กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) บริหารเงินสำรองจนเกินเกณฑ์ตามกฎหมายเป็นครั้งแรกในรอบ 29 ปี โดยปัจจุบันมูลค่าเงินสำรองที่ กบข. บริหารอยู่ที่ประมาณ 967,000 ล้านบาท สูงกว่าเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดไว้ที่ 3 เท่าของงบประมาณรายจ่ายบำเหน็จบำนาญข้าราชการประจำปี 2569
ตามกฎหมาย กบข. จะต้องนำผลตอบแทนจากการบริหารเงินสำรองในส่วนที่เกินระดับดังกล่าว จำนวนประมาณ 1,789 ล้านบาท ส่งคืนเป็นรายได้แผ่นดินในช่วงต้นเดือน ต.ค. 2569
เมื่อ 16 ก.ย. 69 มูลค่ากองทุนกบข. รวม 1,581,548,284,410.24 บาท แบ่งเป็น มูลค่าสินทรัพย์สุทธิไม่รวมเงินสำรอง 616,125,927,580.58 บาท และ มูลค่ากองทุนส่วนสำรอง 965,422,356,829.66 บาท
ศรพล ตุลยะเสถียร เลขาธิการคณะกรรมการ กบข. ระบุว่า การนำผลตอบแทนจากการบริหารเงินสำรองส่งคืนเป็นรายได้แผ่นดินครั้งนี้ นับเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ก่อตั้ง กบข. เมื่อปี 2540 โดยยืนยันว่าการส่งเงินดังกล่าวไม่มีผลกระทบต่อเงินส่วนของสมาชิกแต่อย่างใด
ทั้งนี้ กบข. ขอให้สมาชิกมั่นใจว่า เงินออมของสมาชิกทั้งหมดยังคงได้รับการบริหารจัดการและลงทุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว และไม่ว่าสมาชิกจะออกจากราชการด้วยเหตุใด เงินส่วนของสมาชิกทั้งเงินต้นและผลประโยชน์ตอบแทนจากการลงทุนยังคงเป็นสิทธิของสมาชิก โดยจะได้รับคืนตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด
ปัจจุบัน กบข. บริหารจัดการเงินของกองทุนแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ เงินส่วนสมาชิกและเงินสำรอง โดยมีการจัดทำบัญชี การกำกับดูแล และกำหนดนโยบายการลงทุนของเงินแต่ละส่วนแยกออกจากกันอย่างชัดเจน
สำหรับเงินส่วนสมาชิก ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 1.2 ล้านคน ประกอบด้วยเงินสะสมที่หักจากเงินเดือนของสมาชิกและนำส่ง กบข. ทุกเดือน รวมกับเงินสมทบ เงินประเดิม และเงินชดเชยจากรัฐ ซึ่ง กบข. มีหน้าที่บริหารจัดการและนำไปลงทุนตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด เพื่อสร้างผลตอบแทนและความมั่นคงทางการเงินให้แก่สมาชิก
ขณะที่เงินสำรองของกระทรวงการคลัง เป็นเงินที่รัฐจัดสรรงบประมาณให้ กบข. บริหาร เพื่อเป็นหลักประกันสำหรับการจ่ายบำเหน็จบำนาญข้าราชการในกรณีเกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจ หรือสถานการณ์ที่อาจส่งผลกระทบต่อฐานะการคลังของประเทศ
เปิดมาตรา 72 ที่มาส่งเงินส่วนเกินคืนคลัง
ตามพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2539 มาตรา 72 กำหนดให้รัฐตั้งงบประมาณรายจ่ายเป็นรายปี จำนวนไม่น้อยกว่า 20% ของงบประมาณรายจ่ายบำเหน็จบำนาญของข้าราชการประจำปี เข้าบัญชีเงินสำรองทุกปี จนกว่าเงินสำรอง เงินกองกลาง และดอกผลของเงินดังกล่าวจะมีจำนวนรวมกัน 3 เท่าของงบประมาณรายจ่ายบำเหน็จบำนาญของข้าราชการประจำปี
หลังจากนั้น ให้รัฐตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีเพื่อให้เงินสำรอง เงินกองกลาง และดอกผลของเงินดังกล่าวคงอยู่ในระดับ 3 เท่าของงบประมาณรายจ่ายบำเหน็จบำนาญของข้าราชการในแต่ละปี และหากมีจำนวนเกิน 3 เท่า ให้กองทุนนำเงินส่วนที่เกินส่งเป็นรายได้แผ่นดิน
นอกจากนี้ ในกรณีเกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจของประเทศ รัฐอาจสั่งให้กองทุนส่งเงินออกจากบัญชีเงินสำรองกลับคืนเป็นรายได้แผ่นดิน เพื่อนำไปจ่ายเป็นบำเหน็จบำนาญข้าราชการได้ โดยต้องตราเป็นพระราชกฤษฎีกา และรัฐจะต้องจัดสรรงบประมาณชดเชยเงินส่วนที่นำไปใช้กลับคืนให้กองทุนในปีงบประมาณถัดไป
บทความที่เกี่ยวข้อง:




