กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund หรือ PVD) เป็นสวัสดิการภายในของภาคเอกชน หรือหน่วยงานอิสระภาครัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ ถือเป็นระบบการออมภาคสมัครใจที่มีกฎหมายรองรับ และเป็น “เสาหลัก” สำคัญของระบบการออมเพื่อการเกษียณ
PVD เป็นสวัสดิการสำคัญเพื่อการออมระยะยาวของพนักงาน และ เป็น “ภาคสมัครใจ” โดยพนักงานสามารถเลือกสมัครเข้าเป็นสมาชิกกองทุน โดยพนักงานจ่าย “เงินสะสม” ซึ่งสามารถเลือก”สะสม” ได้ตามอัตราที่กำหนดว่าจะให้หักกี่เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือน ในขณะที่นายจ้างก็จะจ่าย “เงินสมทบ” ให้ตามเงื่อนไขและอายุการทำงาน/อัตราที่องค์กรนั้น ๆ กำหนด
ดังนั้น เงินออมของสมาชิก จะประกอบด้วย เงินสะสม + เงินสมทบ + ผลประโยชน์จากการลงทุน และเมื่อลาออก เกษียณอายุ หรือ ออกจากกองทุน สมาชิกจะได้รับเงินก้อนเต็มจำนวน ตามสัดส่วนอายุงาน
สำหรับ “เงินสะสม” ก็สามารถนำไปลดหย่อนภาษีเงินได้ประจำปีได้
นอกจากนี้ มีการแก้ไขกฎหมาย เปิดให้สมาชิกเลือก “ลงทุน” โดยสามารถเลือกแผนการลงทุนที่เหมาะกับระดับความเสี่ยงและอายุของตนเองได้ เช่น หุ้น ตราสารหนี้ หรือ กองทุนในต่างประเทศ

ปัจจุบัน กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ อยู่ภายใต้การดูแลของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้มีการปรับปรุงหลักเกณฑ์ให้ยืดหย่นมากยิ่งขึ้น ทั้งในเรื่องการลงทุนและการเปลี่ยนแปลงเมื่อต้องออกจากงานหรือเปลี่ยนงาน ดังนั้น หากใครเป็นสมาชิก PVD ควรศึกษาทางเลือกอ่างละเอียดในการจัดการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
กรณีไม่ออกจากงาน
กรณีไม่ออกจากงาน แบ่งเป็น 2 กรณี
- มีการลาออกจากกองทุน สมาชิกกองทุนฯลาออกจากงานและลาออกจากกองทุนด้วย สมาชิกจะได้รับเงินก้อน แต่ต้องพิจารณา เนื่องจากหากอายุไม่ถึง 55 ปีบริบูรณ์และเป็นสมาชิกน้อยกว่า 5 ปี จะทำให้ต้องนำเงินส่วนนี้ไปคำนวณภาษี
- กรณีนายจ้างมีการยกเลิกกองทุน PVD ลูกจ้างที่เป็นสมาชิกกองทุนต้องพิจารณาว่าต้องการใช้เงินหรือไม่ หากต้องการใช้เงินสามารถรับเงินก้อนได้ หรือ อีกทาง คือ โอนไปกองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) สำหรับ PVD ซึ่งมีบริษัทจัดการกองทุนรวมซึ่งส่วนใหาเป็นบริษัทย่อยของธนาคาร ให้เลือกโอนไปได้
กรณีออกจากงาน
ออกจากงานเพราะเกษียณอายุ ต้องพิจารณาว่าต้องการใช้เงินหรือไม่ หากต้องการใช้ก็สามารถรับ “เงินก้อน” แต่หากขณะรับเงินก้อน มีอายุไม่ถึง 55 ปีบริบูรณ์ และเป็นสมาชิกน้อยกว่า 5 ปี เงินจำนวนนี้จะนำไปคำนวณภาษีประจำปี แค่หากอายุมากกว่า 55 ปี จะไม่เสียภาษี
อย่างไรก็ตาม หากยังไม่จำเป็นต้องใช้เงิน ก็สามารถคงไว้ในกองทุนเดิมได้ โดยจะเสียค่าธรรมเนียมรายปี และเงินของสมาชิกส่วนนี้จะได้รับการบริหารจากบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.)
นอกจากนี้ยังมีทางเลือก โดยการยื่นของ “รับเงินเป็นงวด” ซึ่งผู้เกษียณอายุ หรือ ผู้ที่ออกจากงานเมื่ออายุตั้งแต่ 55 ปีบริบูรณ์ ถึงจะขอรับเงินงวดได้ และเสียค่าธรรมเนียมการรับเงินรายงวด
ออกจากงานเดิมก่อนเกษียณอายุ หาก “ได้งานใหม่” ซึ่งหากนายจ้างใหม่ มี PVD สมาชิกต้องพิจารณาว่าอยากรวม PVD ไว้ในกองเดียวกันหรือไม่ โดยกรณีต้องการรวมไว้ในกองเดียวกัน ก็สามารถทำเรื่องขอโอนไปรวมกับ PVD ของนายจ้างใหม่ แต่หากไม่ต้องการรวม ก็สามารถคงเงินไว้ในกอง PVD เดิมได้ (แต่จะเสียค่าธรรมเนียม) และสมัคร PVD ของนายจ้างใหม่ ซึ่งเท่ากับว่าจะมี PVD จำนวน 2 กอง (เก่าและใหม่)
กรณี นายจ้างไม่มี PVD (รวมถึงกรณี ออกจากงานแล้วไปประกอบอาชีพอิสระ และไม่ได้ทำงาน) หากสมาชิกกองทุนเดิมต้องการใช้เงินก้อน ก็สามารถขอรับเงินก้อนได้ (หากขณะรับเงินก้อน มีอายุไม่ถึง 55 ปีบริบูรณ์ และเป็นสมาชิกน้อยกว่า 5 ปี เงินจำนวนนี้จะนำไปคำนวณภาษีประจำปี) หรือ หากต้องการเก็บเงินไว้ ก็สามารถโอนไปยัง RMF สำหรับ PVD โดยจะต้องโอนทั้งจำนวน และเงินจะได้รับการบริหารโดยบลจ.ที่เลือกไว้
ทำไมต้องมี PVD
กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund: PVD) ในประเทศไทยจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นสวัสดิการภาคสมัครใจระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง โดยมุ่งหวังให้เป็นหลักประกันทางเศรษฐกิจและการออมเงินระยะยาวสำหรับพนักงานเมื่อเกษียณอายุ ลาออกจากงาน หรือออกจากกองทุน
PVD เป็นหนึ่งในเสาหลักของระบบการออมระยะยาว เพื่อรองรับเกษียณอายุ ดังนี้
-
เสาหลักที่ 1 เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ (ข้าราชการที่รับบำนาญมักจะถูกเว้นเว้นสิทธิ์ในส่วนนี้ เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนของงบประมาณรัฐ)
-
เสาหลักที่ 2 ระบบบำเหน็จบำนาญข้าราชการ และกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.)
-
เสาหลักที่ 3 การออมส่วนบุคคลโดยสมัครใจ เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) กองทุนรวมระยะยาว RMF) กองทุนรวมเพื่อส่งเสริมการออมระยะยาว (SSF) ประกันชีวิตแบบบำนาญ หรือการออมออมเพิ่มใน กบข.
เนื้อหาอื่นที่เกี่ยวข้อง:




