายได้ภาษีกับการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ไม่ค่อยดี การเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งอาจทำให้ต้องหาวิธิเก็บภาษีแบบใหม่เพิ่มเติม หรือเพิ่มประสิทธิภาพจัดเก็บภาษี ขณะเดียวกัน ไทยเผชิญภาวะประชากรสังคมสูงวัย ทำให้การเก็บภาษีบุคคลอาจลดลงในอนาคต สิ่งเหล่านี้ก็เป็นปัจจัยสำคัญในการที่จะรักษาสมดุลในเรื่องของการคลังและการสร้างพื้นที่ทางการคลัง
- เรื่องที่สาม คือ ความเสี่ยงด้านรายจ่ายของรัฐ หลังรัฐบาลจัดทำงบประมาณขาดดุลต่อเนื่องมาหลายปี ขณะที่รายจ่ายหลายรายการปรับลดได้ยาก โดยเฉพาะรายจ่ายด้านสวัสดิการและรายจ่ายผูกพัน ทำให้มีข้อจำกัดมากขึ้นในการลดงบประมาณที่ไม่จำเป็น ดังนั้น การบริหารการคลังที่มีประสิทธิภาพจำเป็นต้องปรับโครงสร้างรายจ่ายภาครัฐให้มีความสมดุล และสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาประเทศ โครงสร้างประชากร รวมถึงฐานะการคลังในแต่ละช่วงเวลา
สำหรับการจัดทำงบประมาณปี 70 ฐานะการคลังที่มีข้อจำกัดส่งผลให้หลายหน่วยงานถูกปรับลดงบประมาณ รวมถึงสภาพัฒน์ฯ ที่ถูกปรับลดงบประมาณลงราว 30-40% จากวงเงินที่เสนอขอ และหากไม่นับรายจ่ายที่ต้องนำส่งให้ OECD งบประมาณที่สำนักงานก็ยังคงได้รับยังต่ำกว่าปี 68
ดนุชา ระบุว่า ภายใต้ข้อจำกัดทางการคลัง จำเป็นต้องกำหนดนโยบายให้เหมาะสมกับสถานการณ์ หากช่วงใดมีพื้นที่ทางการคลังจำกัด ก็จำเป็นต้องปรับลดงบประมาณ ถึงแม้ทุกหน่วยงานจะได้รับผลกระทบ เพราะหากไม่ทำ อาจมีปัญหาในระยะยาว
โครงสร้างงบประมาณปี 70 ก่อนผ่านการพิจารณาของรัฐสภา (ที่มา: สำนักงบประมาณ)

รายจ่ายเริ่มพอกจากสังคมสูงวัยเร่งตัว
ไทยกำลังเผชิญแรงกดดันด้านรายจ่ายหลายด้านพร้อมกัน ทั้งความจำเป็นในการลงทุนเพื่อยกระดับศักยภาพการเติบโตของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาทุนมนุษย์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงการลงทุนเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ขณะเดียวกัน แรงกดดันอีกเรื่อง คือ รายจ่ายผูกพันที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากสังคมสูงวัย ประมาณปี 77 ผู้สูงอายุในไทยจะมีประมาณ 28.4% ของประชากรทั้งหมด ส่งผลให้ในอนาคตคนทำงานจะลดลงนะครับ แต่สวัสดิการในด้านการดูแลสุขภาพและหลักประกันหลังเกษียณจะมีมากขึ้นต่อเนื่อง ไทยต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่คนสร้างรายได้กับภาครัฐลดลง แต่ว่าคนที่ต้องการความดูแลจากภาครัฐกลับมีมากขึ้น ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลที่มีนัยสำคัญต่อภาคการคลังของประเทศ
“วันนี้เรายังไม่มีการปฏิรูบนโยบายสังคม เราก็จะมีปัญหาในวันที่มีรายจ่ายในแง่ของสวัสดิการจะไม่เพียงพอกับภาระที่เกิดขึ้น” ดนุชา กล่าว
ดังนั้นต้องจัดลำดับความสำคัญของรายจ่าย โดยดูว่ารายจ่ายแบบไหนที่สร้างความมั่นคงในการให้บริการสาธารณะ รายจ่ายแบบไหนที่ควรปรับลดและยกเลิก รวมถึงเน้นรายจ่ายที่ช่วยสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจและสังคงในระยะยาวได้ บนฐานทรัพยกรที่มีอยู่
ในด้านสังคม สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าจะต้องเลือกระหว่างรักษาสวัสดิการสังคม หรือวินัยทางการคลังสูง แต่ขึ้นอยู่กับการออกแบบสวัสดิการที่สามารถดูแลประชาชนได้ด้วยฐานะการคลังที่ยั่งยืน ซึ่งก็มีหลายรูปแบบที่มีใช้อยู่ในต่างประเทศ และเป็นส่งที่ต้องมาช่วยกันคิด
นอกจากนี้ต้องมีการส่งเสริมในด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพื่อให้ประชาชนมีงานที่ดี เมื่อมีรายได้ที่ดีก็จะดูแลตนเองได้ระดับหนึ่ง “เราเลือกตรงนั้น แต่ไม่ตอบสนองความต้องการขอประชาชาชนมันก็ไม่ตอบโจทย์การพัฒนาเหมือนกันนะครับ”
เสนอเสริมฐานะการคลัง ลงทุนระยะยาว-ปรับสวัสดิการ-ขยายฐานรายได้
นโยบายการคลังที่เหมาะสม ต้องหาจุดสมดุล เพื่อให้เกิดประโยชน์ในปัจจุบันและมีความยั่งยืนในอนาคต และที่สำคัญต้องไม่ใช้ทรัพยากรทั้งหมดในวันนี้ เพื่อแก้ปัญหาในวันนั้น โดยเสนอ 3 ข้อในการสร้างความเข้มแข็งของระบบการคลัง
ข้อแรก ต้องให้ความสำคัญกับการบริหารการคลังในระยะยาว โดยจัดสรรงบประมาณไปยังโครงการที่ช่วยเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) ของประเทศ มากกว่าการเพิ่มรายจ่ายระยะสั้นด้วยการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเพียงอย่างเดียว
การลงทุนจึงควรมุ่งไปยังด้านที่ช่วยยกระดับศักยภาพของประเทศในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา สาธารณสุข โครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และนวัตกรรม ขณะเดียวกัน อาจต้องปรับมุมมองจากคำถามว่า “รัฐจะให้อะไร” ไปสู่คำถามว่า “รัฐจะสร้างอะไร” ที่ช่วยเพิ่มผลิตภาพและวางรากฐานให้เศรษฐกิจเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
ข้อสอง คือ การปรับระบบสวัสดิการสังคมให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น โดยต้องเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐ เพื่อลดปัญหาการได้รับสวัสดิการซ้ำซ้อน และนำข้อมูลมาใช้พิจารณาความช่วยเหลือตามฐานะและความจำเป็นของแต่ละกลุ่ม แทนการให้สวัสดิการแบบถ้วนหน้าไปสู่การช่วยเหลือแบบพุ่งเป้ามากขึ้น โดยกลุ่มเปราะบางหรือผู้ที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ควรได้รับการสนับสนุนในระดับที่เหมาะสม ขณะที่ผู้ที่ยังสามารถดูแลตัวเองได้อาจได้รับสวัสดิการในรูปแบบที่แตกต่างกัน
เนื่องจากการจัดสวัสดิการแบบถ้วนหน้าต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก ตัวอย่างจากหลายประเทศในยุโรปที่มีระบบรัฐสวัสดิการ แม้จะจัดเก็บภาษีในระดับสูง แต่ยังเผชิญแรงกดดันจากภาระรายจ่ายด้านสวัสดิการที่เพิ่มขึ้น ดังนั้น หากไทยสามารถปรับระบบให้พุ่งเป้าและมีประสิทธิภาพมากขึ้น จะช่วยลดภาระทางการคลังและทำให้การใช้งบประมาณด้านสวัสดิการเกิดประโยชน์มากขึ้น
ข้อสาม คือ การขยายฐานรายได้ของรัฐ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าจะต้องขึ้นภาษี แต่ควรทำให้ฐานรายได้ของรัฐกว้างและครอบคลุมมากขึ้น โดยนำประชาชนเข้าสู่ระบบภาษีให้มากที่สุด ไม่ว่าจะมีรายได้ถึงเกณฑ์เสียภาษีหรือไม่ก็ตาม เพื่อให้เมื่อมีรายได้ถึงเกณฑ์ ก็สามารถเข้าสู่กระบวนการจัดเก็บภาษีได้อย่างถูกต้อง
ทั้งนี้ การเสียภาษีไม่ใช่เรื่องน่ากลัว แต่เป็นหน้าที่ของประชาชนที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ เพราะรายได้จากภาษีจะถูกนำไปใช้ในการจัดบริการสาธารณะและสวัสดิการต่าง ๆ ในอนาคต
อย่างไรก็ตาม การปฏิรูประบบภาษีจะเกิดขึ้นได้ รัฐต้องสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนเห็นว่า เงินภาษีทุกบาทที่จ่ายไปถูกนำกลับมาใช้ประโยชน์ต่อประเทศอย่างแท้จริง และประชาชนสามารถเห็นได้อย่างเป็นรูปธรรมว่า เมื่อจ่ายภาษีแล้วได้รับบริการหรือการดูแลจากรัฐอย่างไร
ไม่ใช่แค่คุมหนี้ แต่ต้องเหลือพื้นที่ไวสร้างอนาคต
ทั้ง 3 เรื่องดังกล่าว ถ้าไทยสามารถทำได้ ก็จะช่วยสร้างเสถียรภาพทางคลังในระยะยาว รวมถึงต้องสร้างกลไกการกำกับดูแลและประเมินความยั่งยืนทางการคลังอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทราบได่ว่าสุขภาพทางด้านการคลังเป็นอย่างไร เพื่อที่จะสามารถปรับเปลี่ยนได้ทันสถานการณ์
ดังนั้น โจทย์ด้านการคลังของประเทศอาจไม่ใช่เพียงการรักษาระดับหนี้สาธารณะให้อยู่ภายใต้เพดานที่กำหนด แต่คือการรักษาความสามารถของรัฐในการรับมือกับความท้าทายและความเสี่ยงในอนาคต โดยการปฏิรูปเศรษฐกิจและการปฏิรูปการคลังไม่สามารถแยกออกจากกันได้ เพราะหากเศรษฐกิจไม่เติบโต ฐานรายได้ของรัฐก็ยากที่จะขยายตัวตามไปด้วย
“การไปของเราเนี่ย จะไปแบบไหน จะไปแบบทิ้งภาระเอาไว้ ให้กับลูกๆ หลานๆ ของเรา หรือเราจะไปแบบที่เราสร้างอนาคตเอาไว้ให้กับลูก ๆ หลาน ๆ ได้มีชีวิตที่ดี นะครับ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่เราคงต้องมาพิจารณากันว่าเราจะไปแบบไหน” ดนุชา กล่าว
บทความที่เกี่ยวข้อง:




