กระทรวงพลังงาน เตรียมผลักดันโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) แห่งแรกในไทย โดยเป็นหนึ่งในพลังงานหมุนเวียนที่จะบรรจุลงในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP 2026) ฉบับใหม่ ที่จะเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดอย่างน้อย 65% และมีทางเลือกเพิ่มได้สูงสุดถึง 89% เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ของไทย ภายในปี พ.ศ. 2593 หรือ ค.ศ. 2050
ตามแผนดังกล่าว ภายในปี 2593 ไทยจะมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ SMR จำนวน 30 แห่ง กำลังผลิตรวม 9,000 เมกะวัตต์ (MW) ตั้งกระจายไปทั่วทั้ง 5 ภูมิภาค
สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ซึ่งมีหน้าที่ศึกษาและวางมาตรการกำกับดูแลความปลอดภัยนิวเคลียร์ ตั้งเป้าหมายภายในปี 2580 ไทยจะมีโรงไฟฟ้า SMR ในระยะแรกจำนวน 12 แห่ง กำลังผลิตรวม 3,600 MW คิดเป็น 3.4% ของพลังงานสะอาดในแผนปี 2580 โดยพื้นที่เป้าหมายแรกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ ก่อนทยอยเพิ่มจำนวนมากขึ้นตามกรอบร่างแผน PDP 2026
อ่านเพิ่มเติม:
- PDP 2026 กับ 4 ทางเลือกพลังงานสะอาด ปูทางโรงไฟฟ้านิวเคลียร์
- จับตาครม.อนุมัติร่างกฎกระทรวงรวด 9 ฉบับ เกี่ยวกับนิวเคลียร์
- ร่างกฎกระทรวงด้านนิวเคลียร์ 5 ฉบับ บังคับใช้ทัน 27 พ.ย.
นพ. รุ่งเรือง กิจผาติ เลขาธิการ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส) กล่าวกับ Policy Watch – Thai PBS ว่าจากการศึกษาของ ปส. ในระยะยาว ไทยอาจจำเป็นต้องมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ SMR มากถึง 60 แห่ง กำลังผลิตรวม 18,000 MW หากในอนาคตความต้องการใช้ไฟฟ้าของไทยเพิ่มขึ้นถึง 100,000 MW (ร่าง PDP 2026 คาดในปี 93 ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด 74,145 – 79,696 MW)
ทั้งนี้ ไทยจำเป็นต้องมีแหล่งผลิตไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพอย่าง SMR จำนวนหนึ่ง ซึ่งสามารถผลิตไฟฟ้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง ควบคู่กับพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมที่ยังต้องพึ่งพาแบตเตอรี่ในการจ่ายไฟช่วงที่ผลิตไฟฟ้าได้น้อย
“ผมเชื่อว่าในอนาคต จากการที่เราศึกษาวิจัยนะครับ ข้อมูลประเทศไทย ถ้าเรามองว่าพลังงานเราขึ้นไปถึง 1 แสนเมกะวัตต์ ดังนั้นเอสเอ็มอาร์ มีอย่างน้อย 60 โรง” นพ. รุ่งเรือง กล่าว
ไฟฟ้าหมุนเวียนยังมีข้อจำกัด สาเหตุต้องมีนิวเคลียร์
เหตุผลที่ไทยจำเป็นต้องมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ SMR เนื่องจากปัจจุบันความต้องการใช้ไฟฟ้าของไทยในช่วงพีกอยู่ที่ประมาณ 40,000 เมกะวัตต์ และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากทั้งภาคครัวเรือน ภาคอุตสาหกรรม ศูนย์ดาตาเซนเตอร์ และรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ทำให้ในอนาคตความต้องการใช้ไฟฟ้าอาจเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 70,000–100,000 เมกะวัตต์
นพ. รุ่งเรือง เล่าว่า นอกจากปริมาณไฟฟ้าที่ต้องเพียงพอต่อความต้องการแล้ว อีกปัจจัยสำคัญคือ เสถียรภาพทางพลังงาน หรือการมีไฟฟ้าใช้อย่างต่อเนื่องตลอดเวลา เนื่องจากระบบไฟฟ้าที่มั่นคงมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และความมั่นคงของประเทศ ควบคู่ไปกับการควบคุมต้นทุนค่าไฟและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ขณะเดียวกัน ไทยยังมีเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมุ่งสู่ Net Zero ทำให้จำเป็นต้องเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด แม้พลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม จะมีบทบาทมากขึ้น แต่ยังมีข้อจำกัดด้านการผลิตที่ความต่อเนื่อง (ในช่วงไม่มีแสงแดดหรือลม) และอาจไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในอนาคต
นอกจากนี้ การลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลยังมีความสำคัญต่อทั้งสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ เนื่องจากการใช้พลังงานที่ปล่อยคาร์บอนสูงมีส่วนต่อปัญหามลพิษและภาวะโลกร้อน ขณะที่ภาคการผลิตของไทยในอนาคตอาจเผชิญมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและการกีดกันทางการค้าจากประเทศคู่ค้า หากสินค้ายังมีการปล่อยคาร์บอนในระดับสูง
ดังนั้น การวางระบบพลังงานในอนาคตจึงต้องตอบโจทย์พร้อมกันทั้งความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น ความมั่นคงของระบบไฟฟ้า ต้นทุนที่เหมาะสม และการลดการปล่อยคาร์บอน เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
รู้จัก SMR นิวเคลียร์ขนาดเล็ก ต่างจากโรงไฟฟ้าแบบเดิมอย่างไร
โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ SMR แตกต่างจากภาพจำของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่ในอดีต อย่างโรงไฟฟ้าเชอร์โนบิลในอดีตสหภาพโซเวียต ซึ่งปัจจุบันตั้งอยู่ในประเทศยูเครน โดย SMR มีขนาดเล็กกว่า ใช้พื้นที่ประมาณ 100 ไร่ น้อยกว่าสวนจตุจักรที่มีพื้นที่ทั้งหมด 155 ไร่ ขณะที่แบบเก่าใช้พื้นที่ราว 1,000 ไร่ เนื่องจาก SMR มีขนาดเล็กกว่า อีกทั้งยังผลิตและประกอบเสร็จจากโรงงาน สามารถขนส่งมาติดตั้งได้รวดเร็ว ใช้เวลาเพียง 3–4 ปี ขณะที่แบบเดิมใช้ 5–8 ปี
ความแข็งแรงของ SMR สามารถทนทานความรุนแรงระดับภัยพิบัติของไทยได้ เช่น น้ำท่วมและแผ่นดินไหวหลายเท่า รวมถึงความผิดพลาดของมนุษย์ เนื่องจากภายนอกเตาปฏิกรณ์จะถูกห่อหุ้มด้วยเกราะป้องกัน ขณะที่ภายในเป็นระบบ Passive safety คือ ใช้เกลือ หรือสารฮีเลียม ในการหล่อเย็นเตาปฏิกรณ์ หมุนเวียนอยู่ภายใน ทำให้ไม่ต้องหยุดระบบหล่อเย็น ต่างจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบเก่าที่ต้องใช้น้ำจากภายนอกหล่อเย็น เมื่อเกิดแผ่นดินไหวหรือไฟดับ ระบบก็จะหยุดทำงาน
