ประเทศไทยเชื่อมโยงเศรษฐกิจโลกมายาวนาน จนการเปลี่ยนแปลงในระดับโลกจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างเลี่ยงไม่ได้ และในการเปลี่ยนแปลงระเบียบโลกยุคใหม่ ประเทศไทยกำลังเผชิญกับช่วงแห่งการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญตามการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์โลกและการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจที่ทวีความรุนแรงขึ้น
สำหรับ นโยบายการค้าของไทย เช่นเดียวกับนโยบายต่างประเทศ ในการมุ่งรักษาความสมดุลย์ในเวทีการค้า และเปิดเสรีทางการค้ากับหลายประเทศ ทั้งผ่านความตกลงการค้า และ การเจรจาการค้าแบบทวิภาคี(FTA)
จุดยืน “Ally to All” ท่ามกลางโลกแบ่งขั้ว
ไทยใช้นโยบายการทูตและการค้าแบบ “เป็นมิตรกับทุกฝ่าย” (Ally to All) เพื่อลดผลกระทบจากสงครามการค้ายุคใหม่ ทั้งระหว่างสหรัฐฯ กับจีน และ สหรัฐฯกับประเทศอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างไม่อาจคาดการณ์ได้
ฐานการย้ายฐานการผลิต (Relocation) ของนักลงทุนต่างชาติ จากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และการค้า ส่งผลให้เกิดการย้ายฐานการผลิตของทุนต่างชาติย้ายฐานหนีภาษี รวมถึงกังวลความขัดแย้งจากจีน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ แผงวงจรไฟฟ้า (PCB) ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และ Data Center
เจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) รัฐบาลในช่วงหลังมุ่งปรับปรุงและทำข้อตกลง FTA ใหม่ ๆ เช่น ความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy Framework Agreement – DEFA) ในระดับอาเซียน เพื่อเปิดตลาดที่ตอบโจทย์อนาคต หรือ FTA กับสหภาพยุโรป(อียู)
ความเสี่ยงจากความไม่แน่นอน
การค้าโลกกำลังก้าวสู่ยุค “กำแพงภาษีและมาตรการปกป้องทางการค้า” ในหลายรูปแบบ โดยเฉพาะประเทศมหาอำนาจมักจะอ้างเหตุผลในการออกมาตรการทางการค้าที่เข้มงวดขึ้น รวมถึง มาตรการด้านสิ่งแวดล้อม เช่น CBAM ของยุโรป หรือภาษีคาร์บอนข้ามพรมแดน กดดันให้ผู้ส่งออกไทยอย่างมาก
นอกจากนี้ เศรษฐกิจไทยยังเผชิญกับ “การทุ่มตลาด” จากสินค้าต่างชาติ โดยเฉพาะสงครามราคาและการทะลักของสินค้าจีน ทำให้สินค้าราคาถูกจากจีนหลั่งไหลเข้าสู่ตลาดไทยและอาเซียนอย่างหนัก ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการในประเทศอย่างรุนแรง
จากกระแสความท้าทายขนาดใหญ่ ทำให้ประเทศจำเป็นต้องเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาว โดยเฉพาะการพัฒนาอุตสาหกรรมเดิมที่ล้าสมัย เพราะหากไม่รีบยกระดับไปสู่อุตสาหกรรมไฮเทค หรือเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ที่มีมูลค่าสูง ก็จะทำให้เศรษฐกิจไทยตกขบวนการพัฒนาของโลกและผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศที่ไม่อาจแข่งขันได้อีกต่อไป
เป้าหมายการค้าต่างประเทศของไทยในปัจจุบัน
รัฐบาลกำหนดยุทธศาสตร์และเป้าหมายเชิงโครงสร้างเพื่อให้ไทยรักษาส่วนแบ่งในตลาดโลกไว้ได้อย่างยั่งยืน โดยกำหนดเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ไว้ 3 ด้านหลัก
เป้าหมายที่ 1 การเร่งเจรจาและบังคับใช้ FTA (Free Trade Agreements) รัฐบาลตั้งเป้าใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรีเพื่อเปิดประตูสู่ตลาดใหม่และลดอุปสรรคทางภาษี
ในระยะสั้น รัฐบาลจะเร่งสรุปผลการเจรจา FTA ไทย-สหภาพยุโรป (EU) ให้แล้วเสร็จภายในปี 2569 เพื่อสร้างระเบียบการค้าใหม่ที่เป็นธรรมและยั่งยืน
เป้าหมายที่ 2 การเปลี่ยนผ่านสู่ “ห่วงโซ่อุปทานสีเขียว” (Green Transition) เพื่อรับมือกับมาตรการกำแพงภาษีคาร์บอน เช่น CBAM ของยุโรป ไทยตั้งเป้าหมายปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตของผู้ส่งออก โดยส่งเสริมให้ภาคอุตสาหกรรมใช้พลังงานสะอาดและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการผลิตสินค้าส่งออกกลุ่มปูนซีเมนต์ เหล็ก อลูมิเนียม และปุ๋ย เพื่อไม่ให้เสียเปรียบด้านภาษีบนเวทีโลก
เป้าหมายที่ 3 ปรับพอร์ตสินค้าส่งออกสู่เทคโนโลยีขั้นสูง ลดสัดส่วนการพึ่งพาอุตสาหกรรมดั้งเดิมที่เน้นการรับจ้างผลิต (OEM) แล้วผันตัวมาเป็นฐานการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง เช่น แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) ชิปเซ็ต และชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อสอดรับกับความต้องการเทคโนโลยี AI และ อุตสาหกรรมแห่งอนาคต








