การเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-สหภาพยุโรป (EU) รอบที่ 10 ซึ่งกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 ก.ย.– 2 ต.ค.69 ที่จังหวัดภูเก็ต ถือเป็นเวทีสำคัญที่รัฐบาลภายใต้การนำของ “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตั้งเป้าหมายบรรลุข้อตกลงภายในปีนี้
การเจรจาดังกล่าวกำลังถูกจับตามองและวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากกลุ่มภาคประชาสังคมและเครือข่ายภาคประชาชน 146 องค์ก และองค์กรพัฒนาเอกชน ยื่นหนังสือต่อ ฝ่ายการเมืองและคณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องของรัฐสภา เรียกร้องให้ติดตามและตรวจสอบการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย–สหภาพยุโรป (Thailand–EU FTA)
ประเด็นที่ภาคประชาชนกังวล และเรียกร้องให้ปิดการเจรจา เนื่องจากไทยและสหภาพยุโรปสามารถสรุปผลการเจรจาได้แล้ว 15 จากทั้งหมด 24 บท แต่ยังมีประเด็นสำคัญและอ่อนไหวหลายเรื่องอยู่บนโต๊ะเจรจา โดยเฉพาะการนำประเด็นสิทธิเกษตรกร การเข้าถึงยา สุขภาพ สิ่งแวดล้อม หรือการคุ้มครองผู้บริโภค ไปแลกกับผลประโยชน์ทางการค้าในสาขาอื่น
UPOV 1991 กระทบ สิทธิเกษตรกรกับความมั่นคงทางอาหาร
หนึ่งในข้อเรียกร้องสำคัญคือ ไม่รับข้อผูกพันให้ไทยเข้าเป็นภาคีอนุสัญญา UPOV 1991 รวมถึงไม่แก้ไขกฎหมายภายในเพื่อให้สอดคล้องกับอนุสัญญาดังกล่าว และไม่รับข้อความหรือเงื่อนไขในรูปแบบอื่นที่มีผลในทางปฏิบัติเทียบเท่ากับการปฏิบัติตาม UPOV 1991
สิ่งที่กังวล คือ ประเทศไทยมีพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ซึ่งออกแบบให้เกิดความสมดุลระหว่างการคุ้มครองนักปรับปรุงพันธุ์พืชกับสิทธิของเกษตรกร ชุมชน พันธุ์พืชพื้นเมือง และการแบ่งปันผลประโยชน์จากทรัพยากรพันธุกรรมอยู่แล้ว
แต่อนุสัญญา UPOV 1991 อาจจะขยายขอบเขตและระยะเวลาการคุ้มครองสิทธิของนักปรับปรุงพันธุ์พืช และจำกัดสิทธิบางประการของเกษตรกรในการเก็บเมล็ดพันธุ์จากผลผลิตไว้เพาะปลูกต่อ ขณะที่งานศึกษาที่ภาคประชาสังคมนำเสนอต่อคณะผู้แทนเจรจาระบุว่า การปฏิบัติตาม UPOV 1991 อาจทำให้ต้นทุนเมล็ดพันธุ์ของเกษตรกรไทยเพิ่มขึ้น 2–6 เท่าในระยะยาว และอาจส่งผลต่อราคาอาหาร
ยุพิน คะเสนา แกนนำเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก กล่าวว่า ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่ที่ต้นทุนเมล็ดพันธุ์ แต่ครอบคลุมถึงวิถีการเก็บ คัดเลือก แลกเปลี่ยน และพัฒนาเมล็ดพันธุ์ของเกษตรกร รวมถึงความหลากหลายทางชีวภาพ ทรัพยากรพันธุกรรม ภูมิปัญญาชุมชน ตลอดจนความมั่นคงและอธิปไตยทางอาหาร
TRIPS-plus กระทบต้นทุนยาเพิ่ม
อีกประเด็นที่ภาคประชาชนจับตาคือ ทรัพย์สินทางปัญญาด้านยา โดยเรียกร้องให้ไทยไม่รับมาตรการที่เกินกว่าความตกลง TRIPS หรือที่เรียกว่า “TRIPS-plus” ไม่ว่าจะเป็นการผูกขาดข้อมูลยา (Data Exclusivity) การผูกขาดทางการตลาด (Market Exclusivity) การขยายระยะเวลาคุ้มครองสิทธิบัตร หรือมาตรการอื่น ๆ ที่อาจทำให้ยาชื่อสามัญเข้าสู่ตลาดล่าช้า
เฉลิมศักดิ์ กิตติกระกูล จากเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย ระบุว่า ประเด็นดังกล่าวมีผลโดยตรงต่อการเข้าถึงยาจำเป็นและระบบหลักประกันสุขภาพของไทย
ข้อมูลจากผลการศึกษาร่วมของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ และเครือข่ายนักวิชาการในปี 2568 ซึ่งภาคประชาชนนำเสนอ ระบุว่า ข้อเสนอด้านทรัพย์สินทางปัญญาของสหภาพยุโรปอาจทำให้ยาชื่อสามัญเข้าสู่ตลาดล่าช้าอย่างน้อย 2 ปี และอาจนานถึง 11 ปี ขณะที่ค่าใช้จ่ายด้านยาของประเทศไทยอาจเพิ่มขึ้นประมาณ 130,000 ล้านบาทใน 10 ปี 770,000 ล้านบาทใน 20 ปี และ 3.7 ล้านล้านบาทใน 30 ปี
ภาคประชาชนมองว่า ผลกระทบดังกล่าวไม่ได้อยู่เฉพาะกับผู้ป่วย แต่เกี่ยวข้องกับระบบหลักประกันสุขภาพ อุตสาหกรรมยาในประเทศ และความมั่นคงทางยาของประเทศในระยะยาว
ห่วงกระทบ นโยบาย แอลกอฮอล์–ดิจิทัล
ด้านนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ธีระ วัชรปราณี ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า เรียกร้องให้รัฐบาลรักษาความสามารถในการใช้มาตรการด้านภาษีและราคา รวมถึงการควบคุมการตลาดและโฆษณา ฉลากคำเตือน เวลาและสถานที่จำหน่าย และมาตรการด้านสาธารณสุข
ภาคประชาชนอ้างข้อมูลว่า ความเสียหายทางเศรษฐกิจจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศไทยในปี 2564 อยู่ที่ประมาณ 165,450.5 ล้านบาท หรือ 1.02 %ของ GDP พร้อมแสดงความกังวลว่าการลดภาษีศุลกากรและการเปิดตลาดอาจเพิ่มการเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และส่งผลต่อผู้ประกอบการรายย่อยและวิสาหกิจชุมชน
ส่วนการค้าดิจิทัล นิสรา แก้วสุข นักวิชาการ สภาองค์กรของผู้บริโภค เรียกร้องให้ไทยระมัดระวังข้อผูกพันเกี่ยวกับการไหลข้ามพรมแดนของข้อมูลและการกำหนดให้ข้อมูลต้องอยู่ภายในประเทศ (Data Localisation) เนื่องจากเห็นว่าอาจกระทบความสามารถของรัฐในการออกหรือปรับปรุงกฎหมายในอนาคต
ประเด็นที่ถูกจับตาครอบคลุมทั้งการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ความมั่นคงทางไซเบอร์ การจัดเก็บภาษีดิจิทัล การกำกับดูแลปัญญาประดิษฐ์ ความปลอดภัยของสินค้าและบริการบนแพลตฟอร์ม และการคุ้มครองผู้บริโภค
ห่วงสารเคมีอันตราย–ขยะจากต่างประเทศ
อีกข้อเสนอคือให้ไทยรักษาพื้นที่ในการกำกับดูแลการนำเข้าสารเคมีทางการเกษตร สินค้าที่ใช้แล้วหรือทำเสมือนใหม่ (Remanufactured Products) ขยะพลาสติก ขยะอิเล็กทรอนิกส์ และวัสดุที่อาจมีสารอันตรายปนเปื้อน โดยไม่รับข้อผูกพันที่อาจจำกัดอำนาจของไทยในการกำหนดมาตรฐาน ตรวจสอบ อนุญาต หรือห้ามนำเข้า
ปรกชล อู๋ทรัพย์ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี (BioThai) ระบุว่า ไทยควรผลักดันให้สหภาพยุโรปยุติการส่งออกสารเคมีกำจัดศัตรูพืชและวัตถุอันตรายทางการเกษตรที่ถูกห้าม ยกเลิก หรือไม่ได้รับอนุมัติให้ใช้ภายในสหภาพยุโรป เนื่องจากมีเหตุผลด้านสุขภาพหรือสิ่งแวดล้อม พร้อมเรียกร้องให้ไทยไม่เปิดช่องให้ขยะพลาสติกและขยะอิเล็กทรอนิกส์เข้าสู่ประเทศได้ง่ายขึ้น

146 องค์กรเรียกร้องรัฐสภาตรวจสอบก่อนปิดเจรจา
จากข้อกังวลทั้งหมด 146 องค์กรเรียกร้องให้ฝ่ายการเมืองและคณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องของรัฐสภาติดตามท่าทีของรัฐบาลและคณะผู้แทนเจรจา ทั้งก่อนและหลังการเจรจารอบที่ 10 พร้อมเรียกหน่วยงานที่รับผิดชอบมาชี้แจงผลการเจรจา รวมถึงข้อเสนอที่ไทยยอมรับหรือยังไม่ยอมรับ โดยเฉพาะประเด็น UPOV 1991 ทรัพย์สินทางปัญญาและการเข้าถึงยา การค้าดิจิทัล เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สารเคมีทางการเกษตร สินค้าที่ใช้แล้วหรือทำเสมือนใหม่ ขยะพลาสติก และขยะอิเล็กทรอนิกส์
นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้เปิดเผยข้อมูลและท่าทีการเจรจาในประเด็นที่มีผลกระทบต่อสาธารณะอย่างเพียงพอ และจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากเกษตรกร ผู้บริโภค ผู้ป่วย นักวิชาการ องค์กรภาคประชาสังคม และผู้มีส่วนได้เสียอย่างมีความหมาย ก่อนที่รัฐบาลจะตัดสินใจรับข้อผูกพันสำคัญ
กรรณิการ์ กิจติเวชกุล รองประธานกลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน ในฐานะตัวแทน 146 องค์กร กล่าวว่า การสรุปความตกลงได้เร็วไม่ควรเป็นเป้าหมายเหนือกว่าการได้ความตกลงที่คำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชน โดยเฉพาะสิทธิของเกษตรกร ความมั่นคงทางอาหาร การเข้าถึงยาจำเป็น สุขภาพ ความหลากหลายทางชีวภาพ สิ่งแวดล้อม การคุ้มครองผู้บริโภค และพื้นที่เชิงนโยบายที่รัฐบาลจำเป็นต้องใช้รับมือกับความท้าทายในอนาคต
การเจรจา FTA ไทย–EU รอบที่ 10 จึงไม่ได้ถูกจับตาเฉพาะในมิติของการเปิดตลาดสินค้าและการเพิ่มโอกาสทางการค้า แต่ยังครอบคลุมถึง กติกาที่อาจกำหนดขอบเขตการใช้นโยบายของไทยในระยะยาว ตั้งแต่เมล็ดพันธุ์ ยา สุขภาพ อาหาร สิ่งแวดล้อม ไปจนถึงข้อมูลและเศรษฐกิจดิจิทัล
ทั้งนี้ ภาคประชาชนเห็นว่า การตัดสินใจในช่วงสุดท้ายของการเจรจาจึงควรพิจารณาทั้งผลประโยชน์ทางการค้าและต้นทุนที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนในระยะยาว โดยเฉพาะข้อผูกพันที่เมื่อรับแล้วอาจส่งผลต่อการกำหนดนโยบายของประเทศไปอีกหลายทศวรรษ
บทความที่เกี่ยวข้อง:




