ความยากจนไม่ใช่เพียงเรื่องของรายได้ที่ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ หากเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เชื่อมโยงกับโอกาสทางการศึกษา การเข้าถึงที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ แหล่งทุน ทักษะอาชีพ ข้อมูลข่าวสาร สวัสดิการภาครัฐ และการมีส่วนร่วมในสังคม เมื่อปัญหาเหล่านี้ทับซ้อนกัน ครัวเรือนจำนวนมากจึงไม่อาจหลุดพ้นจากความยากจนได้ด้วยความช่วยเหลือเฉพาะหน้าเพียงครั้งคราว
เวทีสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “พลังสู้ชนะจน ครั้งที่ 3 … สู่แผนชาติ ฉบับที่ 14” เพื่อนำข้อมูลไปผลักดันสู่จัดทำร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 พ.ศ. 2571–2575 เพื่อเปิดพื้นที่ให้ข้อมูลจากงานวิจัย ประสบการณ์จากพื้นที่ และเสียงของประชาชนฐานราก ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบทิศทางการพัฒนาประเทศ เพื่อผลักดันให้การแก้ไขปัญหาความยากจนและการยกระดับฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมของประชาชน เป็นวาระสำคัญที่เชื่อมโยงอยู่ในทุกมิติของแผนพัฒนาชาติฉบับใหม่

ความยากจน: มากกว่าความขัดสนด้านรายได้
สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ให้นิยาม “ความยากจน” ว่าเป็นความขัดสนทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุมถึงการขาดศักยภาพในการดำรงชีวิต ทั้งในด้านการศึกษา ทรัพยากร ที่ดินทำกิน การรวมกลุ่ม การมีส่วนร่วมทางการเมือง การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและความรู้เพื่อประกอบอาชีพ ตลอดจนการเข้าถึงบริการและความช่วยเหลือจากภาครัฐ
นอกจากนี้ ครัวเรือนจำนวนหนึ่งยังมีภาระพึ่งพิงสูง เช่น การดูแลผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ป่วยเรื้อรัง หรือผู้ป่วยติดเตียง ซึ่งทำให้ข้อจำกัดทางเศรษฐกิจยิ่งรุนแรงขึ้น
นิยามดังกล่าวสะท้อนว่า การแก้จนไม่อาจวัดผลจากรายได้เพียงตัวเลขเดียว เพราะแม้ครัวเรือนหนึ่งจะมีรายได้เพิ่มขึ้นในระยะสั้น แต่หากยังขาดทักษะอาชีพ ขาดที่ดินทำกิน เข้าถึงสวัสดิการไม่ได้ หรือมีสมาชิกในครัวเรือนต้องพึ่งพิงสูง ความเปราะบางก็ยังคงอยู่ และอาจผลักให้ครัวเรือนกลับเข้าสู่ภาวะยากจนได้อีกครั้ง
ตลอดระยะเวลากว่า 60 ปี ประเทศไทยพยายามรับมือกับปัญหาความยากจนผ่านแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติมาอย่างต่อเนื่อง โดยแนวทางได้เปลี่ยนไปตามบริบทของประเทศในแต่ละช่วงเวลา
- ในระยะแรกของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 1–5 ประเทศไทยมุ่งสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ เพิ่มรายได้ประชาชาติ และลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อกระจายความเจริญและรายได้สู่ภูมิภาค
- แผนพัฒนาฯฉบับที่ 6–10 นโยบายให้ความสำคัญกับการพัฒนาชนบท การจัดการทรัพยากรที่ดิน และการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม
- แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11–13 ประเทศไทยเริ่มเน้นการแก้ไขปัญหาความยากจนแบบบูรณาการมากขึ้น โดยให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาส ความเสมอภาคทางเศรษฐกิจและสังคม การสนับสนุนครัวเรือนยากจนให้เข้าถึงการศึกษาและทักษะอาชีพ ตลอดจนการสร้างความคุ้มครองทางสังคมที่เพียงพอและเหมาะสมกับประชาชนแต่ละกลุ่ม

แผนฉบับที่ 13: ตัวเลขดีขึ้น แต่โจทย์โครงสร้างยังไม่คลี่คลาย
การทบทวนผลการดำเนินงานตามแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 ในช่วงปี 2565–2567 ชี้ให้เห็นว่า แม้ประเทศไทยมีความก้าวหน้าในบางด้าน แต่ยังเผชิญข้อท้าทายสำคัญที่ส่งผลต่อชีวิตของประชาชนฐานรากโดยตรง
ด้านการผลิตและบริการเป้าหมาย ผลิตภาพภาคเกษตรและมูลค่าเพิ่มทางการเกษตรมีแนวโน้มชะลอตัว ขณะที่ต้นทุนโลจิสติกส์ยังอยู่ในระดับสูง และการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลยังไม่บรรลุเป้าหมายตามที่วางไว้ ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลต่อความสามารถในการทำกิน การประกอบอาชีพ และต้นทุนชีวิตของประชาชนในหลายพื้นที่
ด้านโอกาสและความเสมอภาคทางเศรษฐกิจและสังคม แม้จำนวนครัวเรือนยากจนข้ามรุ่นลดลงจาก 597,248 ครัวเรือนในปี 2565 เหลือ 200,138 ครัวเรือนในปี 2566 และลดลงเหลือ 101,905 ครัวเรือนในปี 2567 แต่ตัวเลขดังกล่าวยังห่างจากเป้าหมายการลดความยากจนข้ามรุ่นอย่างมีนัยสำคัญภายในปี 2570
ขณะเดียวกัน ความแตกต่างด้านความเป็นอยู่หรือรายจ่ายระหว่างประชากร 10 %ที่มีฐานะทางเศรษฐกิจสูงสุด กับประชากร 40 %ที่มีฐานะต่ำสุด ยังอยู่ที่ 5.22 เท่า สูงกว่าเป้าหมายที่กำหนดให้ต่ำกว่า 5 เท่า สะท้อนว่าความเหลื่อมล้ำยังเป็นปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง
ความท้าทายยังรวมถึงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภัยธรรมชาติ ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก การเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ โครงสร้างประชากรสูงวัย และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ปัจจัยเหล่านี้กำลังเปลี่ยนรูปแบบการทำงาน การทำเกษตร และการใช้ชีวิตของประชาชนอย่างรวดเร็ว โดยกลุ่มเปราะบางและครัวเรือนฐานรากมักเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด
โจทย์สำคัญของแผนชาติฉบับที่ 14 จึงไม่ใช่เพียงการลดจำนวนคนจนในเชิงสถิติ แต่ต้องทำให้ระบบเศรษฐกิจ สวัสดิการ และการบริหารจัดการภาครัฐ สามารถเข้าถึงปัญหาและศักยภาพของประชาชนในระดับครัวเรือนได้อย่างแท้จริง
วิจัย 20 จังหวัดต้นแบบคนจนกว่า 1.2 ล้านคน สู่โมเดลแก้จนเชิงพื้นที่
หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) ร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง สมาคมวิจัยและนวัตกรรมเพื่อชุมชน และสถาบันวิชาการ 19 แห่ง ดำเนินแผนงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อขจัดความยากจนและยกระดับฐานะทางสังคมในพื้นที่ 20 จังหวัดต้นแบบ ระหว่างปีงบประมาณ 2563–2569
พื้นที่ดำเนินงานถูกคัดเลือกจากจังหวัดที่เผชิญปัญหาความยากจนรุนแรง เพื่อทดสอบการแก้ไขโจทย์ที่มีความซับซ้อนสูง และสร้างบทเรียนที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในจังหวัดอื่นได้
ข้อมูลสำรวจสถานการณ์ความยากจนใน 20 จังหวัด พบประชากรยากจนทั้งสิ้น 1,243,449 คน หรือ 303,444 ครัวเรือน มีการส่งต่อความช่วยเหลือเข้าสู่ระบบสวัสดิการตามมิติความยากจนแล้ว 385,844 คน โดยมีข้อค้นพบในฐานทุนแต่ละด้านที่แสดงให้เห็นสาเหตุความยากจน และทำให้ออกแบบการพัฒนา ดังนี้
- ทุนมนุษย์
ประชากรคนจน จำนวน 686,589 คน หรือ 55.22% ไม่มีทักษะอาชีพที่สามารถสร้างรายได้ หรือช่วยลดทอนภาวะความยากจนได้ - ทุนธรรมชาติ
ครัวเรือนยากจน จำนวน 106,057 ครัวเรือน หรือ 34.95% ของครัวเรือนยากจน มีที่พักอาศัยอยู่ในพื้นที่ประสบภัยพิบัติ ส่งผลต่อความเปราะบาง หรือการรับแรงกระแทกจากเหตุการณ์ภัยพิบัติซ้ำซาก และไม่สามารถหลุดพ้นจากวัฏจักรความยากจนได้ - ทุนการเงิน
ครัวเรือนยากจน จำนวน 140,963 ครัวเรือน หรือ 46.45% ของครัวเรือนคนจน มีภาวะหนี้สินที่เกิดจากความจำเป็นในการยังชีพ และจำนวน 186,106 ครัวเรือน หรือ 61.33% ของครัวเรือนยากจน ไม่มีการออมเงิน - ทุนกายภาพ
