สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) คาดแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะขยายตัวระหว่าง 2.0 – 2.5% ค่ากลาง 2.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน (YoY) ซึ่งปรับเพิ่มจากประมาณการเดิม ณ วันที่ 18 พ.ค. 2569 ที่คาดว่าจะขยายตัวระหว่าง 1.5 – 2.5% ค่ากลาง 2.0%

ลงทุนเอกชน-พ.ร.ก. 4 แสนล้าน พยุงเศรษฐกิจ
โดยการขยายครั้งนี้ มาจากการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวต่อเนื่อง 9.6%YoY สูงขึ้นจากประมาณการครั้งก่อน โดยเฉพาะการลงทุนในเครื่องจักรและสินค้าทุนจากต่างประเทศ ประกอบกับมาตรการ Thailand FastPass ของภาครัฐที่ช่วยอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุน
ทั้งนี้สะท้อนได้จากการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ที่ยังขยายตัวดีต่อเนื่อง โดยเฉพาะในหมวดดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์และ เครื่องใช้ไฟฟ้า รวมถึงเกษตรและแปรรูปอาหาร โดยครึ่งแรกของปี 2569 มูลค่าการขอรับการส่งเสริมการลงทุนอยู่ที่ 1.47 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 37%YoY และมูลค่าโครงการที่ได้รับการออกบัตรส่งเสริมการลงทุนอยู่ที่ 3.83 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 61.7%YoY ขณะที่เม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทครึ่งแรกของปี มีมูลค่ารวม 1.37 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 80%YoY ส่วนพื้นที่ก่อสร้างในนิคมอุตสาหกรรม สะสมเดือน ม.ค. – พ.ค. 2569) ขยายตัว 9.9%YoY
การใช้จ่ายภาครัฐบาลที่เพิ่มขึ้น คาดว่าจะขยายตัว 3.1%YoY เท่ากับประมาณการครั้งก่อน สอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นของกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีและงบประมาณรายจ่ายเหลื่อมปีประจำปีงบประมาณ 2569 รวมถึงการเบิกจ่ายงบประมาณภายใต้ร่างพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 วงเงิน 400,000 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น 2 ก้อนใช้ช่วยเหลือประชาชนจากผลกระทบวิกฤตพลังงานและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานทดแทน
ขณะที่ภาคการส่งออกคาดว่าปีนี้จะขยายตัว 10.6%YoY ตามความต้องการสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีขั้นสูงด้านดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และโครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์ (AI) หลังในช่วงที่ผ่านมาการส่งออกขยายตัวได้ดี ซึ่งได้รับแรงหนุนจากการเร่งนำเข้าของประเทศคู่ค้า และการปรับตัวเพิ่มขึ้นของความต้องการสินค้าเซมิคอนดักเตอร์ ประกอบกับอัตราภาษีของสหรัฐฯ ที่ปรับลดลง อยู่ในระดับที่ทำให้สินค้าไทยยังสามารถแข่งขันกับประเทศคู่แข่งได้
แม้การส่งออกจะขยายตัวดี แต่คาดว่าการนำเข้าจะเร่งตัวสูงขึ้น 25.5%YoY อาจส่งผลให้ไทยเผชิญภาวะขาดดุลการค้าติดลบ 3.7% โดยเฉพาะจากการนำเข้าสินค้าทุน วัตถุดิบ และสินค้าเพื่อรองรับการลงทุนด้านเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์
ทั้งนี้ยังต้องติดตามความคืบหน้ามาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ โดยเฉพาะ มาตรา 301 ของกฎหมายการค้า 1974 ซึ่งเป็นกฎหมายที่เปิดทางให้สหรัฐฯ ใช้มาตรการทางการค้าต่อประเทศที่เห็นว่ามีการดำเนินนโยบายหรือแนวปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมต่อการค้า โดยกระทรวงพาณิชย์อยู่ระหว่างหารือกับสหรัฐฯ เนื่องจากผลการเจรจาจะส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันและการส่งออกของไทย
อย่างไรก็ตาม สินค้าส่งออกสำคัญของไทยบางรายการยังได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าภายใต้มาตรา 301 เช่น หน่วยประมวลผล หน่วยเก็บข้อมูล คอมพิวเตอร์พกพา แผงวงจรพิมพ์ เครื่องส่งและเครื่องรับวิทยุ รวมถึงเครื่องปรับอากาศ
สำหรับการอุปโภคบริโภคภาคครัวเรือน คาดว่าจะยังขยายตัวต่อเนื่องในปีนี้ โดยได้รับแรงหนุนจากฐานรายได้ที่เพิ่มขึ้น และตลาดแรงงานที่ยังขยายตัวตามการจ้างงานนอกภาคเกษตร ขณะที่อัตราการว่างงานยังอยู่ในระดับต่ำ ประกอบกับนโยบายการเงินที่ยังผ่อนคลายและมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐ จะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้การบริโภคภาคครัวเรือนยังขยายตัวได้ต่อเนื่องในช่วงที่เหลือของปี
จับความเสี่ยงรอบด้าน ‘สงคราม-การค้า-หนี้-เอลนีโญ’
แม้ สศช. จะปรับคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปีนี้ดีขึ้นจากเดิม แต่ยังมี ปัจจัยเสี่ยงหลายด้านที่ต้องติดตามและอาจกระทบต่อเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลัง ทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ
ปัจจัยนอกประเทศ จากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอน แม้ที่ผ่านมาจะมีความพยายามเจรจาเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน แต่สถานการณ์ก็ยังเปราะบางสูงและยังมีความเป็นไปได้ที่ความขัดแย้งจะยืดเยื้อ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะในด้านราคาพลังงาน ต้นทุนการขนส่ง และราคาสินค้า ซึ่งจะส่งผ่านมายังต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพของไทยด้วย
เศรษฐกิจไทยยังเผชิญความเสี่ยงจากการชะลอตัวมากกว่าคาดของเศรษฐกิจและการค้าโลก รวมถึงความผันผวนในตลาดการเงินและตลาดทุน โดยมีประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่ นโยบายการเงินของธนาคารกลางหลายประเทศสำคัญที่อาจเข้มงวดขึ้น หากเงินเฟ้อเร่งตัว จากราคาพลังงานและมาตรการกีดกันทางการค้า
ขณะเดียวกัน ต้องจับตาเศรษฐกิจจีนที่มีแนวโน้มชะลอตัว จากภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่รวมถึงปัญหากำลังการผลิตส่วนเกินในภาคอุตสาหกรรมที่อาจทำให้จีนระบายสินค้าออกสู่ตลาดต่างประเทศและเพิ่มแรงกดดันต่อผู้ประกอบการในหลายประเทศ
นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงจาก ความผันผวนของเงินทุนเคลื่อนย้าย อัตราแลกเปลี่ยน และราคาสินทรัพย์ หากภาวะการเงินโลกตึงตัว ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงด้านการคลังจากต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น และกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
อีกประเด็นที่ต้องติดตามคือข้อจำกัดทางการคลังของหลายประเทศ จากระดับหนี้ภาครัฐที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งอาจทำให้รัฐบาลต่าง ๆ มีพื้นที่ในการใช้นโยบายการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจลดลง
สำหรับปัจจัยภายในประเทศไทย ภาระหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูงจะเป็นข้อจำกัดต่อการบริโภค โดยสัดส่วนหนี้ครัวเรือนยังทรงตัวอยู่ในระดับสูงที่ 85.9% ต่อ GDP ในไตรมาสที่ 1 ของปี 2569 แม้จะลดลงเล็กน้อย แต่ยังสูงกว่าก่อนช่วงเกิดโควิด-19
ขณะที่คุณภาพสินเชื่อของกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs ยังคงมีความเปราะบางสูง โดยเฉพาะสินเชื่อวงเงินไม่เกิน 5 ล้านบาท โดยปัจจุบันกลุ่ม SMEs มีสัดส่วนสินเชื่อ Stage 2 (ค้างเกิน 30 วันแต่ไม่เกิน 90 วัน) ในไตรมาสที่สองของปีนี้ อยู่ที่ 15.9% ของสินเชื่อรวมทั้งหมด และหนี้เสีย (NPL) สูงถึง 9% ขณะที่การขอสินเชื่อในสาขาธุรกิจที่สำคัญยังลดลงต่อเนื่องจากสถาบันการเงินระมัดระวังการปล่อยกู้
สศช. แนะภาคการเงินควรเร่งเข้าไปแก้ปัญหาหนี้อย่างจริงจัง เนื่องจาก SMEs เป็นฐานที่สำคัญของเศรษฐกิจ หากขาดสภาพคล้องและผิดนัดชำระหนี้ อาจกดดันการบริโภคและอุปสงค์ในประเทศให้ชะลอตัวลงในระยะต่อไป
ด้านภาคเกษตรของไทยอาจเผชิญความเสี่ยงจาก ปรากฏการณ์เอลนีโญ โดยการประเมินล่าสุดขององค์การบริหารมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐฯ (NOAA Climate Prediction Center) ระบุว่า เอลนีโญมีโอกาส 81% ที่จะพัฒนาเป็นเอลนีโญระดับรุนแรงมากในช่วงเดือน ต.ค.-ธ.ค. 2569
ปัจจัยดังกล่าวมีความเป็นไปได้ที่จะทำให้ปริมาณฝนมีแนวโน้มต่ำกว่าปกติ และเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะฝนทิ้งช่วงและภัยแล้งในบางพื้นที่ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะ ข้าวนาปี มันสำปะหลัง และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ จึงยังต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมรับมือและป้องกันไม่ให้กระทบต่อผลิตภาพและพื้นที่เก็บเกี่ยวในฤดูเพาะปลูกปี 2569/2570
ขณะที่ข้อมูลปริมาณน้ำใช้การได้ในอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศ ณ วันที่ 13 ส.ค. 2569 ยังคงอยู่ในระดับต่ำที่ 23,480 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็น 42% ของความจุกักเก็บ และอยู่ในระดับต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปี 2568 ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่ต้องเฝ้าระวังต่อภาคเกษตรในระยะต่อไป
ทั้งนี้ สศช.ประเมินว่า แม้เศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะได้รับแรงหนุนจากการลงทุน การส่งออก และการใช้จ่ายภาครัฐ แต่ยังต้องเผชิญความเสี่ยงทั้งจากปัจจัยภายนอกและภายในประเทศ
ผ่านไตรมาสที่สองเศรษฐกิจไทยชะลอทุกด้าน
เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 ปี 2569 ที่ผ่านมา ขยายตัว 1.9%YoY ชะลอลงจาก 2.8% ในไตรมาสแรกของปีนี้ โดยกิจกรรมทางเศรษฐกิจหลายด้านชะลอตัวลง แม้ยังได้รับแรงหนุนจาก การลงทุนภาคเอกชนและการส่งออกที่ขยายตัวได้ดี
กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่สำคัญ เริ่มจากการลงทุนรวมในไตรมาส 2 ขยายตัวต่อเนื่อง 9.1% YoY โดยมาจากการลงทุนเอกชนที่ขยายตัวเร่งสูงขึ้นที่ 13.4% สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2555 ส่วนใหญ่มาจากการลงทุนในหมวดเครื่องจักรเครื่องมือ ตามการขยายตัวเร่งขึ้นของการลงทุนในหมวดอุปกรณ์สำนักงาน เครื่องจักรอุตสาหกรรม และหมวดยานพาหนะ
ขณะที่ การลงทุนภาครัฐ ปรับลดลงครั้งแรกในรอบ 3 ไตรมาส เหลือ 1.6%YoY เทียบกับขยายตัว 9.4%YoY ในไตรมาสก่อนหน้า ตามการลดลงของการลงทุนในหมวดเครื่องจักรเครื่องมือ
ด้านการส่งออกสินค้าไตรมาสนี้ เพิ่มขึ้น 17.6%YoY เท่ากับไตรมาสก่อน ตามการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมโดยเฉพาะในหมวดสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ขยายตัวในเกณฑ์สูงสอดคล้องกับความต้องการในตลาดโลก ขณะที่การส่งออกสินค้าเกษตรกลับมาขยายตัวตามการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าเกษตรในตลาดโลก
การบริโภคภาคเอกชน ขยายตัว 1.9%YoY ชะลอลงจาก 3.3 ในไตรมาก่อน าม การชะลอตัวของการใช้จ่ายในเกือบทุกหมวด โดยเฉพาะหมวดบริการ ตามการใช้จ่ายโรงแรม ร้านอาหาร และบริการขนส่งที่ชะลอลง ขณะที่สินค้าไม่คงทน ชะลอตัวตามตามการใช้จ่ายด้านน้ำมันเชื้อเพลิงที่ลดลง และสินค้าคงทน ชะลอตัวตามตามการซื้อยานพาหนะที่ชะลอลง ส่วนการใช้จ่ายสินค้ากึ่งคงทนขยายตัวเร่งขึ้นเล็กน้อย
สำหรับด้านการผลิตชะลอลงในทุกสาขา โดยเกษตรกรรมเพิ่มขึ้น 1.5%YoY ชะลอลงจาก 2% ในไตรมาสก่อนหน้า ตามการลดลงของการผลิตในหมวดพืชผล เนื่องจากสภาพอากาศที่ร้อนจัดและแล้งสะสม
ขณะที่สาขาการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่มขึ้น 0.1%YoY ชะลอลงจาก 1% ในไตรมาสก่อนหน้า โดยเฉพาะ เครื่องประดับเพชรพลอย ยานยนต์ และพลาสติกและยางสังเคราะห์ขั้นต้น ยกเว้นการแปรรูปและการถนอมผลไม้และผัก คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วง ที่ปรับเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม อัตราการใช้กำลังการผลิตเฉลี่ยลดลงเหลือ 57.47% จาก 61.28% ในไตรมาสก่อน และ 59.36% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน ถือเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 24 ไตรมาส สะท้อนภาคอุตสาหกรรมที่ยังเผชิญแรงกดดันจากการผลิตที่ชะลอตัว โดยเฉพาะกลุ่มยานยนต์ที่ลดลง 7.2% และพลาสติกและยางสังเคราะห์ขั้นต้นที่ลดลง 9.7%
นอกจากนี้สาขาที่พักแรมและบริการด้านอาหารเพิ่มขึ้ม 1.5%YoY ชะลอลงจากไตรมาสก่อนที่ 2.2% หลังจำนวนนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติลดลง สอดคล้่องอัตราการเข้าพักเฉลี่ยในไตรมาสนี้อยู่ที่ 68.97%YoY ต่ำกว่า 73.98% ในไตรมาสก่อนหน้าและต่ำกว่า 69.85% ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน
“เอกนิติ” ชี้เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ New Economy
เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า สภาพัฒน์ฯ ประกาศตัวเลขอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 ของปี 2569 อยู่ที่ 1.9% ซึ่งเป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงกับที่กระทรวงการคลังเคยคาดการณ์ไว้ เหล่านี้เป็นการยืนยันและสะท้อนข้อเท็จจริงที่ตนและทีมเศรษฐกิจเคยคาดการณ์ไว้ ดังต่อไปนี้
1. ผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางที่เริ่มในช่วงปลายเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา เริ่มส่งผลเป็นระลอก ๆ ในไตรมาส 2 จากวิกฤตน้ำมัน สู่วิกฤตของแพง จะเห็นได้จาก เงินเฟ้อในไตรมาส 2 พุ่งขึ้นมาอยู่ที่ 2.7% จากไตรมาส 1 ที่ติดลบ –0.5% ค่าครองชีพที่สูงขึ้นนี้ ส่งผลให้ตัวเลขการบริโภคภาคเอกชนในไตรมาส 2 ขยายตัวชะลอลงเหลือ 1.9% จากที่โตร้อยละ 3.3 ในไตรมาส 1 ซึ่งหากเราไม่สามารถหยุดวงจรนี้ได้จะนำไปสู่วิกฤตปากท้อง และนำไปสู่การหดตัวทางเศรษฐกิจในระลอกต่อไป นี่คือเหตุผลความจำเป็นที่รัฐบาลต้องออก พ.ร.ก.เงินกู้ฉุกเฉินฯ ซึ่งเป็นแหล่งเงินที่นำมาใช้ในโครงการไทยช่วยไทยพลัสที่ใช้กันอยู่ในขณะนี้ เพื่อประคองกำลังซื้อและค่าครองชีพของประชาชน ส่วนจะดำเนินโครงการต่อหรือไม่ในไตรมาสสุดท้ายของปี ต้องขอพิจารณาผลที่เกิดขึ้นจากโครงการระยะแรกซึ่งจะจบในไตรมาส 3 และงบประมาณที่เหลืออยู่เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศ
2. ตัวเลขอีกด้านในไตรมาส 2 ที่บ่งชี้ชัด คือ การที่ประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าในหมวดพลังงานจากต่างประเทศสูงมาก ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดในไตรมาส 2 กลับมาขาดดุลถึง 1.76 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (คิดเป็นเงินไทยราวเกือบ 6 แสนล้านบาท) จากที่เกินดุลในไตรมาส 1 ประมาณ 1.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ ดังนั้น การเร่งการเปลี่ยนผ่านพลังงานจากพลังงานจากฟอสซิลที่ต้องนำเข้าไปสู่พลังงานสะอาดจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้ ผมขอเรียนว่าโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน 2 แสนล้านบาท ทั้งโซลาร์รูฟท็อป ระบบโครงข่ายไฟฟ้า ระบบกักเก็บพลังงาน และยานยนต์ไฟฟ้า คือการลงทุนใน “โครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต” ของประเทศ โดยเป็นการกู้เพื่อสร้างสินทรัพย์และลดความเสี่ยงของประเทศในระยะยาว ไม่ใช่การกู้เพื่อใช้จ่ายชั่วคราว เป็นการใช้เงินกู้เพื่อช่วยให้ประเทศผลิตและบริหารจัดการพลังงานได้ดีขึ้น ลดการนำเข้าเชื้อเพลิง ลดต้นทุนจากความผันผวนของราคาพลังงานโลก และสร้างฐานสำหรับการลงทุนใหม่ของภาคเอกชน
ขณะที่เหตุการณ์สงครามในอิหร่านเป็นจุดเปลี่ยนและสัญญาณเตือน ว่าไทยไม่สามารถรอให้วิกฤตราคาพลังงานเกิดขึ้นต่อเนื่องแล้วจึงค่อยแก้ปัญหา ความขัดแย้งในตะวันออกกลางสามารถส่งแรงกระเพื่อมมายังต้นทุนพลังงาน การขนส่ง ราคาสินค้า และค่าครองชีพของประชาชนไทยได้โดยตรง รัฐบาลจึงมีความจำเป็นต้องเร่งลงทุนเพื่อให้ประเทศลดความเปราะบางจากการพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้าและราคาน้ำมันหรือก๊าซในตลาดโลกให้ได้มากที่สุดในเวลาและงบประมาณอันจำกัด ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวสอดคล้องกับการเพิ่มกำลังผลิตและการใช้พลังงานสะอาดของประเทศไทยตามแผน PDP ของกระทรวงพลังงานด้วยเช่นกัน
3. พระเอกของไตรมาสนี้เห็นชัดเจน คือ การลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวถึงร้อยละ 13.4 ในไตรมาส 2 ซึ่งเป็นอัตราขยายตัวสูงสุดในรอบ 11 ปี และเป็นการขยายตัวเติบโตถึง 2 หลัก (double digit growth) ติดต่อกัน ต่อเนื่องจากที่ขยายตัวร้อยละ 10.1 ในไตรมาสแรก ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากโครงการ Thailand Fast Pass ของ BOI ที่ทำให้เม็ดเงินลงทุนจริงจากภาคเอกชนที่สูงถึง 2.55 แสนล้าน ในไตรมาส 2 โดยการลงทุนส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรม S-Curve เช่น อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ AI พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมการแปรรูปเกษตร เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีปริมาณการส่งออกสินค้าและบริการที่ยังขยายตัวต่อเนื่องจากร้อยละ 12.1 ในไตรมาส 1 มาอยู่ที่ร้อยละ 12.5 ในไตรมาส 2 โดยสินค้าที่ส่งออกหลักคือสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลก และที่สำคัญสอดคล้องกับแนวโน้มการลงทุนอุตสาหกรรมใหม่ในบ้านเราอย่างชัดเจน
ดังนั้น ในมุมมองของต่างชาติที่จัดลำดับให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในดาวรุ่งของประเทศเกิดใหม่ที่สามารถคว้าโอกาสจาก ‘การปฏิวัติอุตสาหกรรมใหม่’ ของโลกรอบนี้ จึงมีความสำคัญมาก คำถามไม่ได้อยู่ที่ว่าเราจะต้องวิ่งตามอุตสาหกรรมใหม่หรือไม่ คำถามที่สำคัญกว่าคือทำยังไงที่เราจะสามารถคว้าโอกาสให้ไทยเป็น global supply chain เพื่อส่งต่อไปยังภาคอุตสาหกรรมในประเทศให้ได้จริง ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของเศรษฐกิจไทยเช่นกัน
จากรายละเอียดตัวเลขต่าง ๆ ตนขอเรียนว่าเศรษฐกิจไทยได้ขยับเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ New Economy โลกแล้ว หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกำลังปรับวิธีการจัดกลุ่มดัชนีต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับภาพอุตสาหกรรมใหม่ของโลก ถัดจากนี้ไป เราจะได้เห็นภาพที่คมชัดขึ้นของการก้าวไปของเศรษฐกิจไทยอย่างแน่นอน
ถึงแม้ว่า ตัวเลข GDP ในไตรมาสนี้ยังไม่ใช่ตัวเลขที่เราพอใจ แต่ตัวเลขนี้ยืนยันว่าการคาดการณ์และมาตรการประคองเศรษฐกิจของเรามาถูกทาง
สำหรับคำถามที่ว่าเศรษฐกิจประเทศไทยอยู่ตรงไหน เราอยู่ในช่วงที่รัฐบาลกำลังเร่ง‘ประคองเศรษฐกิจเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านให้เศรษฐกิจสามารถโตเต็มศักยภาพ‘ โดยเห็นสัญญาณการเติบโตของเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ในไตรมาสที่ 2 นี้
อย่างไรก็ตาม ตนจะขอมาเขียนต่อตอนที่ 2 ว่าเศรษฐกิจไทยจะเดินทางไหน โดยเฉพาะการปรับโครงสร้างและการฟื้นฟูเศรษฐกิจที่กำลังวางแผนและเริ่มดำเนินการทั้งในระยะสั้น กลาง ยาว และนำไปสู่ผู้ประกอบการ SMEs และทุกภาคส่วนต่อไปอย่างไร
กสิกรไทยคงเป้า GDP ปี”69 โต 2% คาดไตรมาส 4 ชะลอ
SCB EIC คาดเศรษฐกิจปี 70 โตเท่าเดิม
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) คงประมาณการเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะขยายตัว 2%YoY แม้สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางจะกลับมารุนแรงขึ้น โดยเศรษฐกิจไทยยังได้รับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ การส่งออก และการลงทุนภาคเอกชนที่ยังขยายตัวได้ดี ทั้งนี้นโยบายภาครัฐมีบทบาทสำคัญในการประคับประคองเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่ยังไม่สามารถสร้างแรงขับเคลื่อนใหม่ให้เศรษฐกิจเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง มาตรการสำคัญประกอบด้วย 1. การช่วยเหลือประชาชนผ่านการเติมเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและโครงการไทยช่วยไทยพลัส และ 2. มาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพด้วยการพยุงราคาน้ำมันและค่าไฟฟ้า สำหรับปี 2570 คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวใกล้เคียงกับปี 2569 ที่ 1.9%YoY
อ่านเนื้อหาอื่นเพิ่มเติม