ขณะที่พื้นที่เตรียมพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉินรอบโรงไฟฟ้า SMR ใช้รัศมีประมาณ 1 กิโลเมตร ซึ่งน้อยกว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่แบบเดิมที่ต้องเตรียมพื้นที่ในรัศมีประมาณ 16 กิโลเมตร
เปรียบเทียบโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ SMR กับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่แบบเก่า

มีความปลอดภัย-ชุมชนต้องยอมรับ โจทย์ใหญ่ SMR
การเลือกที่ตั้งของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ก็ยังคงมีความสำคัญ โดยแบบเก่ามักจะอยู่ในบริเวณใกล้ทะเล แม่น้ำ แหล่งน้ำขนาดใหญ่ หรืออ่างเก็บน้ำ เพราะต้องใช้น้ำระบายความร้อน แต่ SMR ไม่จำเป็นต้องใกล้แหล่งน้ำ เนื่องมีระบบระบายความร้อนหมุนเวียนภายในตัวเครื่อง เพียงแค่ต้องเลือกพื้นที่ ๆ มีความปลอดภัยสูงสุด ไม่มีความเสี่ยงจากแผ่นดินไหวและน้ำท่วม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ราบสูงหรือพื้นที่ราบปกติ
ระบบความปลอดภัยแบบพาสซีฟ (Passive SafetySystem)

นพ.รุ่งเรือง เล่าว่า ในหลายประเทศยุโรป โรงไฟฟ้านิวเคลียร์บางแห่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากเขตเมือง แม้บางแห่งจะเป็นโรงไฟฟ้ารุ่นเก่า แต่ยังมีชุมชนอาศัยอยู่โดยรอบ สะท้อนถึงความมั่นใจในระบบความปลอดภัยของโรงไฟฟ้า เช่น ฝรั่งเศส ซึ่งผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์ในสัดส่วนประมาณ 70% ทำให้มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์กระจายอยู่ในหลายพื้นที่ของประเทศ ขณะที่ความหนาแน่นของประชากรโดยรอบไม่ได้สูงมากเมื่อเทียบกับไทย ซึ่งประชากรกระจุกตัวและหนาแน่นในหลายพื้นที่ การพิจารณาสถานที่ตั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จึงอาจต้องเลือกพื้นที่ที่ห่างจากชุมชนมากขึ้น ก่อนจ่ายไฟฟ้าผ่านระบบโครงข่ายไฟฟ้า (Grid) เข้ามายังพื้นที่ที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้า
สำหรับการพิจารณาเลือกพื้นที่ตั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ SMR แห่งแรกในไทย จะเป็นหน้าที่ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่เป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างในระยะแรก โดยมีหลายพื้นที่อยู่ระหว่างการพิจารณาเป็นตัวเลือก ซึ่งปัจจุบัน กฟผ. และสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) ได้ลงพื้นที่สร้างความเข้าใจและเตรียมความพร้อมในหลายภูมิภาคทั่วประเทศ
อย่างไรก็ตาม การเลือกพื้นที่จะพิจารณาทั้งการยอมรับของประชาชนและความมั่นคงปลอดภัยของพื้นที่ โดยในท้ายที่สุด พื้นที่ใดจะได้รับการคัดเลือกขึ้นอยู่กับการพิจารณาของ กฟผ.
ไทยยังไม่เคาะเทคโนโลยี SMR รอดูตัวเลือกดีที่สุด
เทคโนโลยีนิวเคลียร์ SMR ไทยต้องนำเข้าจากต่างประเทศ โดยปัจจุบันมีให้เลือกในหลายประเทศชั้นนำ เช่น ACP100 ของจีน, BWRX-300 ของสหรัฐฯ / ญี่ปุ่น, NuScale ของสหรัฐฯ, iSMR ของเกาหลีใต้, Rolls-Royce SMR ของสหราชอาณาจักร และ RITM-200 ของรัสเซีย ซึ่งแต่ละประเทศก็มีจุดแข็งและความเหมาะสมแตกต่างกัน ซึ่งไทยไม่ได้ผูกขาดว่าต้องเลือกประเทศใดเป็นหลัก แต่จะเลือกเทคโนโลยีที่ดีที่สุดภายใน 10 ปี ข้างหน้า
เทคโนโลยีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ SMR ที่ไทยจะใช้ จำเป็นต้องนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศ โดยปัจจุบันมีหลายประเทศที่พัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าว เช่น ACP100 ของจีน, BWRX-300 ของสหรัฐฯ-ญี่ปุ่น, NuScale ของสหรัฐฯ, iSMR ของเกาหลีใต้, Rolls-Royce SMR ของสหราชอาณาจักร และ RITM-200 ของรัสเซีย ซึ่งแต่ละเทคโนโลยีมีจุดแข็งและความเหมาะสมแตกต่างกัน
อย่างไรก็ตาม ไทยยังมีเวลาอีกประมาณ 10 ปีในการพิจารณาเลือกเทคโนโลยี โดยคาดว่าในช่วงเวลาดังกล่าวเทคโนโลยี SMR จะพัฒนาไปอีกมาก การตัดสินใจจึงจะให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีที่ดีที่สุด ผ่านการใช้งานจริงหรือมีหลายประเทศนำร่องใช้งานแล้ว
ขณะที่แผน PDP ยังไม่ได้กำหนดหรือผูกขาดว่าไทยจะต้องเลือกเทคโนโลยีจากประเทศใดเป็นหลัก แต่เปิดโอกาสให้สามารถเลือกได้
กากนิวเคลียร์ส่งกลับประเทศต้นทาง
การจัดการเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ใช้แล้วและกากกัมมันตรังสีถือเป็นหนึ่งในประเด็นที่ไทยต้องเตรียมพร้อมควบคู่ไปกับการพัฒนาโรงไฟฟ้า โดย นพ.รุ่งเรือง ระบุว่า ไทยมีแผนรองรับเรื่องดังกล่าวแล้ว และในการประเมินความพร้อมที่ผ่านมา ประเด็นการจัดการกากกัมมันตรังสีถือว่าผ่านเกณฑ์
สำหรับโรงไฟฟ้า SMR ในระยะแรก ตามเงื่อนไขการจัดซื้อเทคโนโลยี จะกำหนดให้ส่งกากนิวเคลียร์ที่ใช้แล้วกลับไปยังประเทศผู้ผลิต เพื่อนำกลับไปจัดการหรือนำวัสดุบางส่วนกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ ภายใต้เงื่อนไขที่ตกลงไว้ในสัญญา ทำให้ไทยไม่จำเป็นต้องพัฒนาระบบจัดการเชื้อเพลิงใช้แล้วขนาดใหญ่
แต่ในระยะยาว หากไทยมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เพิ่มขึ้น ก็จำเป็นต้องพัฒนาระบบวัฏจักรเชื้อเพลิงและการจัดการกากกัมมันตรังสีภายในประเทศให้มีความพร้อมมากขึ้น โดยอาจต้องมีพื้นที่เฉพาะสำหรับจัดเก็บและจัดการกาก ภายใต้มาตรฐานด้านความปลอดภัยและความมั่นคงปลอดภัยทางนิวเคลียร์ที่ชัดเจน
นพ.รุ่งเรือง ระบุว่า ในต่างประเทศมีทั้งการจัดเก็บกากกัมมันตรังสีในพื้นที่เฉพาะที่ควบคุมความปลอดภัย และการส่งเชื้อเพลิงใช้แล้วกลับไปยังประเทศผู้ผลิต โดยกากบางประเภททำให้อยู่ในรูปที่มั่นคงและแยกออกจากสิ่งแวดล้อม เพื่อให้สามารถจัดเก็บได้อย่างปลอดภัย
“เราไปดูการทำงานในต่างประเทศ ปรากฏว่าพื้นที่จัดการกากเป็นพื้นที่โล่งเปล่า แล้วก็เขามีวิธี เช่น เอาซีเมนต์มาหล่อมาปิดทับ แล้วก็เก็บเอาไว้เหมือนกัน รอบ ๆ เป็นชุมชน ผมมองจากที่เก็บกากเนี่ยมองออกไปเนี่ยไม่ไกลนะประมาณสักในในระยะที่เรามองเห็น เป็นร้านค้าเป็นชุมชนอยู่รอบ แต่เขากันพื้นที่ไว้แค่นั้นเองเป็นพื้นที่ที่เป็นเซฟโซน” เลขาธิการ ปส. กล่าว
สำหรับประเทศไทย ปัจจุบันมีสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. ภายใต้อว. รับผิดชอบภารกิจด้านการจัดการกากกัมมันตรังสีอยู่แล้ว ขณะที่แนวทางการเตรียมระบบรองรับในอนาคตได้ผ่านกรอบนโยบายของคณะกรรมการพลังงานนิวเคลียร์ และสามารถทำคู่ขนานไปกับการเตรียมความพร้อมด้านอื่นของโครงการ SMR
อย่างไรก็ตามไทยยังต้องพัฒนาระบบการจัดการให้มีความชัดเจนและเป็นระบบมากขึ้น รวมถึงมีความมั่นคงปลอดภัย
SMR แห่งแรกของไทย ทำไมต้องรอนาน 10 ปี
สาเหตุที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ SMR แห่งแรกของไทยต้องใช้เวลานานถึงราว 10 ปี เนื่องจากมีหลายขั้นตอน เริ่มตั้งแต่การวิเคราะห์พื้นที่ ทำรายงานผลศึกษาความเป็นไปได้ การประกาศพื้นที่และการเตรียมพื้นที่ การขอใบอนุญาตก่อสร้างและดำเนินงานจาก สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) รวมถึงต้องผ่านการประเมินจากทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ซึ่งเป็นองค์การระหว่างประเทศที่ส่งเสริมการใช้พลังงานนิวเคลียร์ในทางสันติ
เมื่อผ่านขั้นตอนการเตรียมความพร้อมและได้รับใบอนุญาตแล้ว จึงจะสามารถเริ่มก่อสร้างโรงไฟฟ้าได้ คาดว่าจะใช้เวลาอีกราว 3–4 ปี และก่อนทดสอบเดินเครื่องเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ครั้งแรก ซึ่งยังต้องผ่านการประเมินด้านความปลอดภัยอีกครั้งจาก IAEA และจากนั้นถึงจะเดินเครื่องจริง
กราฟแสดงแนวทางการพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ SMR ของ IAEA

เช็กความพร้อมไทย ก่อนมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ SMR
การประเมินความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ตามมาตรฐานของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ครอบคลุมทั้งหมด 19 ประเด็น โดยปัจจุบันไทยมีความพร้อมแล้ว 10 ประเด็น ได้แก่ ความปลอดภัยนิวเคลียร์ กรอบกฎหมาย การพิทักษ์ความปลอดภัย กรอบการกำกับดูแล การป้องกันอันตรายจากรังสี ระบบไฟฟ้า การเตรียมความพร้อมและการตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉิน ความมั่นคงปลอดภัยทางนิวเคลียร์ การจัดการกากกัมมันตรังสี และการจัดซื้อจัดจ้าง
อ่านเพิ่มเติม: เปิดผลประเมิน SMR ไทยพร้อม 10 จาก 19 ด้าน เร่งกฎหมาย-คน-จัดการกาก

ขณะที่อีก 6 ประเด็นยังต้องพัฒนาเพิ่มเติม ได้แก่ การพัฒนาทรัพยากรบุคคล การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การพัฒนาสถานที่ตั้งและสิ่งอำนวยความสะดวก การคุ้มครองสิ่งแวดล้อม วัฏจักรเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ และการมีส่วนร่วมของภาคอุตสาหกรรม ส่วนอีก 3 ประเด็นที่ไทยยังไม่ผ่านการประเมินและ IAEA แสดงความกังวล คือ
ประเด็นแรก การกำหนดนโยบายของประเทศ เนื่องจากต้องอาศัยความต่อเนื่องของนโยบายจากรัฐบาลในระยะยาว
ประเด็นที่สอง การจัดตั้งองค์กรบริหารจัดการเพื่อการดำเนินงานโครงการพลังงานนิวเคลียร์ หรือ NEPIO ในรูปแบบคณะกรรมการที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ทำหน้าที่ขับเคลื่อนและประสานการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับโครงการพลังงานนิวเคลียร์ รวมถึงการกำกับดูแลให้เป็นไปตามกรอบกฎหมายด้านนิวเคลียร์ของประเทศ
ประเด็นที่สาม แผนเงินทุนและการจัดหาแหล่งเงินลงทุน ซึ่งต้องเตรียมการอย่างมาก เนื่องจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มีต้นทุนการลงทุนในช่วงเริ่มต้นค่อนข้างสูง และอาจทำให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าต่อหน่วยในระยะแรกสูงกว่าการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติหรือน้ำมัน จึงอาจต้องพิจารณามาตรการหรือสิทธิประโยชน์เพื่อสนับสนุนการลงทุน
นอกจากนี้ ไทยยังต้องเร่งพัฒนากำลังคนให้เพียงพอกับจำนวนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ทั้งการสร้างความรู้ความเข้าใจด้านพลังงานนิวเคลียร์ตั้งแต่ระดับการศึกษา และการเพิ่มจำนวนบุคลากร โดยเฉพาะวิศวกรนิวเคลียร์และบุคลากรในสาขาที่เกี่ยวข้อง เพื่อรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม นพ.รุ่งเรือง เชื่อว่า การพัฒนาใน 3 ประเด็นดังกล่าวของไทยไม่น่าจะเป็นอุปสรรคมากนัก และคาดว่าจะสามารถพัฒนาให้ผ่านเกณฑ์ได้ภายในระยะเวลา 6 เดือนถึง 1 ปีข้างหน้า
เงื่อนไขต้องผ่าน PDP 2026 และกฎหมายความรับผิดทางนิวเคลียร์
หลังจากที่ไทยใช้เวลาหลายปีในการเตรียมความพร้อม นพ.รุ่งเรือง มองว่าปัจจุบัน ไทยพร้อมแล้วที่จะมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ SMR โดยยังเหลือขั้นตอนสำคัญคือ การจัดทำร่างแผน PDP 2026 ซึ่งอยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็น และกระทรวงพลังงานคาดว่าจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาภายในเดือน พ.ย. นี้
ขณะเดียวกัน ยังมีกฎหมายสำคัญอีก 1 ฉบับที่กำลังผลักดัน คือ ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ความรับผิดทางแพ่งต่อความเสียหายทางนิวเคลียร์และรังสี ซึ่งเป็นกฎหมายที่หลายประเทศมีการบังคับใช้ และถือเป็นกฎหมายสำคัญที่ไทยจำเป็นต้องมี เพื่อให้สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศที่ไทยได้ลงนามไว้ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการเสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร
ร่าง พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าวมีสาระสำคัญในการกำหนดความรับผิดและระบบชดเชยประชาชน หากได้รับความเสียหายจากอุบัติเหตุทางนิวเคลียร์ ซึ่งผู้เสียหายไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ว่าผู้ประกอบการเป็นฝ่ายกระทำผิด
นอกจากนี้ ยังวางกลไกสำหรับการเยียวยาผู้เสียหาย โดยกำหนดแหล่งเงินจากกองทุนที่ได้รับเงินสนับสนุนจากผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าและค่าธรรมเนียมใบอนุญาต ขณะเดียวกันผู้ประกอบการจะต้องจัดทำประกันภัยเพื่อรองรับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น ทำให้แหล่งเงินสำหรับชดเชยผู้เสียหายมาจากทั้งระบบประกันภัยและกองทุนดังกล่าว
“ข้อมูลทางวิชาการและจากการประเมิน SMR มาแน่ ต้องมีแน่ ๆ บางคนถามว่าเป็นทางเลือกหรือทางรอด ผมบอกว่าเป็นทางหลักที่เป็นทางรอดของประเทศในอนาคต” นพ. รุ่งเรือง กล่าว
บทความที่เกี่ยวข้อง:




