สินเชื่อซื้อสินค้าออนไลน์กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นในปัจจุบัน เนื่องจากสมัครง่าย อนุมัติรวดเร็ว และไม่ต้องใช้หลักประกัน โดยผู้กู้สามารถนำวงเงินไปใช้ซื้อสินค้าได้หลากหลายประเภท ตั้งแต่สินค้าทั่วไปจนถึงอาหารจานเดียวหรือเครื่องดื่มเพียง 1 แก้ว แล้วค่อยทยอยจ่ายคืนภายหลังเป็นรายงวด รูปแบบสินเชื่อดังกล่าวเรียกว่า Buy Now Pay Later (BNPL) หรือ “ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง”
สินเชื่อ BNPL ดอกเบี้ย 15 – 25% ต่อปี
BNPL เป็นสินเชื่อส่วนบุคคล (Personal Loan) แบบไม่มีหลักประกันและไม่ต้องใช้ทรัพย์สินค้ำประกัน โดยผู้ใช้บริการที่ได้รับอนุมัติสามารถใช้วงเงินได้กับร้านค้าบนแพลตฟอร์มขายของออนไลน์ และหน้าร้านค้าที่รับชำระบริการประเภทนี้ได้
ลักษณะของสินเชื่อประเภทนี้ คือ ผู้ใช้บริการจะได้รับสินค้าหรือบริการมาใช้ก่อน แล้วค่อยทยอยจ่ายเงินคืนภายหลังตามระยะเวลาที่เลือก เช่น จ่ายคืนภายใน 1 เดือน ส่วนใหญ่จะไม่เสียดอกเบี้ย หรือเลือกผ่อนชำระเป็นรายงวด ตามแผนการผ่อนชำระที่ผู้ให้บริการเสนอ เช่น ผ่อน 2 – 6 เดือน อัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 15% และ 25% ต่อปี ขึ้นอยู่กับว่าผู้ให้บริการอยู่ภายใต้การกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือไม่
ทั้งนี้ผู้ให้บริการสินเชื่อ BNPL ที่อยู่ภายใต้การกำกับของ ธปท. เป็นผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ ซึ่งในกรณีของสินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัล จะสามารถให้วงเงินได้สูงสุดรายละไม่เกิน 20,000 บาท อัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 25% ต่อปี ระยะเวลาการชำระคืนไม่เกิน 6 เดือน ขณะที่ผู้ให้บริการสินเชื่อ BNPL ที่ไม่อยู่ภายใต้การกำกับของ ธปท. สามารถปล่อยกู้โดยให้วงเงินมากกว่า 20,000 บาท อัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 15% ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ระยะเวลาชำระคืนขึ้นกับผู้ให้บริการแต่ละแห่งกำหนด
สมัครง่าย อนุมัติไว ดึงดูดคนใช้
นอกจากการให้เงินไปใช้ซื้อสินค้าและบริการก่อน จุดเด่นของสินเชื่อ BNPL ยังมีอีกหลายเรื่อง ตั้งแต่การสมัครใช้บริการที่ง่าย ขั้นตอนสมัครไม่ยุ่งยากซับซ้อน ใช้เอกสารน้อยในการสมัครและยืนยันตัวตน เช่น ใช้บัตรประชาชนเพียงใบเดียวและถ่ายรูปเพื่อยืนยันตัวตนก็สามารถสมัครขอใช้วงเงินสินเชื่อ BNPL ได้
ขณะที่ผู้ให้บริการ BNPL จะพิจารณาอนุมัติวงเงินจากข้อมูลประวัติการซื้อและการชำระเงินค่าสินค้าและบริการบนแพลตฟอร์ม อาชีพ และรายได้ ยกเว้นผู้ให้บริการที่มีขั้นตอนการสมัครขอใช้วงเงินสินเชื่อ ที่กำหนดให้ต้องส่งเอกสารการสมัครหลายอย่าง เช่น สลิปเงินเดือนและประวัติรายการเดินบัญชี สำหรับผู้สมัครที่เป็นพนักงานประจำ ผู้ให้บริการบางรายกำหนดให้ส่งรายงานข้อมูลเครดิต หรือกำหนดให้ต้องผูกบัญชีบัตรเดบิต / บัตรเครดิตก่อนถึงจะสมัครขอใช้บริการได้
โดยการพิจารณาอนุมัติมักจะใช้ระยะเวลาที่รวดเร็ว หรืออนุมัติวงเงินแทบจะทันทีหลังจากกรอกข้อมูลและทำตามขั้นตอนที่กำหนดไว้เสร็จไม่เกิน 10 นาที ส่งผลให้คนได้รับวงเงิน BNPL โดยง่าย โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบอาชีพอิสระที่ไม่ได้มีรายได้ประจำ เช่น ฟรีแลนซ์ พ่อค้า แม่ค้า ที่อาจจะเข้าถึงสินเชื่อในระบบประเภทอื่นได้ค่อนข้างยาก ก็สามารถสมัครและเข้าถึงสินเชื่อประเภทนี้ได้
อย่างไรก็ตาม ความเข้มงวดในการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อขึ้นกับผู้ให้บริการแต่ละแห่ง สำหรับผู้ให้บริการบางแห่ง แม้ผู้ขอใช้บริการไม่เคยมีประวัติการซื้อสินค้าและบริการในแพลตฟอร์มนั้นมาก่อน ก็สามารถสมัครและได้รับอนุมัติวงเงิน แต่ผู้ให้บริการบางแห่ง แม้ผู้ขอใช้บริการมีประวัติการซื้อสินค้าและบริการบนแพลตฟอร์มนั้นมาก่อน ก็อาจไม่สามารถยื่นขอสมัครสินเชื่อ BNPL ได้
นอกจากนี้ สินเชื่อ BNPL ยังสามารถช่วยบริหารสภาพคล่องทางการเงิน โดยผู้ใช้บริการสามารถวางแผนการใช้จ่ายเงินของตนเองจากการเลือกผ่อนชำระค่าสินค้าและบริการเป็นรายงวด ตามความสามารถในการชำระหนี้ของตนเอง ทำให้สภาพคล่องทางการเงินไม่ติดขัดและได้สินค้าและบริการที่ตนเองต้องการมาใช้งานด้วย
ดาบสองคำ BNPL ใช้เพลิน เป็นหนี้บาน
1. ระวังก่อหนี้เกินตัว เพราะซื้อเกินห้ามใจ ด้วยความสะดวกรวดเร็วในการสมัครของสินเชื่อ BNPL รวมถึงขั้นตอนการซื้อและจ่ายเงินที่ง่าย สามารถผ่อนสินค้าได้หลายประเภทและราคา อีกทั้งมีโปรโมชันและส่วนลดต่าง ๆ จำนวนมาก อาจทำให้ผู้ใช้บริการหลายคนตกเป็นเหยื่อการตลาด เข้าไปกดซื้อของและใช้วงเงินโดยไม่ทันระวังหรือไม่ทันคิดให้รอบคอบ จนอาจกลายเป็นก่อนหนี้เกินตัว เพราะซื้อของเกินกำลังจ่ายของตนเอง และหากผู้ใช้บริการจ่ายหนี้ไม่เต็มจำนวนที่ถูกเรียกเก็บหรือจ่ายหนี้ไม่ตรงเวลา ก็จะส่งผลให้เสียประวัติในรายงานข้อมูลเครดิตบูโร (NCB)
ทั้งนี้ผู้ให้บริการสินเชื่อ BNPL ที่เป็นสมาชิกกับ NCB มีหน้าที่ต้องส่งรายงานประวัติการชำระหนี้ของลูกหนี้หรือผู้ใช้บริการ BNPL ให้กับ NCB ด้วย ซึ่งประวัติการชำระหนี้ดังกล่าวจะถูกสถาบันการเงินต่าง ๆ นำไปใช้ประกอบการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อ หากลูกหนี้ชำระหนี้ตรงเวลาและเต็มจำนวน ประวัติเครดิตก็จะดี และมีโอกาสสูงที่จะได้รับการอนุมัติสินเชื่อในอนาคตจากสถาบันการเงิน
แต่หากลูกหนี้มีประวัติชำระหนี้ล่าช้า ไม่ตรงเวลา ประวัติเครดิตก็จะไม่ดี มีโอกาสได้รับอนุมัติสินเชื่อยาก และอาจถูกเรียกเก็บค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เพิ่มเติมด้วย เช่น ดอกเบี้ยผิดนัด ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ค่าติดตามทวงถามหนี้ ซึ่งอัตราการเก็บค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ขึ้นกับผู้ให้บริการแต่ละแห่งกำหนด
2. เสียดายวงเงินจนก่อหนี้เพิ่ม โดยผู้ให้บริการหลายแห่งมีการเสนอวงเงินเสริมหรือวงเงินชั่วคราวเพิ่มเติมจากวงเงินหลักที่ให้กับผู้ใช้บริการด้วย ซึ่งถ้าไม่ทันไตร่ตรองถึงความจำเป็นในการใช้วงเงิน ก็อาจก่อหนี้เพิ่มเพียงเพราะเห็นแก่วงเงินที่ได้รับเพิ่มเติม
3. ยอดผ่อนต่อชิ้นน้อย ไม่ได้หมายความว่าจ่ายไหว โดยบางครั้งผู้ซื้ออาจคิดเพียงว่ายอดผ่อนชำระสินค้าแต่ละชิ้นไม่ได้สูงมาก เช่น ผ่อนในราคาหลักสิบบาท จนถึงหลักร้อยบาทต่องวด จึงด่วนสรุปสามารถผ่อนจ่ายไหว แต่กลับลืมพิจารณาภาพรวมทั้งหมดว่า หากผ่อนสินค้าที่ยอดผ่อนต่อชิ้นน้อยแต่มีจำนวนหลายชิ้น ก็อาจทำให้ยอดผ่อนรวมทั้งหมดในแต่ละเดือนก็อาจมีจำนวนที่มากได้ จนอาจจะผ่อนชำระไม่ไหวได้ในที่สุด
4. มีปัญหาเพราะไม่รู้เงื่อนไขและข้อตกลงในการใช้บริการ เนื่องจากผู้ใช้บริการส่วนใหญ่จะกดยอมรับเงื่อนไขและข้อตกลงในทันทีตอนกดสมัครขอสินเชื่อ โดยไม่ค่อยอ่านเงื่อนไขและข้อตกลงในการใช้บริการก่อนตัดสินใจสมัครขอสินเชื่อ BNPL ทำให้ไม่รู้และไม่เข้าใจรายละเอียดการใช้บริการ จนอาจเกิดปัญหาหรือข้อพิพาทในการใช้บริการในภายหลังได้ ซึ่งมีรายละเอียดที่ควรอ่านก่อน เช่น อัตราดอกเบี้ยที่คิด ทั้งอัตราดอกเบี้ยปกติและอัตราดอกเบี้ยผิดนัดชำระ ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ค่าปรับกรณีชำระล่าช้า สิทธิในการยกเลิกหรือคืนสินค้า ทั้งนี้ หากอ่านแล้วมีคำถามหรือข้อสงสัย ควรสอบถามผู้ให้บริการให้เข้าใจก่อนสมัครใช้บริการ
5. เจอดอกเบี้ยหลบมุม ถึงแม้ยอดผ่อนชำระสินค้าแต่ละชิ้นอาจดูน้อย แต่ความจริงแล้วอัตราดอกเบี้ยต่อปีอาจสูงมาก โดยผู้ใช้บริการควรคำนวณอัตราดอกเบี้ยที่จ่ายก่อนกดซื้อว่ามีมากหรือน้อยแค่ไหน และยังคุ้มค่าพอที่จะเสียดอกเบี้ยจำนวนนั้นหรือไม่ นอกจากนี้ แม้ดอกเบี้ยที่เสียต่อรายการที่ซื้อจะมีไม่มาก แต่หากกดซื้อหรือผ่อนชำระสินค้าหลายชิ้น ก็อาจเสียดอกเบี้ยรวมทั้งหมดเป็นจำนวนที่มากได้
6. อาจถูกคิดค่าธรรมเนียมแฝง เนื่องจากผู้ใช้บริการอาจถูกคิดค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ในการซื้อสินค้าเพิ่มเติม เช่น ค่าธรรมเนียมการจัดการหรือดำเนินการ (Processing Fees) ทำให้สินค้าที่ซื้อแพงกว่าที่คิดไว้
7. เผลอจ่ายแบบ BNPL เพราะไม่ตรวจสอบก่อนกด ผู้ให้บริการบางแห่งอาจตั้งค่าการชำระเงินให้อยู่ที่วิธีการชำระเงินด้วยวิธี BNPL เป็นอันดับแรก หากผู้ซื้อไม่ตรวจสอบวิธีการชำระเงินให้ดีก่อนกดชำระเงินค่าสินค้าและบริการ ว่าเป็นวิธีการชำระเงินที่ต้องการใช้ เช่น ชำระด้วยเงินสด บัตรเครดิต ชำระเงินปลายทาง เป็นต้น ก็ทำให้ผู้ซื้ออาจกดใช้วงเงินสินเชื่อ BNPL โดยไม่ทันระวังหรือไม่ทันรู้ตัวได้
วิธีใช้ BNPL ให้ได้ประโยชน์สูงสุด
ตรวจสอบภาระหนี้ที่มี ก่อนก่อหนี้ใหม่ โดยตรวจสอบภาระหนี้ที่ต้องผ่อนชำระต่อเดือนดูก่อนว่าปัจจุบันมีภาระผ่อนหนี้ที่ต้องจ่ายต่อเดือนอยู่ที่เท่าไหร่ ก่อนตัดสินใจใช้สินเชื่อ BNPL เพิ่มเติม เพื่อไม่ให้ภาระผ่อนหนี้ต่อเดือนหนักมากเกินไปและตนเองยังสามารถจ่ายหนี้ไหว ซึ่งสัดส่วนภาระผ่อนหนี้ที่ดีคือไม่ควรเกิน 1 ใน 3 หรือ 33% ของรายได้ต่อเดือน โดยวิธีการคำนวณสัดส่วนภาระผ่อนหนี้ต่อเดือน คือ นำรายได้ต่อเดือนหารด้วยยอดรวมค่าใช้จ่ายที่จำเป็นและภาระผ่อนหนี้ต่อเดือน หากคำนวณแล้วสัดส่วนภาระหนี้ยังไม่ถึง 33% ของรายได้ ก็อาจจะพิจารณาใช้สินเชื่อ BNPL ซื้อหรือผ่อนชำระสินค้าเพิ่มเติมได้ ถ้าจำเป็น
วางแผนก่อนซื้อเสมอ กำหนดสัดส่วนการซื้อของในแต่ละเดือนว่าไม่ควรเกินกี่เปอร์เซ็นต์ของรายได้ เพื่อควบคุมการใช้จ่ายไม่ให้มากเกินไป นอกจากนี้ก่อนตัดสินใจซื้อสินค้าหรือบริการ ควรตั้งสติและคิดให้รอบคอบถึงความจำเป็นของสินค้าและบริการที่จะซื้อว่าจำเป็นต้องซื้อจริง ๆ หรือเพราะแค่อยากได้เท่านั้น
เปรียบเทียบก่อนใช้ โดยก่อนตัดสินใจซื้อสินค้า 1 ชิ้น อาจลองเปรียบเทียบราคา อัตราดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม และเงื่อนไขการให้บริการของผู้ให้บริการ BNPL แต่ละแห่งก่อน จากนั้นค่อยเลือกซื้อสินค้าและบริการจากผู้ให้บริการที่เสนอเงื่อนไขและข้อตกลงที่ดีที่สุด
