
“ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ที่เริ่มต้นขึ้นในเดือนมิถุนายนนี้ ท่ามกลางความหวังว่ามาตรการนี้จะเข้ามาช่วยประคองเศรษฐกิจไทยในช่วงที่กำลังซื้อยังอ่อนแรง ธุรกิจรายย่อยจำนวนมากยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ และผู้คนจำนวนไม่น้อยยังรู้สึกว่าค่าครองชีพเดินเร็วกว่ารายได้

เมื่อ 19 พ.ค. 69 จินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ระบุว่าคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติตามที่คณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะได้นำเสนอแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยเป็นการปรับปรุงครั้งที่ 2 ซึ่งการปรับปรุงแผนบริหารหนี้เป็นที่จับตากันอย่างมาก

ช่วงที่ผ่านมา ภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT กลับมาเป็นประเด็นถกเถียงในสังคมไทยอีกครั้ง ท่ามกลางแรงกดดันทางการคลังที่เพิ่มสูงขึ้น หนี้สาธารณะที่ขยับขึ้นต่อเนื่อง ภาระดอกเบี้ยที่เริ่มกินพื้นที่งบประมาณ และคำถามสำคัญว่า รัฐไทยจะหารายได้ใหม่จากที่ไหนเพื่อรองรับสังคมสูงวัยและภาระรายจ่ายในอนาคต

หนี้สาธารณะคาดว่าจะทะลุเพดาน 70% ในปี 70 และแตะ 75% ในปี 73 จากพ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้าน เจอแรงกดดันเศรษฐกิจชะลอและขาดดุลงบประมาณต่อเนื่อง รัฐบาลหารายได้ไม่ทันรายจ่าย ขณะที่บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ R&I มั่นใจรัฐบาลบริหารจัดการหนี้ตามกฎหมายได้

ครม.เคาะงบประมาณายจ่ายปี 70 วงเงิน 3,788,000 ล้านบาท ต้องกู้เงินโปะงบประมาณ 788,000 ล้านบาท ส่งผลให้ปี 70 งบขาดดุลมากถึง 20% คาดสัดส่วนหนี้สาธารณะจะขยับขึ้นจาก 66% ไปแตะใกล้ 70% ส่งผลให้รัฐบาลพยายามจะขยายเพดานหนี้สาธารณะ หากต้องกู้มามาแก้ผลกระทบจากสงคราม

นักเศรษฐศาสตร์ เตือนประชาชนตรวจสอบนโยบายพรรคการเมือง โดยเฉพาะนโยบายประชานิยม ต้องดูความเป็นไปได้ ที่มาของงบประมาณ ไม่กระทบกับฐานะการคลังของประเทศที่เสี่ยงหนี้สาธารณะใกล้แตะ 70% ขาดดุล 4–5% ต่อปี

รัฐบาลอนุทิน เห็นชอบแผนการคลังระยะปานกลาง ปี 70-73 พยายามจัดทำงบให้อยู่ระดับที่ควบคุมได้ เพื่อรักษา "เครดิต"ของประเทศ แต่ยังไม่สามารถจัดทำงบประมาณแบบ "สมดุล" ที่ไม่ต้องกู้เงินมาสนุบสนุนงบประมาณได้ คาดสิ้นแผนหนี้สาธารณะใกล้ชนเพดาน ตามกฎหมายกำหนดไว้ที่ 70% ของจีดีพี แต่รัฐบาลพยายามจะลดขาดดุลลง

ฐานะการคลังไทยมีความเสี่ยงจากหนี้สาธารณะสูง จากเป็นเรื่องเดิม ๆ ที่เห็นกันทุกปี แต่รอบนี้ IMF ออกมาเตือนรัฐบาล ให้จัดทำงบประมาณแบบสมดุลระยะปานกลาง "ที่น่าเชื่อถือ" ขณะที่ S&P คงอันดับความน่าเชื่อถือ เสถียรภาพทางการเมืองภายในประเทศระยะยาว กระทบนโยบายด้านเศรษฐกิจ

