ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานสถานการณ์ธนาคารพาณิชย์ในไตรมาส 2/2569 ระบุว่า สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ณ ไตรมาส 1 อยู่ที่ 85.9% ลดลงจาก 86.7% ขณะที่ธนาคารพาณิชย์เริ่มระมัดระวังและเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น เนื่องจากความเสี่ยงด้านเครดิตของลูกหนี้เพิ่มสูงขึ้น
แม้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนจะลอดลง แต่ยอดหนี้จากแหล่งเงินอื่นกลับเริ่มขยายตัว โดยส่วนใหญ่มาจากสินเชื่อส่วนบุคคลที่ปล่อยผ่านสหกรณ์ออมทรัพย์และที่อยู่ที่อาศัยของสถาบันการเงินรัฐ (SFIs)

ขณะบางส่วนมาจากแหล่งอื่น ๆ ประกอบด้วย สถาบันรับฝากเงินอื่น บริษัทประกันภัยและประกันชีวิต บริษัทหลักทรัพย์ ธุรกิจบริหารสินทรัพย์ สถาบันการเงิน โรงรับจำนำ และสถาบันการเงินอื่น ๆ เช่น กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน บสย. ธุรกิจสินเชื่อรายย่อยระดับจังหวัด กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา การเคหะแห่งชาติ และสหกรณ์อื่นที่ไม่ใช่สหกรณ์ออมทรัพย์

สุโชติ เปี่ยมชล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายตรวจสอบแบบจำลอง และวิเคราะห์ความเสี่ยงสถาบันการเงิน ธปท. ระบุว่า ธนาคารพาณิชย์หลายแห่งได้ปรับเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อที่ระมัดระวังมากขึ้น ซึ่งช่วยป้องกันการเกิด NPL มากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา
ขณะเดียวกัน หนี้ครัวเรือนในไตรมาส 2 ยังไม่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยการขายหนี้ของธนาคารพาณิชย์ช่วยลดระดับหนี้ในระบบ ประกอบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศที่เป็นตัวเงิน (Nominal GDP) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากปัจจัยด้านราคา ทำให้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ปรับลดลง นอกจากนี้การกู้ยืมสินเชื่อรายย่อยยังคงชะลอตัว สะท้อนการลดภาระหนี้ (Deleveraging) ของภาคครัวเรือน จึงยังไม่เห็นสัญญาณหนี้ครัวเรือนจะกลับมาเพิ่มขึ้นในช่วงนี้
“แต่ฐานมันลดลง โอกาสที่จะเพิ่มขึ้น ตอนนี้อาจจะยังไม่ได้เห็นความเป็นไปได้ในการปรับเพิ่มขึ้นในช่วงนี้” สุโชติ กล่าว
สำหรับสินเชื่อสหกรณ์ ธปท. ยังคงติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากสินเชื่อที่ปล่อยสู่ภาคครัวเรือนมีความเปราะบางแตกต่างกัน แม้สินเชื่อสหกรณ์จะมีข้อได้เปรียบจากการเป็นสินเชื่อสวัสดิการ ซึ่งอาจมีการ “ตัดหน้าซอง” หรือหักชำระบางส่วนก่อนจ่ายเงินกู้
แต่ ธปท. ยังคงกังวลเกี่ยวกับการขยายตัวของหนี้ โดยเฉพาะกรณีที่มีการใช้หลักประกันไขว้กันระหว่างสินเชื่อ ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยง ขณะเดียวกัน แม้มีการตัดหน้าซองแล้ว แต่รายได้ที่พอดำรงชีพของสมาชิกก็อาจจะเหลือน้อย จึงต้องติดตามประเด็นดังกล่าวต่อ อย่างไรก็ตาม ธปท. เห็นว่าควรส่งเสริมให้สมาชิกสหกรณ์มีความรู้และวินัยทางการเงินมากขึ้น
แบงก์เร่งขายหนี้ กด NPL ทรงตัว 2.82%
สินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL หรือ Stage 3) ในไตรมาส 2 ปี 2569 ยังคงทรงตัว โดยมีสัดส่วนอยู่ที่ 2.82% ของสินเชื่อรวมทั้งหมด ใกล้เคียงกับไตรมาสก่อนหน้า จากการที่ธนาคารพาณิชย์เร่งขายหนี้ออกไปจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหนี้ SMEs และที่อยู่อาศัย ขณะที่ NPL ที่ลดลงบางส่วนยังมาจากการปรับโครงสร้างหนี้และกลับมาชำระหนี้คืนได้
สำหรับ NPL รายย่อยยังคงทรงตัว แต่สินเชื่อบางประเภทเริ่มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสินเชื่อส่วนบุคคลและสินเชื่อเช่าซื้อ สะท้อนแรงกดดันจากรายได้ของภาคครัวเรือนที่ยังมีความผันผวน

อย่างไรก็ตาม แม้ NPL ในภาพรวมจะทรงตัว แต่ลูกหนี้ที่ไหลเข้าสู่ NPL รายใหม่ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มลูกหนี้เปราะบางเดิมที่เผชิญแรงกระทบจากปัจจัยทางเศรษฐกิจ โดยสัดส่วนสินเชื่อที่มีความเสี่ยงด้านเครดิตเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (Stage 2) ปรับลดลงในทุกพอร์ตสินเชื่อ ส่วนหนึ่งเกิดจากลูกหนี้กลุ่มเปราะบางที่เลื่อนชั้นไปเป็น NPL ขณะที่บางส่วนได้รับความช่วยเหลือผ่านการปรับโครงสร้างหนี้และถูกปรับชั้นกลับมาเป็นลูกหนี้ที่ดีขึ้น
ผู้อำนวยการอาวุโส ธปท. ระบุว่า การไหลเข้าสู่ NPL ที่เพิ่มขึ้นในไตรมาสนี้ มาจากกลุ่ม Re-entry ซึ่งเป็นลูกหนี้ที่เคยได้รับการปรับโครงสร้างหรือหลุดจาก NPL แล้ว แต่กลับเข้าสู่สถานะ NPL อีกครั้งในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น สะท้อนว่าการเกิด NPL ในระยะนี้มาจากลูกหนี้ที่มีความเปราะบางอยู่เดิม เมื่อเผชิญกับแรงกระแทกทางเศรษฐกิจ จึงอาจมีความสามารถในการรองรับปัญหาได้น้อยลง โดย ธปท. จะติดตามพัฒนาการและแนวโน้มการไหลของหนี้ในแต่ละกลุ่มสินเชื่ออย่างใกล้ชิด
นอกจากนี้ ธปท. ได้เตรียมพร้อมมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้เพิ่มเติมไว้ล่วงหน้า หากสถานการณ์ส่งผลกระทบรุนแรงมากขึ้น เช่น การปรับเกณฑ์ให้ยืดหยุ่น เพื่อสนับสนุนให้ธาคารพาณิชย์ ปรับลดค่างวดที่ลึกมากพอเป็นการช่วงคราว
“ธุรกิจของไทยเผชิญปัญหารุมเร้า ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันจากต่างประเทศในช่วงก่อนหน้านี้ แล้วเราต้องแข่งขันกับสินค้านำเข้าที่ราคาถูก การที่เราต้องปรับตัวเพื่อไปสู่เทคโนโลยีใหม่ ๆ เราอาจจะยังตามโครงสร้างเศรษฐกิจแบบนั้นไม่ทัน เพราะฉะนั้นในช่วงนี้อาจจะต้องเตรียมความพร้อมเอาไว้ก่อน” สุโชติ กล่าว

สินเชื่อ SMEs หด 16 ไตรมาส
สำหรับสินเชื่อทั้งระบบธนาคารพาณิชย์ (รวมเครือ) ในไตรมาสนี้ ขยายตัว 2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) โดยปัจจัยหลักมาจากสินเชื่อของธุรกิจขนาดใหญ่ที่ขยายตัว 6.6%YoY เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า ตามความต้องการเงินทุนหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้น เนื่องมาจากต้นทุนพลังงานและราคาวัตถุดิบที่ปรับสูงขึ้น
ขณะที่สินเชื่อ SMEs ยังคงลดลง 4.6% มากกว่าไตรมาสก่อนหน้า และเป็นการลดลงเป็นไตรมาสที่ 16 ติดต่อกัน รวมถึงสินเชื่ออุปโภคบริโภคยังคงหดตัว 0.6% ใกล้เคียงกับไตรมาสก่อนหน้า จากความกงวัลเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านเครดิตของลูกหนี้กลุ่มเหล่านี้ที่ยังคงอยู่ในระดับสูง

แบงก์ตั้งสำรองลด ดันกำไร 8.3 หมื่นล้าน
ผลการดำเนินงาน ระบบธนาคารพาณิชย์ในไตรมาส 2 ปี 2569 มีกำไรสุทธิ 83,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยปัจจัยหลักมาจากกำไรจากการวัดมูลค่ายุติธรรมของตราสารทางการเงิน และรายได้จากค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ที่เพิ่มขึ้น

ขณะเดียวกัน ค่าใช้จ่ายสำรองปรับลดลง หลังจากธนาคารพาณิชย์ได้ตั้งสำรองในระดับสูงในช่วงก่อนหน้า ทำให้มีสำรองเพียงพอรองรับความเสี่ยงในภาวะวิกฤต รวมถึงการบริหารต้นทุนการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ปัจจัยดังกล่าวช่วยชดเชยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ลดลง ตามการปรับลดอัตราดอกเบี้ยให้กับลูกหนี้ให้สอดคล้องกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบาย รวมถึงมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้อย่างต่อเนื่อง

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




