เบื้องหลังความสะดวกของการสั่งอาหาร เรียกรถ ส่งพัสดุ หรือจ้างบริการผ่านแอปพลิเคชัน คือแรงงานแพลตฟอร์มที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล แต่ขณะที่เทคโนโลยีและรูปแบบการทำงานเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ระบบคุ้มครองแรงงานกลับยังตามไม่ทัน จนเกิดคำถามสำคัญว่า เมื่อแรงงานไม่ได้เป็น “ลูกจ้าง” ตามกฎหมาย แต่ก็ไม่ได้มีอิสระอย่างแท้จริง การคุ้มครองควรออกแบบอย่างไรให้สอดคล้องกับโลกการทำงานยุคใหม่
“รายงานภาวะสังคมไทยไตรมาสสอง ปี 2569” สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานถึงสถานการณ์การจ้างงาน ในรูปแบบ “แรงงานแพลตฟอร์ม เมื่อการคุ้มครองต้องก้าวให้ทันการจ้างงานยุคดิจิทัล” โดยพบว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การใช้บริการผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การสั่งอาหาร การเรียกรถ การส่งพัสดุ ไปจนถึงบริการทำความสะอาด ความสะดวกเพียงปลายนิ้วสัมผัสทำให้แพลตฟอร์มดิจิทัลไม่ได้เป็นเพียงธุรกิจรูปแบบใหม่ แต่กลายเป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล
ขณะเดียวกันยังเปิดโอกาสให้ผู้คนจำนวนมากเข้าสู่ตลาดแรงงานในรูปแบบใหม่ สามารถกำหนดเวลาและรูปแบบการทำงานได้ยืดหยุ่น รวมถึงสร้างรายได้จากหลายช่องทางโดยไม่จำเป็นต้องผูกติดกับนายจ้างเพียงรายเดียว
ขณะที่การคุ้มครองทางกฎหมายังไล่ตามไม่ทันการจ้างงานในยุคดิจิทัล กลับพบว่าจำนวนแรงงานในแพลตฟอร์มเพิ่มจำนวนมากขึ้นทั่วโลก โดยข้อมูลจากธนาคารโลก (World Bank: WB) ประเมินในปี 2023 ว่า ทั่วโลกมีแรงงานแพลตฟอร์มประมาณ 154–435 ล้านคน หรือคิดเป็น 4.4–12.5 % ของกำลังแรงงานทั้งหมด สะท้อนให้เห็นว่าการทำงานผ่านแพลตฟอร์มไม่ได้เป็นเพียงทางเลือกของการจ้างงานอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของตลาดแรงงานโลก
สำหรับประเทศไทย ธุรกิจบริการดิจิทัล ซึ่งรวมถึงธุรกิจแพลตฟอร์ม มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่ามูลค่าตลาดจะเพิ่มขึ้นจาก 3.1 แสนล้านบาทในปี 2566 เป็น 5.2 แสนล้านบาทในปี 2570 และเป็นแหล่งจ้างงานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล โดยในปี 2568 รองรับแรงงานเกือบ 4.6 แสนคน
ขณะที่งานศึกษาของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ปี 2025 พบว่า ในปี 2566 Grab เพียงแพลตฟอร์มเดียวสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเกือบ 1.8 แสนล้านบาท หรือ 1 % ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) และก่อให้เกิดการจ้างงานมากกว่า 2.8 แสนตำแหน่ง ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงขนาดและความสำคัญของแรงงานแพลตฟอร์มที่มีต่อระบบเศรษฐกิจไทย
เมื่อสถานะแรงงานไม่ตรงกับสภาพการทำงาน
แม้แรงงานแพลตฟอร์มจะมีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ระบบคุ้มครองแรงงานไทยยังไม่สอดคล้องกับรูปแบบการทำงานที่เปลี่ยนไป เนื่องจากกฎหมายแรงงานแบ่งผู้ทำงานออกเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ “ลูกจ้าง” และ “ผู้ประกอบอาชีพอิสระ”
แรงงานแพลตฟอร์มกลับมีลักษณะอยู่กึ่งกลางระหว่างสองสถานะดังกล่าว โดยแพลตฟอร์มส่วนใหญ่ เช่น Grab, LINE MAN, Bolt และ BeNeat กำหนดให้ผู้ปฏิบัติงานมีสถานะเป็นผู้ให้บริการอิสระ (Partner) ซึ่งในทางกฎหมายมีลักษณะเป็นผู้รับจ้างทำของ (Contractor) จึงไม่อยู่ภายใต้ความสัมพันธ์แบบนายจ้างกับลูกจ้าง และไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายแรงงานเช่นเดียวกับลูกจ้างทั่วไป
แต่ในทางปฏิบัติ แรงงานกลับต้องทำงานภายใต้การกำกับของแพลตฟอร์มผ่านระบบอัลกอริทึม ทั้งการจัดสรรงาน การกำหนดค่าตอบแทน การประเมินผล และการระงับบัญชีผู้ใช้งานจึงเกิด “ช่องว่างในการคุ้มครอง” เพราะแรงงานกลุ่มนี้ไม่ได้รับสิทธิพื้นฐานเช่นเดียวกับลูกจ้าง ขณะเดียวกันก็ไม่สามารถกำหนดเงื่อนไขการทำงานได้อย่างอิสระเช่นเดียวกับผู้ประกอบอาชีพอิสระทั่วไป
3 ปัญหาใหญ่ที่แรงงานแพลตฟอร์มต้องเผชิญ
1.รายได้และสวัสดิการไม่มั่นคง
แรงงานแพลตฟอร์มไม่มีหลักประกันเรื่องค่าจ้างขั้นต่ำ ชั่วโมงการทำงาน วันลา หรือค่าชดเชยเมื่อยุติการทำงาน ขณะที่ค่าตอบแทนยังมีความไม่แน่นอนจากการแข่งขันที่สูงขึ้น การหักค่าธรรมเนียมของแพลตฟอร์ม ซึ่งบางแห่งสูงถึงร้อยละ 25 ตามข้อมูลขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ปี 2021 รวมถึงการปรับลดค่ารอบและเปลี่ยนโครงสร้างการจ่ายค่าตอบแทนเป็นระยะ โดยแรงงานอาจไม่ได้รับแจ้งล่วงหน้า
ข้อมูลของ Rocket Media Lab ปี 2567 พบว่า ระหว่างปี 2562–2566 ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มหลายรายปรับลดค่ารอบรวม 15 ครั้ง ส่งผลให้รายได้ของไรเดอร์มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ แรงงานยังต้องรับภาระต้นทุนการทำงานด้วยตนเอง ทั้งค่าน้ำมัน ค่าซ่อมบำรุงยานพาหนะ ค่าอินเทอร์เน็ต และค่าอุปกรณ์ที่จำเป็น ซึ่งคิดเป็นประมาณ 1 ใน 6 ของรายได้ ตามข้อมูลของ Smart SME ปี 2565 เมื่อคำนวณรายได้สุทธิแล้ว แรงงานส่วนใหญ่มีรายได้เฉลี่ยต่อชั่วโมงต่ำกว่าค่าจ้างขั้นต่ำอย่างมีนัยสำคัญ ตามข้อมูลของ Fairwork ปี 2568
2.อำนาจต่อรองยังจำกัด
ตลอดช่วงที่ผ่านมา แรงงานแพลตฟอร์ม โดยเฉพาะกลุ่มไรเดอร์ ได้รวมตัวกันเรียกร้องให้บริษัทแพลตฟอร์มและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ไขปัญหาการทำงาน
Rocket Media Lab พบว่า ระหว่างปี 2562–2566 มีการประท้วงของไรเดอร์รวม 113 ครั้ง ประเด็นที่ได้รับการตอบสนองจากแพลตฟอร์มส่วนใหญ่เป็นเรื่องความสะดวกในการทำงาน เช่น การปรับปรุงระบบ GPS การพัฒนาระบบกระจายงาน การชะลอการรับไรเดอร์รายใหม่ และการปรับปรุงระบบสนับสนุนผู้ให้บริการแต่ประเด็นเชิงโครงสร้าง เช่น ค่าตอบแทนและหลักประกันในการทำงาน ยังคงเป็นความท้าทายสำคัญ
3.อัลกอริทึมกลายเป็น “ผู้จัดการ” รูปแบบใหม่
ลักษณะเฉพาะของงานแพลตฟอร์มคือการบริหารจัดการแรงงานผ่านระบบดิจิทัล แพลตฟอร์มสามารถกำหนดว่าใครจะได้รับงาน งานใดมีค่าตอบแทนเท่าใด รวมถึงใช้ระบบประเมินผลและเงื่อนไขต่าง ๆ ในการควบคุมการทำงาน
ปัญหาจึงไม่ได้อยู่เพียงที่ค่าตอบแทน แต่รวมถึงความโปร่งใสของระบบอัลกอริทึมด้วย หากมีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการทำงานหรือระบบจัดสรรงานโดยที่แรงงานไม่สามารถรับรู้หรือโต้แย้งได้ อำนาจในการกำหนดเงื่อนไขการทำงานก็ยิ่งกระจุกตัวอยู่ที่แพลตฟอร์ม
ภาครัฐเริ่มขยับ แต่กฎหมายยังต้องตามให้ทัน
ภาครัฐมีความพยายามพัฒนากลไกเพื่อยกระดับการคุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์ม โดยอยู่ระหว่างการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและคุ้มครองผู้ประกอบอาชีพอิสระ พ.ศ. …. ซึ่งมีเป้าหมายกำหนดกลไกรับรองสิทธิและสวัสดิการพื้นฐานในการทำงาน ส่งเสริมการรวมกลุ่มของผู้ประกอบอาชีพอิสระ และจัดตั้งกองทุนส่งเสริมและคุ้มครองแรงงานอิสระ
นอกจากนี้ ยังมีการจัดตั้งคณะอนุกรรมการศึกษาแนวทางกำหนดค่าตอบแทนและสิทธิประโยชน์ขั้นต่ำสำหรับผู้ทำงานบนแพลตฟอร์ม โดยครอบคลุมประเด็นต่าง ๆ เช่น การเพิ่มค่ารอบและค่าออเดอร์งานพ่วงสำหรับไรเดอร์ การจัดให้มีสิทธิประโยชน์ด้านการประกันชีวิต และการสนับสนุนอุปกรณ์ที่จำเป็นต่อการทำงาน ซึ่งยังอยู่ระหว่างการพิจารณาและหารือร่วมกับผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม
โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการกำหนดว่าแรงงานแพลตฟอร์มควรถูกจัดให้อยู่ในสถานะ “ลูกจ้าง” หรือ “ผู้ประกอบอาชีพอิสระ” เท่านั้น แต่คือการออกแบบระบบคุ้มครองที่สอดคล้องกับสภาพการทำงานจริง
บทเรียนจากต่างประเทศ: ไม่จำเป็นต้องใช้สูตรเดียวกัน
หลายประเทศพัฒนาแนวทางคุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์มแตกต่างกัน โดยอาจแบ่งได้เป็น 2 แนวทางหลัก
แนวทางแรก คือ ใช้กฎหมายแรงงานที่มีอยู่และให้ศาลพิจารณาจากสภาพการทำงานจริงเป็นรายกรณี เช่น สหราชอาณาจักร ซึ่งศาลฎีกามีคำพิพากษาในปี 2564 ให้คนขับ Uber มีสถานะเป็น “Worker” ตาม Employment Rights Act 1996 ส่งผลให้ได้รับสิทธิพื้นฐาน เช่น ค่าจ้างขั้นต่ำและวันลาพักผ่อนโดยได้รับค่าจ้าง แม้สัญญาจะระบุว่าคนขับเป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระ แต่เมื่อเปิดแอปพลิเคชันและพร้อมรับงาน คนขับอยู่ภายใต้การควบคุมและเงื่อนไขที่แพลตฟอร์มกำหนด
ในทางกลับกัน คดี Deliveroo เมื่อปี 2560 ศาลวินิจฉัยว่าไรเดอร์เป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระ เนื่องจากสามารถส่งงานต่อให้ผู้อื่น ปฏิเสธงาน และกำหนดเวลาทำงานของตนเองได้อย่างอิสระ
แนวทางนี้เปิดโอกาสให้ศาลพิจารณาตามสภาพการทำงานของแต่ละแพลตฟอร์ม แต่ข้อจำกัดคือการคุ้มครองมักเกิดขึ้นเมื่อมีข้อพิพาทเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ซึ่งใช้เวลานาน มีค่าใช้จ่าย และแรงงานมักมีอำนาจต่อรองน้อยกว่าผู้ประกอบการ
แนวทางที่สอง คือ การออกกฎหมายเฉพาะสำหรับแรงงานแพลตฟอร์ม เช่น สเปน ซึ่งออก Rider Law ในปี 2564 กำหนดให้ไรเดอร์มีสถานะเป็นลูกจ้างโดยสันนิษฐาน เว้นแต่ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มจะพิสูจน์ได้เป็นอย่างอื่น พร้อมกำหนดให้เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับอัลกอริทึมที่ใช้จัดสรรงานและประเมินผลการทำงาน เพื่อเพิ่มความโปร่งใส
ขณะที่อิตาลียังคงให้ไรเดอร์มีสถานะเป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระ แต่กำหนดมาตรการคุ้มครองเฉพาะผ่าน Riders Decree เช่น การคุ้มครองกรณีอุบัติเหตุและการเจ็บป่วยจากการทำงาน
บทเรียนจากต่างประเทศจึงสะท้อนว่า กฎหมายไม่จำเป็นต้องกำหนดให้แรงงานแพลตฟอร์มมีสถานะเป็น “ลูกจ้าง” เสมอไป แต่สามารถออกแบบระดับการคุ้มครองให้เหมาะสมกับลักษณะการทำงานจริงได้
กติกาโลกกำลังมอง “งานจริง” มากกว่าสถานะในสัญญา
อีกประเด็นสำคัญคือการพัฒนามาตรฐานระหว่างประเทศเกี่ยวกับงานแพลตฟอร์ม โดยองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ได้รับรองอนุสัญญาฉบับที่ 193 ว่าด้วย “งานที่มีคุณค่าในระบบเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม” (Decent Work in the Platform Economy) เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2569 โดยมีหลักการสำคัญให้พิจารณาสถานะการจ้างงานจากลักษณะการทำงานที่เกิดขึ้นจริง มากกว่าสถานะที่ระบุไว้ในสัญญา
กรอบดังกล่าวครอบคลุมประเด็นสำคัญตั้งแต่ค่าตอบแทนที่เป็นธรรม ความปลอดภัยในการทำงาน การเข้าถึงระบบประกันสังคม สิทธิในการรวมตัวและเจรจาต่อรอง การคุ้มครองจากการเลือกปฏิบัติ ตลอดจนการกำกับดูแลการบริหารจัดการแรงงานผ่านระบบอัลกอริทึมและปัญญาประดิษฐ์
แม้อนุสัญญาดังกล่าวจะต้องผ่านกระบวนการให้สัตยาบันของแต่ละประเทศก่อนจึงจะมีผลผูกพันทางกฎหมาย แต่ถือเป็นกรอบสำคัญที่ผลักดันให้ประเทศต่าง ๆ ทบทวนกฎหมายและมาตรการคุ้มครองแรงงานให้สอดคล้องกับโลกการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไป
จาก “แรงงานนอกระบบ” สู่โจทย์ใหม่ของเศรษฐกิจดิจิทัล
สำหรับประเทศไทย กรอบมาตรฐานดังกล่าวสามารถนำมาใช้เป็นแนวทางพัฒนาระบบคุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์ม โดยเฉพาะการกำหนดหน้าที่ของผู้ให้บริการแพลตฟอร์มให้มีความชัดเจนมากขึ้น ทั้งการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับอัลกอริทึม การแจ้งล่วงหน้าเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการทำงานที่ส่งผลกระทบต่อรายได้ และการสร้างช่องทางให้แรงงานสามารถอุทธรณ์หรือขอคำอธิบายเมื่อถูกระงับบัญชี
ขณะเดียวกัน ประเทศไทยควรเร่งทบทวนและผลักดันร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและคุ้มครองผู้ประกอบอาชีพอิสระ พ.ศ. …. ให้มีเนื้อหาที่เหมาะสมกับบริบทของแรงงานยุคดิจิทัล และสามารถนำไปใช้ได้จริง ควบคู่กับการพัฒนาหลักประกันด้านรายได้ ความปลอดภัย ประกันสังคม และสิทธิประโยชน์พื้นฐาน
อีกเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามคือ สิทธิในการรวมตัว เพราะแรงงานแพลตฟอร์มที่กระจัดกระจายและทำงานผ่านแอปพลิเคชันอาจมีอำนาจต่อรองจำกัด การเปิดพื้นที่ให้สามารถรวมตัวหรือจัดตั้งองค์กรผู้แทนแรงงานที่ได้รับการรับรอง จึงเป็นกลไกสำคัญในการสะท้อนปัญหาและร่วมกำหนดมาตรการคุ้มครองกับภาครัฐและแพลตฟอร์ม
ท้ายที่สุด การคุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์มไม่ควรถูกมองว่าเป็นอุปสรรคต่อเศรษฐกิจดิจิทัล แต่ควรเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลที่ยั่งยืน เพราะแพลตฟอร์มอาจเติบโตได้จากเทคโนโลยี แต่ระบบเศรษฐกิจจะเดินหน้าต่อได้อย่างมีคุณภาพก็ต่อเมื่อคนที่อยู่เบื้องหลังความสะดวกเหล่านั้นมีรายได้ที่เป็นธรรม มีความปลอดภัย มีหลักประกัน และมีสิทธิที่จะมีส่วนร่วมกำหนดเงื่อนไขการทำงานของตนเอง
โจทย์ของประเทศไทยจึงไม่ใช่การหยุดการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน แต่คือการทำให้ “กฎหมายและระบบคุ้มครองเดินไปพร้อมกับเทคโนโลยี” เพื่อให้ความสะดวกของเศรษฐกิจดิจิทัลไม่ต้องแลกมาด้วยความไม่มั่นคงของคนทำงาน
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




