กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ภายใต้การนำของ ศรพล ตุลยะเสถียร เลขาธิการคนใหม่ หลังเข้ารับตำแหน่งตั้งแต่เดือน ก.ค. 2569 ที่ผ่านมา โดยได้ประกาศวิสัยทัศน์ “สร้างอนาคตที่มั่นคงให้กับข้าราชการไทยและประเทศชาติ” มุ่งยกระดับการลงทุนมืออาชีพ ดูแลสมาชิกอย่างเข้าใจ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยยั่งยืน
ข้าราชการเป็นหนี้เฉลี่ย 1.8 ล้านบาท
ในช่วงที่เหลือของปี 2569 กบข. จะเร่งดำเนินการในด้านสมาชิก คือ การเชื่อมข้อมูลของหน่วยงานที่สำคัญ ทั้งกระทรวงการคลัง บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (เครดิตบูโร) กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เพื่อให้สามารถความเข้าใจสถานการณ์ทางการเงินและความต้องการของสมาชิกได้ รวมจะทำให้สามารถออกแบบบริการแผนการลงทุนและให้คำแนะได้ตรงกับความต้องการสมาชิก
ปัจจุบัน กบข. ยังไม่มีข้อมูลเชิงรายละเอียดเกี่ยวกับภาระหนี้และการออมในสินทรัพย์ประเภทต่าง ๆ ของสมาชิก โดยขณะนี้ได้เริ่มหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อวางแนวทางเชื่อมโยงข้อมูลแล้ว

สาเหตุที่ กบข. ต้องเร่งดำเนินการดังกล่าว เนื่องจากพบว่า ในแต่ละปีมีสมาชิก กบข. เกษียณอายุราชการประมาณ 20,000 คน โดยในปีนี้ 2569 มีข้าราชการที่จะเกษียณส่วนใหญ่ประมาณ 39% ที่คาดว่าจะได้รับเงินก้อนจาก กบข. เฉลี่ยเพียง 1 – 1.5 ล้านบาท ขณะที่ข้าราชการมีภาระหนี้เฉลี่ยประมาณ 1.8 ล้านบาท สมาชิกส่วนใหญ่จึงอาจนำเงินก้อนที่ได้รับจาก กบข. ไปชำระหนี้เกือบทั้งหมด
“ข้าราชการที่จะเกษียณในปีนี้ ผมเห็นตัวเลขอีกอันนึง หนี้เฉลี่ยของข้าราชการเนี่ยประมาณ 1.8 ล้านบาท แสดงว่า ถ้าโดยปกติเนี่ย เงินที่ได้รับจาก กบข. ถ้ารับเป็นก้อนนะ ส่วนใหญ่ก็ไปใช้หนี้ ก็โปะพอดี” ศรพล กล่าว
อย่างไรก็ตาม สมาชิกอาจยังได้รับเงินบำนาญจากกรมบัญชีกลางอีกทางหนึ่ง ซึ่งก็ยังเป็นตัวตัวช่วย แล้วก็จะน่าจะเป็นโอกาสถ้านำเงินส่วนนี้มาออมต่อกับ กบข.

ทังนี้ จากข้อสมาชิก กบข. ในปัจจุบันที่มีทั้งหมดประมาณเกือบ 1.3 ล้านคน พบว่าสัดส่วน 73% ของสมาชิกทั้งหมด จะมีคุณภาพชีวิตหลังเกษียณต่ำกว่าเกณฑ์ P75 หรือระดับที่ถือว่า “ดีพอ” เป็นเกณฑ์ที่ กบข. ใช้ประเมินว่าผู้เกษียณควรมีเงินเพียงพอสำหรับดำรงชีวิตในระดับที่เหมาะสม โดยมีเงินรองรับค่าใช้จ่ายประมาณ 37,000 บาทต่อเดือน สะท้อนว่าสมาชิกจำนวนมากยังเผชิญความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว
ขณะเดียวกัน กบข. ยังพบว่า มีสมาชิกที่เลือกออมเพิ่มเพียง 35% หรือ 447,866 ราย ขณะที่อีก 65% หรือ 832,396 ราย ยังไม่ได้ออมเพิ่มจากอัตราเงินสะสมปกติ
แก้กฎหมายเปิดทางอดีตสมาชิกกลับมาลงทุน กบข.
ทั้งนี้ กบข. ยังเตรียมปรับปรุงกฎหมายเพื่อขยายสิทธิ์ทางเลือกในการบริหารเงินเพื่อวัยเกษียณ หรือ “ออมต่อ” ให้ครอบคลุมอดีตสมาชิกและข้าราชการบำนาญ โดยเปิดทางให้นำเงินก้อนที่ได้รับเมื่อเกษียณ หรือเงินบำนาญที่ได้รับเป็นรายเดือน กลับมาให้ กบข. บริหารจัดการต่อได้ เพื่อเพิ่มโอกาสสร้างความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว และลดความเสี่ยงจากการถูกหลอกลวงโดยมิจฉาชีพทางการเงิน
ขณะนี้ กบข. ได้ยกร่างพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ เสร็จแล้ว และเตรียมเสนอต่อคณะกรรมการ กบข. ก่อนส่งให้กระทรวงการคลังพิจารณา จากนั้นจึงเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) และเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของรัฐสภา
จากผลสำรวจความคิดเห็นของอดีตสมาชิกและข้าราชการบำนาญ พบว่า 93.8% หรือ 416 คน สนใจนำเงินก้อนกลับมาให้ กบข. บริหารอีกครั้ง ขณะที่ 80.2% หรือ 1,352 คน สนใจนำเงินบำนาญที่ได้รับเป็นรายเดือนมาให้ กบข. บริหารต่อ
ผลสำรวจอดีตสมาชิก กบข. ถึงการนำเงินบำนาญและเงินที่ได้รับจากกบข.ไปแล้ว นำกลับมาลงทุนกับ กบข.ใหม่

ข้าราชการเออร์ลี่รีไทร์ยังออมต่อได้
สำหรับแผนปฏิรูประบบข้าราชการ เลขาธิการ กบข. ระบุว่า หากมีมาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนด ปัจจุบันกฎหมายยังเปิดให้สมาชิกสามารถออมเงินกับ กบข. ต่อได้ ดังนั้นสิ่งสำคัญคือการสื่อสารให้สมาชิกทราบว่ายังมีทางเลือกในการบริหารเงินเพื่อวัยเกษียณต่อเนื่องกับ กบข.
ส่วนกรณีที่ภาครัฐอาจรับข้าราชการใหม่ลดลงนั้น กบข. ยังอยู่ระหว่างติดตามทิศทางนโยบาย ขณะที่หากมีการปรับโครงสร้างค่าตอบแทนหรือเพิ่มเงินเดือนข้าราชการ ก็อาจช่วยเพิ่มเงินสะสมเข้าสู่กองทุนได้
ทั้งนี้ กบข. ยืนยันว่า ไม่ว่าจำนวนสมาชิกหรือขนาดเงินกองทุนจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด กบข. ยังพร้อมบริหารเงินของสมาชิกให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และไม่มองว่าเป็นอุปสรรคต่อการบริหารกองทุน
“การรักษาขนาดกองทุนเป็นประโยชน์ด้านรองนะ แต่ผมมองว่าการที่เขาสามารถมาออมต่อหรือลงทุนเพิ่มหลังเกษียณได้ เป็นสิ่งที่เราทำให้กับสมาชิกเราจะดูแลเขาตลอดช่วงอายุนะครับ คือไม่ใช่แค่เกษียณแล้วจบนะครับ แต่เราจะดูแลหลังเกษียณด้วย ในเชิงของโอกาสในการลงทุนนะครับ” ศรพล กล่าว
อย่างไรก็ตาม ในกรณีข้าราชการที่มีอายุราชการไม่ถึง 10 ปี ซึ่งตามกฎหมายปัจจุบันจะยังไม่มีสิทธิได้รับบำเหน็จหรือเงินก้อนจาก กบข. ซึ่งหากมีมาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนด อาจมีคำถามว่าจะต้องแก้ไขกฎหมายเพื่อรองรับสิทธิของข้าราชการกลุ่มนี้หรือไม่ โดยเลขาธิการ กบข. ระบุว่า ประเด็นดังกล่าวยังต้องหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม
ศรพล ตุลยะเสถียร เลขาธิการ กบข.

ปรับใช้แผน TPA กระจายความเสี่ยงตาม “ปัจจัย” รับตลาดทุนผันผวน
ด้านการลงทุน เนื่องจากปัจจุบันตลาดทุนมีความซับซ้อนและผันผวนมากขึ้น จากทั้งปัจจัยเศรษฐกิจและความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์โลก ทำให้ประสิทธิภาพของการกระจายความเสี่ยงด้วยแนวทางจัดพอร์ตแบบเดิมอย่าง SAA (Strategic Asset Allocation) อาจไม่สม่ำเสมอในทุกภาวะตลาด
ที่ผ่านมาหลายสินทรัพย์ที่เดิมเชื่อว่าสามารถช่วยกระจายความเสี่ยงได้ เช่น หุ้นและตราสารหนี้ ซึ่งช่วยป้องกันพอร์ตได้ แต่ในบางช่วงภาวะตลาดอาจเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งหุ้นและตราสารหนี้ปรับลดลงพร้อมกัน หรือปรับเพิ่มขึ้นพร้อมกัน ส่งผลให้ประสิทธิภาพของการกระจายความเสี่ยงตามแนวคิดเดิมลดลง
กราฟแสดงประสิทธิภาพการกระจายหุ้นและตราสารหนี้ลดลง

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้กองทุนบำเหน็จบำนาญ (Pension Fund) หลายแห่งในต่างประเทศเริ่มศึกษาและนำแนวคิดการบริหารพอร์ตรูปแบบใหม่มาใช้ เพื่อให้สามารถกระจายความเสี่ยงและรับมือกับภาวะตลาดที่มีความซับซ้อนมากขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
กบข. จึงอยู่ระหว่างศึกษาแนวทางการจัดสรรสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์รูปแบบใหม่ หรือ TPA (Total Portfolio Approach) ซึ่งมีหลายกองทุนขนาดใหญ่ที่บริหารพอร์จด้วยวิธีนี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยง และสร้างผลตอบแทนระยะยาวที่เหมาะสมให้แก่สมาชิก
แนวทาง TPA ไม่ได้เริ่มต้นจากการกำหนดว่าจะต้องลงทุนในสินทรัพย์ประเภทใดหรือในสัดส่วนเท่าใดเป็นหลัก แต่จะพิจารณาจาก “ปัจจัยความเสี่ยงและสภาวะเศรษฐกิจ” ที่กำลังเกิดขึ้น แล้วจึงเลือกสินทรัพย์ที่เหมาะสมเพื่อรับมือกับปัจจัยเหล่านั้น
ตัวอย่างเช่น หากเศรษฐกิจอยู่ในช่วงขยายตัว ก็จะพิจารณาว่าสินทรัพย์ประเภทใดมีโอกาสได้รับประโยชน์จากการเติบโต หรือหากมีความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ ก็จะพิจารณากระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์ที่สามารถช่วยลดผลกระทบจากเงินเฟ้อ เช่นเดียวกับช่วงที่มีความเสี่ยงจากสงครามหรือความขัดแย้งระหว่างประเทศ ก็จะพิจารณาปรับพอร์ตให้เหมาะสมกับความเสี่ยงดังกล่าว
กองทุนขนาดใหญ่ของโลกที่บริหารพอร์ตโดย TPA

ดังนั้น แนวทาง TPA จึงเป็นการบริหารพอร์ตโดยมองจาก “ปัจจัยที่ขับเคลื่อนความเสี่ยงและผลตอบแทน” ก่อน แล้วจึงกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์ต่าง ๆ ที่ตอบโจทย์ปัจจัยเหล่านั้น แทนการยึดติดกับประเภทและสัดส่วนสินทรัพย์แบบตายตัว
ปัจจุบัน กบข. ได้เริ่มนำแนวคิด Hybrid TPA มาประยุกต์ใช้แล้ว และจะเดินหน้ายกระดับกระบวนการลงทุนให้มีความยืดหยุ่นและทันต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดโลกมากยิ่งขึ้น
ภาพแสดงรูปแบบบริหารพอร์ตแบบ Hybrid TPA โดย กบข. เริ่มใช้แล้วในส่วนแรก คือ Factor Lens

กบข. โชว์ผลตอบแทน 8.08% เตือนครึ่งปีหลังผันผวน จับตาฟองสบู่ AI
สำหรับผลตอบแทน กบข. ตั้งแต่ต้นปี ถึงวันที่ 16 ส.ค. 2569 แผนการลงทุนพื้นฐานทั่วไป อยู่ที่ 8.08% แผนการลงทุนตามหลักชะรีอะฮ์ 20.41% แผนหุ้นต่างประเทศ 24.19% แผนหุ้นไทย 34.69% โดย กบข. ระบุว่า ปีนี้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวได้ดี โดยได้รับแรงหนุนจากปัจจัยพื้นฐาน ขณะที่ผลประกอบการและรายได้ของบริษัทจดทะเบียนยังอยู่ในระดับที่ดี ส่งผลให้แผนหุ้นไทยสามารถสร้างผลตอบแทนได้โดดเด่นในช่วงที่ผ่านมา

ขณะที่ความเสี่ยงด้านการลงทุนในช่วงที่เหลือของปี 2569 กบข. ประเมินว่า เศรษฐกิจโลกยังมีแนวโน้มขยายตัว แต่ความผันผวนของตลาดจะยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่การเติบโตมีแนวโน้มกระจุกตัวมากขึ้นในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม คือ ความเสี่ยงฟองสบู่ในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ (หน่วยความจำ) สำหรับปัญญาประดิษฐ์ (AI Semiconductor) หลังราคาสินทรัพย์ปรับตัวขึ้นจากความคาดหวังต่อการเติบโตในระดับสูง ทำให้รายได้และอัตรากำไรของบริษัทจึงต้องเติบโตให้สอดคล้องกับความคาดหวังของนักลงทุน โดยตลาดกำลังเข้าสู่ช่วงประเมินมูลค่าใหม่มากกว่าผลจากปัจจัยพื้นฐานเพียงอย่างเดียว
ดังนั้น กบข. จึงต้องวางสถานะการลงทุนให้สามารถ รับโอกาสจากการเติบโตของอุตสาหกรรม AI ควบคู่กับการบริหารความเสี่ยง เพื่อรองรับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้น หากผลประกอบการในอนาคตไม่เป็นไปตามความคาดหวังของตลาด
นอกจากนี้ ยังต้องติดตามสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซและราคาน้ำมัน ทั้งการเปิดเส้นทางเดินเรือ ระดับราคาน้ำมันดิบเบรนท์ และค่าขนส่ง รวมถึงทิศทางเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ย โดยเฉพาะเงินเฟ้อพื้นฐาน อัตราผลตอบแทนที่แท้จริง และสัญญาณการปรับขึ้นดอกเบี้ย
อีกปัจจัย คือ ตลาดตราสารหนี้ภาครัฐและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาว ซึ่งต้องจับตาปริมาณการออกพันธบัตรและความน่าเชื่อถือด้านการคลังที่สำคัญ ขณะที่ภาษีของสหรัฐฯ 10 – 12.5% อาจเพิ่มต้นทุน กระทบการส่งออก และห่วงโซ่อุปทาน
ขณะเดียวกัน การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ (Midterm Election) ยังเป็นอีกปัจจัยที่อาจส่งผลต่อทิศทางนโยบายการค้า และเพิ่มความผันผวนให้กับตลาดการเงินในช่วงที่เหลือของปีนี้
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




