ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อ 22 ก.ย. มีมติเห็นชอบแผนรองรับวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2569–2572 และแผนยุทธศาสตร์กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2569–2572 ตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) และกระทรวงพลังงาน (พน.) เสนอ
ตามพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 (พระราชบัญญัติฯ) มาตรา 5 กำหนดให้จัดตั้งกองทุนขึ้นกองทุนหนึ่ง เรียกว่า “กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง” ในสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สำนักงานฯ) มีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาเสถียรภาพระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมในกรณีที่เกิดวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิง
การดำเนินงานตามวัตถุประสงค์ให้อยู่ภายใต้กรอบนโยบายการบริหารกองทุนตามที่ กพช. กำหนด มาตรา 9 ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า “คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง” (คณะกรรมการฯ) และมาตรา 14 กำหนดให้คณะกรรมการฯ มีหน้าที่และอำนาจ
- (1) เสนอแผนรองรับวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิงและแผนยุทธศาสตร์กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต่อคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติเพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ
- (2) มาตรา 19 ให้สำนักงานฯ มีหน้าที่และอำนาจจัดทำแผนรองรับวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิงและแผนยุทธศาสตร์กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเสนอต่อคณะกรรมการฯ
5 แนวทางรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมัน
แผนรองรับวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2569 – 2572 และแผนยุทธศาสตร์กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2569 – 2572 ทำเพื่อปรับปรุงหลักเกณฑ์ แนวทาง และการดำเนินการรักษาเสถียรภาพระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมในกรณีที่เกิดวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิง ตามที่กำหนดในวัตถุประสงค์ของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงแห่งพระราชบัญญัติฯ และเพื่อให้รสอดคล้องกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ ตลอดจนช่วยสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศได้อย่างยั่งยืน
สำหรับแนวทางการรักษาเสถียรภาพระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ได้แก่
- 1) แยกบัญชีฐานะกองทุน ได้แก่ กลุ่มน้ำมัน และ LPG เพื่อหลีกเลี่ยงการอุดหนุนราคาข้ามกลุ่ม เชื้อเพลิง
- 2) มีกรอบความต่างของราคา ระหว่างดีเซลและเบนซิน หากเกิดวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิง คาดว่าจะยาวนานให้พิจารณาอุดหนุนราคาดีเซลและก๊าซปิโตรเลียมเหลว
- 3) ชดเชยราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเมื่อเกิดวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิง
- 4) เก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในช่วงที่ราคาตลาดโลกลดลง
- 5) ทบทวนแนวทางการรักษาเสถียรภาพระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมในกรณีที่เกิดวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิง และหลักเกณฑ์เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ
น้ำมันต้องวิกฤตแค่ไหน กองทุนถึงแทรกแซงได้
หลักเกณฑ์การบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง มีดังนี้
1) การบริหารให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
2) วิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิง หมายความว่า สถานการณ์ที่ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงมีการปรับ ราคาขึ้นอย่างรวดเร็ว หรือผันผวนอันอาจเกิดผลกระทบต่อการดำรงชีพของประชาชน หรือ สถานการณ์ที่น้ำมันเชื้อเพลิงอาจขาดแคลนและไม่เพียงพอต่อการใช้ในประเทศ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อมีเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งหรือหลายเหตุการณ์เกิดขึ้น ดังนี้
- สถานการณ์ที่ 1 ราคาปรับตัวสูงขึ้นกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชน โดยกลุ่มน้ำมัน คือ ราคาปรับตัวสูงขึ้นเกินกว่าระดับราคาที่เหมาะสม คือมากกว่า 30 บาทต่อลิตร และกลุ่มก๊าซปิโตรเลียมเหลว คือ ราคาต้นทุนโรงแยกก๊าซ ปตท. สผ. และ UAC สูงกว่าราคานำเข้า รวมถึงราคาขายปลีกเกิน 423 บาทต่อถัง 15 กิโลกรัม
- สถานการณ์ที่ 2 ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงมีความผันผวน โดยกลุ่มน้ำมัน คือ ราคาน้ำมันสำเร็จรูปปรับสูงขึ้นหรือลดลงมากกว่า 10 เหรียญสหรัฐอเมริกาต่อบาร์เรล ภายใน 1 สัปดาห์ และราคาขายปลีกปรับสูงขึ้นหรือลดลงมากกว่า 2 บาทต่อลิตร ภายใน 1 สัปดาห์ และกลุ่มก๊าซปิโตรเลียมเหลว คือ ราคาตลาดโลกเปลี่ยนแปลงสูงขึ้นหรือลดลง มากกว่า 35 เหรียญสหรัฐอเมริกาต่อตัน ภายใน 1 เดือน และราคาขายปลีกสูงขึ้นหรือลดลงรวมกันมากกว่า 1 บาทต่อกิโลกรัม ภายใน 1 เดือน
- สถานการณ์ที่ 3 น้ำมันเชื้อเพลิงมีแนวโน้มไม่เพียงพอต่อการใช้ไปประเทศ
3) การใช้จ่ายเงินกองทุน เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันเชื้อเพลิง บรรเทาผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชน และเป็นประโยชน์ต่อความมั่นคงด้านพลังงาน และเศรษฐกิจของประเทศ
4) การบริหารจัดการกองทุน ต้องมีจำนวนเงินเพียงพอตามมาตรา 26
5) การดำเนินการตามวัตถุประสงค์ โดยคำนึงถึงฐานะและสภาพคล่องของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
6) การอนุมัติการใช้จ่ายเงินของคณะกรรมการฯ ตามพระราชบัญญัติฯ
7) การกำหนดอัตราเงินส่งเข้ากองทุน อัตราเงินชดเชยกองทุนให้แตกต่างกันตามประเภทการใช้และแหล่งที่มาของน้ำมันเชื้อเพลิงได้ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 14 (4) ตามพระราชบัญญัติฯ
กฤษฎีกาชี้ น้ำมันแต่ละประเภทจ่ายเข้ากองทุนต่างอัตรากันได้
สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ได้มีหนังสือด่วนที่สุด หารือข้อกฎหมายไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ว่าเมื่อระยะเวลาตามบทเฉพาะกาลตามมาตรา 55 แห่งพระราชบัญญัติฯ สิ้นสุดระยะเวลา คณะกรรมการฯ จะอาศัยอำนาจตามมาตรา 14 (4) แห่งพระราชบัญญัติฯ กำหนดอัตราเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงให้มีอัตราที่ไม่เท่ากันได้หรือไม่
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มีความเห็นว่า มื่อระยะเวลาตามบทเฉพาะกาลในมาตรา 55 สิ้นสุดลงการดำเนินการเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีส่วนผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพซึ่งเป็นน้ำมันเชื้อเพลิง ตามบทนิยามที่กำหนดไว้ในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติฯ จึงเป็นหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการฯ ในการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการส่งเงินเข้ากองทุนหรือได้รับเงินชดเชย และกำหนดอัตราเงินส่งเข้ากองทุน อัตราเงินชดเชย อัตราเงินคืนจากกองทุน และอัตราเงินชดเชยคืนกองทุนได้เช่นเดียวกับน้ำมันเชื้อเพลิงอื่น ๆ
ดังนั้น เพื่อให้การบริหารกิจการของกองทุนมีประสิทธิภาพและเป็นไปตามวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งกองทุน คณะกรรมการฯ จึงอาจกำหนดอัตราเงินส่งเข้ากองทุน อัตราเงินชดเชย อัตราเงินคืนจากกองทุน และอัตราเงินชดเชยคืนกองทุนให้แตกต่างกันตามประเภทการใช้ และแหล่งที่มาของน้ำมันเชื้อเพลิงได้ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 14 (4) แห่งพระราชบัญญัติฯ
ทั้งนี้ การใช้จ่ายเงินของกองทุนจะต้องเป็นการใช้จ่ายตามวัตถุประสงค์และกรอบนโยบายการบริหารกองทุน ตามมาตรา 5 ประกอบมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติฯ
ชูเชื้อเพลิงชีวภาพช่วยลดนำเข้า
สำหรับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาเสถียรภาพระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมในกรณีที่เกิดวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิง การใช้น้ำมันเชื้อเพลิงที่มีส่วนผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพมีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งต่อการรักษาเสถียรภาพระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ในกรณีที่เกิดวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิง เนื่องจากเชื้อเพลิงชีวภาพเป็นทรัพยากรที่ผลิตได้เองภายในประเทศจากผลผลิตทางการเกษตรเป็นการช่วยลดการพึ่งพาน้ำมันดิบจากตลาดโลกที่มีความผันผวนสูง อีกทั้งภาครัฐสามารถบริหารจัดการราคาขายปลีกในประเทศให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ตลอดจนช่วยสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศได้อย่างยั่งยืน
พรชัย จิรกุลไพศาล ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ระบุว่า หลักเกณฑ์การบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ได้เพิ่มเติมการพิจารณาใช้น้ำมันเชื้อเพลิงที่มีส่วนผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพ ซึ่งเป็นทรัพยากรที่ผลิตได้เองภายในประเทศจากผลผลิตทางการเกษตร เป็นการช่วยลดการพึ่งพาน้ำมันดิบจากตลาดโลกที่มีความผันผวนสูง อีกทั้งภาครัฐสามารถบริหารจัดการราคาขายปลีกในประเทศให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ตลอดจนช่วยสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศได้อย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ แผนฉบับใหม่ยังได้ปรับกลยุทธ์เพื่อความยั่งยืนทางการเงินด้วยการแยกบัญชีฐานะกองทุนน้ำมันฯ ออกเป็นกลุ่มน้ำมันและกลุ่ม LPG อย่างชัดเจน เพื่อหลีกเลี่ยงการนำเงินอุดหนุนข้ามกลุ่ม พร้อมทั้งกำหนดกรอบการบริหารราคาโดยเน้นชดเชยราคาดีเซลและ LPG เป็นหลักหากเกิดวิกฤตยาวนาน รวมทั้งให้มีการเก็บเงินสะสมเข้ากองทุนน้ำมันฯ ในช่วงที่ราคาน้ำมันตลาดโลกปรับตัวลดลงเพื่อเตรียมสภาพคล่องไว้รองรับ และส่งเสริมการใช้น้ำมันที่มีส่วนผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพจากผลผลิตทางการเกษตรในประเทศเพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันดิบนำเข้าน้ำมัน
กองทุนฯ ติดลบเกือบแสนล้านบาท
สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงรายงานประมาณการฐานะกองทุนฯ ณ วันที่ 20 ก.ย. 2569 ติดลบรวม 92,286 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5,214 ล้านบาทจากวันที่ 13 ก.ย. ที่ติดลบ 87,072 ล้านบาท โดยบัญชีน้ำมันติดลบสูงสุด 52,256 ล้านบาท และบัญชีก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ติดลบ 40,030 ล้านบาท

คาดทั้งปี 69 ความต้องการใช้พลังงานเพิ่ม 1.4%
วัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) คาดการณ์ว่า ความต้องการใช้พลังงานขั้นต้นของประเทศในปี 2569 จะอยู่ที่ 2,042 พันบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เพิ่มขึ้น 1.4% จากปีก่อน โดยการใช้ก๊าซธรรมชาติคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 8% ไฟฟ้าพลังน้ำและไฟฟ้านำเข้าเพิ่มขึ้น 5.9% และน้ำมันเพิ่มขึ้น 0.1% ขณะที่การใช้ถ่านหินและลิกไนต์คาดว่าจะลดลง 15.6%
สถานการณ์พลังงานในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 สะท้อนการขยายตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะความต้องการใช้ไฟฟ้าและก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มขึ้น
ส่วนการใช้น้ำมันสำเร็จรูปลดลงจากปัจจัยด้านราคาและความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ขณะเดียวกัน จำนวนยานยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องสะท้อนแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงการใช้พลังงานในภาคขนส่ง
สำหรับช่วงที่เหลือของปี ยังต้องติดตามความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ความไม่แน่นอนของมาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ และปัจจัยด้านสภาพอากาศ ซึ่งอาจส่งผลต่อราคาพลังงานและความต้องการใช้พลังงานของประเทศ
บทความที่เกี่ยวข้อง:




