ฐิติมา ชูเชิด ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาค ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) วิเคราะห์สถานะอันดับความน่าเชื่อถือ หรือ เครดิตเรตติ้ง (Credit Rating) ของไทย หลังต่างชาติปรับมุมมองแนวโน้มดีขึ้น ว่าแม้ไทยจะได้รับสัญญาณเชิงบวกด้านอันดับเครดิตจากมูดี้ส์ (Moody’s) และเอสแอนด์พี โกลบอล เรทติ้งส์ (S&P Global Ratings) ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 แต่ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ไทย “ผ่านการประเมิน” ได้ในระยะสั้น แต่อยู่ที่คำถามว่า ความเชื่อมั่นจะยั่งยืนหรือไม่
เพราะแม้ความกังวลด้านลบจะลดลง เศรษฐกิจไทยถูกมองว่าเริ่มเข้าสู่ช่วงตั้งหลัก (Stabilisation phase) ความเชื่อมั่นของตลาดเริ่มฟื้นตัวได้ แต่โจทย์เชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยยังคงอยู่ โดยเฉพาะในมิติของศักยภาพการเติบโตเศรษฐกิจในระยะยาว และความยั่งยืนทางการคลัง ซึ่งเป็นประเด็นที่สถาบันจัดอันดับเครดิตให้ความสำคัญมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ในบริบทเช่นนี้ สิ่งที่ต่างชาติกำลังประเมินไทยจึงไม่ใช่เพียงว่า “ภาพประเทศดูดีขึ้นหรือไม่” แต่คือ “ประเทศไทยสามารถทำให้ภาพดีขึ้นได้อย่างยั่งยืนจริงหรือไม่” ดังนั้นการประเมินของฟิทช์ เรทติ้งส์ (Fitch Ratings) ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้จึงเป็นบททดสอบสำคัญของไทย และแนวโน้มต้นทุนการเงินประเทศในช่วงระยะข้างหน้า
สัญญาณบวกมีจริง แต่ยังไม่ใช่จุดเปลี่ยนอันดับเครดิตไทย
ในช่วงไตรมาส 2 ของปี 2569 ไทยได้รับสัญญาณเชิงบวกด้านอันดับเครดิต โดย Moody’s ปรับมุมมองจาก “เชิงลบ (Negative)” เป็น “คงที่ (Stable)” และคงอันดับที่ Baa1 จากการประเมินว่า ผลกระทบจากสงครามการค้ากับสหรัฐอเมริกา ต่ำกว่าคาด ความไม่แน่นอนทางการเมืองลดลงสนับสนุนความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจ และแรงส่งการลงทุนในประเทศกลับมา เห็นได้จากตัวเลขการอนุมัติสิทธิประโยชน์การลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ (BOI) ซึ่งสะท้อนว่าความเสี่ยงในระยะสั้น ทั้งจากภายนอกและการเมืองคลี่คลายลง
ขณะที่ S&P คงอันดับไทยไว้ที่ BBB+ พร้อมมุมมอง Stable โดยเน้นปัจจัยความต่อเนื่องของนโยบาย เสถียรภาพด้านต่างประเทศ และความน่าเชื่อถือของกรอบนโยบายมหภาค ในระยะปานกลาง S&P มองทิศทางเศรษฐกิจไทยดีขึ้นกลับไปที่ราว 2.5% ขาดดุลการคลังลดลงเหลือไม่ถึง 3% ของ GDP และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลต่อเนื่องเฉลี่ยราว 2% ของ GDP
ฐิติมา มองว่า พัฒนาการดังกล่าวนี้ช่วยลดความกังวลในระยะสั้นเท่านั้น และฟื้นความเชื่อมั่นของนักลงทุนได้เพียงบางส่วน โดยเฉพาะเมื่อความเสี่ยงหลักของไทย เช่น ผลกระทบจากสงครามการค้าและการใช้นโยบายการคลังพยุงเศรษฐกิจ ไม่ได้แตกต่างจากประเทศในกลุ่มเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม ข่าวดีนี้อาจยังไม่ใช่ตอนจบ เพราะช่วงครึ่งหลังของปีคือจังหวะที่จะเริ่มสะท้อนผลของนโยบายและต้นทุนนโยบายที่ตามมา ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนจากการฟื้นของความเชื่อมั่นไปสู่การพิสูจน์ความน่าเชื่อถือของนโยบายอย่างแท้จริง
สำหรับ Moody’s และ S&P เน้นความสำคัญกับเสถียรภาพเศรษฐกิจในระยะสั้นและความต่อเนื่องของนโยบายค่อนข้างมาก แต่สิ่งที่ Fitch กำลังประเมินไทยอาจแตกต่างออกไป เพราะที่ผ่านมากรอบการพิจารณาของ Fitch ให้น้ำหนักกับความยั่งยืนทางการคลังและแนวโน้มหนี้สาธารณะในระยะกลางค่อนข้างมาก คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวหรือไม่ แต่คือไทยสามารถปฏิรูปการคลังทำให้หนี้สาธารณะเข้าสู่เสถียรภาพ และรักษาวินัยการคลังได้จริงหรือไม่
ในช่วงข้างหน้า การประเมินเครดิตของไทยกำลังเปลี่ยนจากการมอง “ผลลัพธ์ระยะสั้น” ไปสู่การประเมิน “ความเชื่อถือได้ของทิศทางในอนาคต” หรืออีกนัยหนึ่ง สิ่งที่ตลาดกำลังประเมินไทย จะไม่ใช่แค่การประกาศนโยบาย (Policy announcement) แต่คือการนำนโยบายไปปฏิบัติได้จริง (Policy execution)
ความน่าเชื่อถือนโยบายชี้ชะตาเครดิตไทย
ความท้าทายของไทยในช่วงเวลานี้ไม่ได้อยู่ที่การมีชุดนโยบาย แต่คือการสร้างสมดุล (Trade-off) ระหว่างนโยบายเศรษฐกิจระยะสั้นและระยะยาวที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ในด้านหนึ่ง นโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจยังมีความจำเป็นเพื่อพยุงการเติบโตและลดผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง ขณะที่นโยบายระยะยาวจะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศได้ แต่อีกด้านหนึ่ง การเพิ่มการใช้จ่ายและก่อหนี้กลับเพิ่มแรงกดดันต่อความยั่งยืนทางการคลัง หากยังไม่เห็นผลการปฏิรูปรายได้เกิดขึ้นชัดเจน
ผลลัพธ์คือ ชุดนโยบายเดียวกันนี้กำลังสร้างทั้ง “แรงขับเคลื่อนการเติบโต” และ “ความเสี่ยงด้านเครดิต” โดย ฐิติมา เชื่อว่า สิ่งนี้เป็นเหตุผลที่ตลาดไม่ได้มองเพียงตัวเลขในวันนี้ แต่กำลังประเมินว่า ประเทศไทยสามารถบริหารความขัดแย้งนี้ได้หรือไม่และมองว่าเป็นนโยบายที่น่าเชื่อถือ (Policy credibility) ในสายตาของนักลงทุน
หากอันดับเครดิตร่วงเสี่ยงเพิ่มต้นทุนกู้ยืม
ผู้อำนวยการอาวุโส SCB EIC อธิบานว่าหากเครดิตประเทศเปลี่ยน ต้นทุนการเงินทั้งระบบจะถูกตั้งราคาใหม่ โดยการเปลี่ยนแปลงของอันดับเครดิตไม่ได้จำกัดอยู่ที่ตลาดพันธบัตรรัฐบาล แต่ส่งผ่านไปทั้งระบบผ่านกลไก “การตั้งราคาความเสี่ยงใหม่” เมื่อความเชื่อมั่นด้านการคลังอ่อนลง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะปรับสูงขึ้น Credit spread ของเอกชนกว้างขึ้น และท้ายที่สุดจะสะท้อนไปสู่ต้นทุนการกู้ยืมของภาคธุรกิจและครัวเรือน
มีหลักฐานเชิงประจักษ์ชี้ว่า การถูกปรับลดอันดับเครดิต โดยเฉพาะการหลุดจาก Investment grade จะสามารถกดดันต้นทุนการกู้ยืมให้เพิ่มขึ้นได้มากกว่า 1% ในระยะสั้น สะท้อนการปรับ “Risk premium” ของทั้งประเทศ และในทางปฏิบัติ ผลกระทบนี้จะไม่ได้หยุดอยู่ในตลาดทุน แต่จะถูกส่งผ่านต่อไปยังเศรษฐกิจจริงผ่านการลงทุนที่ชะลอลง การจ้างงานที่อ่อนแรง และชะลอการเติบโตของเศรษฐกิจประเทศนั้น ๆ ได้
กรณีของสหรัฐฯ หลังถูก Moody’s ปรับลดอันดับเครดิตในช่วงต้นปีนี้เหลือ Aa1 (จากเดิม Aaa) ตามหลัง 2 รายใหญ่ที่ปรับลดไปก่อนหน้าแล้ว มีส่วนทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวสหรัฐฯ ปรับสูงขึ้น และส่งผ่านต่อไปยังอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อ เช่น Mortgage และ Credit card ขณะที่กรณีของอินโดนีเซีย Sell-off ในช่วงเดือน มิ.ย. สะท้อนความเสี่ยงอีกมิติหนึ่งให้เห็น แม้ว่าประเทศจะไม่ได้ถูก Downgrade แต่การถูกตั้งคำถามต่อ “ความน่าเชื่อถือของนโยบาย” อย่างต่อเนื่อง ก็สามารถกดดัน Sentiment ของนักลงทุน และเพิ่มความเสี่ยงต่อเงินทุนไหลออกและต้นทุนการกู้ยืมให้สูงขึ้นได้แล้ว
การเปลี่ยนแปลงของเครดิตประเทศจึงไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนมุมมอง แต่คือการเปลี่ยน “ราคาของต้นทุนเงินทั้งระบบ” ซึ่งจะค่อยทยอยส่งผ่านตลาดการเงิน และกิจกรรมเศรษฐกิจจริงในระยะถัดไป
แม้ว่าประเทศไทยอาจผ่านช่วงฟื้นตัวของความเชื่อมั่นในสายตา Moody’s และ S&P มาได้แล้ว แต่คำถามสำคัญ คือ ความเชื่อมั่นดังกล่าวเพียงพอและยั่งยืนหรือไม่ ในบริบทนี้ การประเมินของ Fitch จึงไม่ใช่เพียงอีกมุมมองต่ออันดับเครดิต แต่จะเป็นบทพิสูจน์ว่า ไทยสามารถเปลี่ยน “ความเชื่อมั่นระยะสั้น” ให้กลายเป็น “ความน่าเชื่อถือระยะยาว” และช่วย “ลดต้นทุนการเงินของประเทศ” ได้หรือไม่ในระยะข้างหน้า
“ในท้ายที่สุด สิ่งที่ประเทศกำลังถูกตัดสินไม่ใช่เพียงอันดับความน่าเชื่อถือ แต่คือ ‘ราคาของเงินทั้งประเทศ’ ที่จะถูกกำหนดใหม่ในระยะข้างหน้า” ผู้อำนวยการอาวุโส SCB EIC กล่าว
คลังตั้งเป้าดันจีดีพี 3% ท่ามกลางปัญหารอบด้าน
การกู้เงิน 400,000 ล้านบาทของรัฐบาล กำลังทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะไทยต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ขยับเข้าใกล้กรอบเพดานที่กฎหมายกำหนด 70% ซึ่งตามคาดการณ์ของกระทรวงการคลังจะเกิดขึ้นในปี 2570
กราฟแสดงสัดส่วนหนี้สาธารณะไทยต่อ GDP ณ วันที่ 30 เม.ย. 2569

ในขณะที่ เศรษฐกิจไทยยังอยู่ในภาวะเติบโตต่ำ โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินว่า GDP ปี 2569 จะขยายตัวที่ 2.3% และชะลอลงเหลือ 1.8% ในปี 2570 ซึ่งอาจมีผลต่อความสามารถในการจัดเก็บรายได้ของภาครัฐในระยะข้างหน้า
ก่อนหน้านี้ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ประกาศตั้งเป้าให้เศรษฐกิจไทยสามารถเติบโตเต็มศักยภาพที่ระดับ 3% ภายในปี 2573 ท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน พร้อมชูแนวคิดเปลี่ยนผ่านโครงสร้างประเทศผ่านยุทธศาสตร์ “5T” ควบคู่การบริหารงบประมาณขาดดุล ได้แก่
- Transformation: เร่งเปลี่ยนผ่านสู่ระบบ One Government เชื่อมโยงฐานข้อมูลภาครัฐอย่างไร้รอยต่อเพื่อลดต้นทุนภาคธุรกิจ
- Transition to Green: ปรับโครงสร้างระบบภาษีและสิทธิประโยชน์เพื่อจูงใจให้ภาคเอกชนมุ่งสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
- Targeted Measures: ปรับรูปแบบมาตรการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย (Targeted) มากยิ่งขึ้น เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการใช้งบประมาณ
- Talent & Trust: การดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ในกลุ่มอุตสาหกรรมอนาคต ควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบการคลัง
นอกจากนี้ในการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ยังได้มีการตั้งเป้าหมายระยะยาวให้ไทยเป็นประเทศรายได้สูง ภายใน 12 ปี และระยะปานกลาง จะยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยให้อยู่ในอันดับ 20 ของโลก ภายในปี 2573
อ่านเนื้อหาอื่นเพิ่มเติม