ฐานะทางการคลังไทยใกล้วิกฤตในเร็ววันนี้ จากภาวะเศรษฐกิจชะลอลงและค่าใช้จ่ายงบประมาณที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่เครื่องมือทางการคลังใกล้ถึงขีดจำกัดและรายได้ภาษีที่รัฐเก็บได้ก็น้อยลงเรื่อย ๆ KKP Research แนะรัฐอย่ามัวแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เร่งปฏิรูปโครงสร้างการคลังในระยะกลาง

อันดับความน่าเชื่อถือของไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงมากขึ้น เมื่อสถาบันจัดอันดับเครดิตเริ่มปรับมุมมองความน่าเชื่อถือเป็นเชิงลบ โดยเหตุผลมาจากความเสี่ยงด้านฐานะการคลัง ทำให้รัฐบาลยังคงดำเนินนโยบายทางการคลังแบบขาดดุลอย่างต่อเนื่อง หรือ ต้องกู้เงินเพื่อมาใช้จ่าย ส่งผลให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดใจ "บันทึกการเดินทาง 5 ปี ของ ธปท. : การดำเนินนโยบายในยุคแห่งความท้าทาย" ในการแถลง "ผู้ว่าการพบสื่อมวลชน (Meet the Press) ครั้งที่ 2/68" ซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายของ "เศรษฐพุฒิ" ในตำแหน่งผู้ว่าฯ

รัฐบาลขยับสัดส่วนการก่อหนี้ ตามมาตรา 50 ตามพ.ร.บ.วินัการเงินการคลัง แต่ที่ผ่านมา นับตั้งแต่โควิด-19 รัฐบาลเริ่มก่อหนี้มากขึ้นด้วยการกู้เงิน นอกจากการกู้เงินเพื่อชดเชยงบประมาณขาดดุลแล้ว เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำ ทำให้กระทบรายได้ จนทำให้ต้องขยายเพดานก่อหนี้ มีความเสี่ยงด้านความเชื่อมั่น

มูดีส์ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของไทย (Outlook) เป็น Negative Outlook โดยปรับลดลงต่อเนื่องในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา แม้ว่าอันดับเครดิตยังไม่เปลี่ยนแปลง แต่เป็นสัญญาณว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับปัญหามากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะฐานะการคลังของประเทศ

AMRO มองนโยบายการเงินไทยเหมาะสม แต่แนะให้ลดการขาดดุลการคลัง ด้วยการปฏิรูปจัดเก็บภาษี รองรับรายจ่ายที่เพิ่มขึ้นในอนาคต และต้องปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อเพิ่มศักยภาพในระยะยาว ทำให้ตรงจุดและตามแผนที่วางไว้

ขณะที่รัฐบาลพยายามผลักดันให้จีดีพีของประเทศขยายตัวมากกว่า 3% ด้วยการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่อาจไม่ง่าย เพราะศักยภาพของเศรษฐกิจไทมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่า 2% เนื่องจากปัญหาโครงสร้าง ทั้งขีดแข่งขันของประเทศ แรงงานเข้าสู่สังคมสูงอายุ ทำให้ศักยภาพแต่กว่าทุกวิกฤตที่ผ่านมา

อัตราการเกิดของไทยลดลงเรื่อย ๆ ทำให้จำนวนการเกิดของเด็กลดน้อยลง แต่ผู้สูงอายุมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายสำคัญทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม ในอนาคต หากไม่มีมาตรการรองรับอย่างจริงจัง

ธนาคารโลกแนะไทยต้องขึ้นภาษี ลดความเสี่ยงทางการคลัง คาดปี 68 หนี้สาธารณะไทยจะสูงขึ้นที่ 64.6% ต่อจีดีพี รัฐบาลจะเผชิญแรงกดดันด้านรายจ่ายสูงขึ้นจากสังคมสูงวัย และขยายการการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน

ดิจิทัลวอลเล็ต ทำให้รัฐบาลทบทวนแผนการคลังระยะปานกลางครั้งที่ 2 หลังหันมาใช้งบประมาณดำเนินโครงการแทนออกพระราชบัญญัติกู้เงิน ส่งผลให้หนี้สาธารณะขยับขึ้นในปีนี้ ทะลุ 65% ของจีดีพี และคาดว่าในปี 2571 จะเพิ่มเป็น 68.6% ของจีดีพี