หมั่นตรวจสอบยอดหนี้และจำนวนงวดที่เหลือ ว่ายอดหนี้คงเหลือที่ตนเองต้องผ่อนชำระของสินค้าและบริการแต่ละชิ้นในแต่ละแพลตฟอร์มของผู้ให้บริการเหลือยอดหนี้เท่าไหร่ และต้องผ่อนชำระอีกกี่งวดถึงจะชำระหมด เพื่อให้สามารถวางแผนจัดการสภาพคล่องในแต่ละเดือนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
วางแผนจ่ายหนี้ให้ดีจะได้ไม่มีปัญหา เช่น
- จดทุกครั้งที่ผ่อน โดยจดรายการสินค้าหรือบริการที่ซื้อหรือผ่อนชำระ ค่างวดที่ต้องจ่ายในแต่ละงวดและวันครบกำหนดที่ต้องชำระของผู้ให้บริการ BNPL แต่ละแห่งไว้ เพื่อคอยเตือนว่ามีภาระหนี้ที่ต้องจ่ายอยู่จำนวนเท่าไหร่ ครบกำหนดจ่ายวันไหนบ้าง ซึ่งจะช่วยป้องกันไม่ให้ลืม
- ตั้งแจ้งเตือนวันครบกำหนดชำระ โดยอาจตั้งแจ้งเตือนล่วงหน้าก่อน 3-7 วันก่อนครบกำหนดชำระ เพื่อให้มีเวลาเตรียมเงินสำหรับจ่ายชำระและไม่จ่ายชำระล่าช้าจนโดนคิดดอกเบี้ยหรือค่าปรับ
- จ่ายให้ตรงเวลาและครบตามจำนวนที่ถูกเรียกเก็บ เพื่อสร้างประวัติเครดิตที่ดีในการกู้ยืม
- ทยอยโปะ หากมีเงินเหลือในแต่ละเดือน ควรนำมาโปะหนี้ที่ผ่อนชำระอยู่หรือจ่ายมากกว่าค่างวดในแต่ละงวดที่ถูกเรียกเก็บ เพื่อลดภาระดอกเบี้ยที่ต้องจ่าย เนื่องจากสินเชื่อ BNPL ส่วนใหญ่คิดดอกเบี้ยด้วยวิธีลดต้นลดดอก (Effective Rate) ยิ่งจ่ายชำระเข้าไปมากเท่าใด เงินต้นยิ่งถูกตัดมากขึ้นเท่านั้น โดยควรสอบถามเงื่อนไขการให้บริการจากผู้ให้บริการก่อนทุกครั้ง
- ปิดหนี้ หากมีเงินก้อนที่เพียงพอที่จะปิดหนี้ อาจนำเงินดังกล่าวมาปิดหนี้ที่มีอยู่ เพื่อลดภาระการจ่ายหนี้ทั้งหมดลง อย่างไรก็ดี หลังจากปิดหนี้แล้ว อย่าลืมขอหนังสือหรือจดหมายปิดหนี้ดังกล่าวจากผู้ให้บริการด้วย โดยสอบถามเงื่อนไขการให้บริการจากผู้ให้บริการก่อนทุกครั้ง
- ติดต่อเจ้าหนี้เมื่อจ่ายไม่ไหว โดยเมื่อเริ่มมีปัญหาในการชำระหนี้ ให้รีบติดต่อเจ้าหนี้หรือผู้ให้บริการทันที เพื่อเจรจาขอปรับโครงสร้างหนี้ โดยขอปรับเงื่อนไขการชำระหนี้ให้ตนเองจ่ายไหว
สินเชื่อทุกประเภทใดรวมทั้ง BNPL ล้วนมีประโยชน์หากใช้อย่างถูกวิธี แต่หากใช้โดยขาดความเข้าใจและรอบคอบย่อมทำให้เกิดปัญหาตามมา เริ่มจากปัญหาการจัดการรายรับ-รายจ่าย การไม่มีแผนสำรองเรื่องเงิน หรือทัศนคติในแง่ต่าง ๆ เช่น ความเกรงใจที่เกินพอดี การเปรียบเทียบคุณค่าของตัวเองกับคนอื่นจากสิ่งของภายนอก
ดังนั้น จึงควรค้นหาสาเหตุอื่น ๆ นอกเหนือจากเรื่องเงินไม่พอใช้ และหาทางแก้ไขควบคู่ไปกับการแก้ไขปัญหาในเชิงการเงิน เพื่อให้มีชีวิตทางการเงินที่ดี ไม่เช่นนั้น BNPL ก็อาจเป็นน้ำบ่อใหม่ที่มาเพิ่มปัญหา หรือเป็นปัญหาแรก ๆ ในชีวิตของผู้ใช้บริการทางการเงินหน้าใหม่
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