ครัวเรือนยากจน จำนวน 134,912 ครัวเรือน หรือ 44.46% ของครัวเรือนยากจน ไม่มีหรือเข้าไม่ถึงที่ทำกินทางการเกษตร ซึ่งเป็นทักษะการประกอบอาชีพของประชากรคนจนโดยส่วนใหญ่ และทำให้ไม่มีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีวิต - ทุนสังคม
ครัวเรือนยากจน จำนวน 118,145 ครัวเรือน หรือ 38.93% ของครัวเรือนยากจน ใช้ชีวิตอยู่ในชุมชนที่ไม่มีการจัดตั้งกลุ่มเพื่อช่วยเหลือระหว่างกัน หรือหากมีก็ไม่มีความพร้อม หรือความเข้มแข็งในการดำเนินการช่วยเหลือแต่อย่างใด
แผนแก้จน 5 ด้าน: สร้างระบบให้คนจนยืนได้ด้วยตนเอง
กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) กล่าวว่า การจัดงานรับฟังความคิดเห็นโดยความร่วมมือระหว่างเครือข่ายมหาวิทยาลัยและภาคประชาสังคม เพื่อนำข้อมูลจากงานวิจัยมาพิจารณาว่าโครงสร้างของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ครอบคลุมประชาชนมากน้อยเพียงใด โดยสามารถแบ่งประเด็นสำคัญออกเป็น 5 ด้าน
ประกอบด้วย กลุ่มโครงสร้างเศรษฐกิจ กลุ่มการปฏิรูปภาครัฐ กลุ่มการยกระดับทุนมนุษย์ กลุ่มการบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม และกลุ่มการถ่ายทอดและลงทุนในงานวิจัยเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อสกัดข้อมูลความรู้ ประสบการณ์ และความคิดเห็น จากทุกกลุ่ม หลอมรวมเป็นชุดข้อมูลเพื่อผลักดันเข้าสู่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 14 โดยมุ่งเน้นแก้ปัญหาความยากจน ลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำ ยกระดับคุณภาพชีวิต สร้างความมั่นคงในชีวิตแก่ประชาชนในพื้นที่เป็นสำคัญ
“แผนขจัดความยากจนและยกระดับฐานะทางสังคมด้วยอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม” หรือ “แผนแก้จน 5 ด้าน” ซึ่งออกแบบให้ครอบคลุมปัญหาความยากจนในทุกมิติสำคัญ
-
สร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เพิ่มรายได้ ลดต้นทุน
มิติเศรษฐกิจมุ่งเพิ่มรายได้ ลดต้นทุน พัฒนาทักษะอาชีพ และเชื่อมโยงครัวเรือนเข้าสู่ตลาด ผ่าน 3 แนวทางหลัก ได้แก่ การพัฒนาอาชีพจากทุนเดิมของครัวเรือนและชุมชน หรือ Local Content การเชื่อมครัวเรือนยากจนเข้าสู่ห่วงโซ่คุณค่า หรือ Pro-poor Value Chain และการยกระดับเศรษฐกิจฐานรากสู่อุตสาหกรรมเชิงพื้นที่ หรือ Area-Based Industry
แนวทางนี้ตั้งอยู่บนหลักคิดว่า แต่ละครัวเรือนไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ แต่มีทุนบางอย่างอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นทักษะ แรงงาน ภูมิปัญญา ทรัพยากรในชุมชน หรือเครือข่ายทางสังคม สิ่งสำคัญคือการนำทุนเหล่านั้นมาต่อยอดให้เกิดอาชีพ รายได้ และตลาดที่มีความต่อเนื่อง
-
ยกระดับมาตรฐานความเป็นอยู่และรับมือภัยพิบัติ
มิติด้านมาตรฐานความเป็นอยู่มุ่งยกระดับคุณภาพที่อยู่อาศัย ลดความเปราะบาง และสร้างความพร้อมรับมือภัยพิบัติ โดยอาศัยระบบข้อมูลเพื่อชี้เป้าพื้นที่เสี่ยง การเตือนภัย การสนับสนุนศูนย์อพยพ การสื่อสาร และการฟื้นฟูชุมชนเปราะบางทั้งก่อน ระหว่าง และหลังเกิดเหตุ
ในสถานการณ์ที่ภัยธรรมชาติมีความรุนแรงและเกิดบ่อยขึ้น ครัวเรือนยากจนมักมีต้นทุนในการฟื้นตัวต่ำกว่ากลุ่มอื่น การเตรียมความพร้อมจึงไม่ควรจำกัดอยู่ที่การเยียวยาหลังเกิดเหตุ แต่ต้องทำให้ชุมชนและครัวเรือนมีศักยภาพในการป้องกัน รับมือ และฟื้นตัวได้อย่างเข้มแข็ง
-
ลดภาระสุขภาพ สร้างระบบดูแลต่อเนื่องในชุมชน
มิติด้านสุขภาพให้ความสำคัญกับการลดภาระค่าใช้จ่ายและภาระการดูแลของครัวเรือน โดยเฉพาะครัวเรือนที่มีผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ป่วยเรื้อรัง และผู้ป่วยติดเตียง
แนวทางดำเนินงานคือการจำแนกกลุ่มเปราะบาง เชื่อมต่อระบบบริการและการฟื้นฟูสมรรถภาพระหว่างโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน และภาคีในชุมชน เพื่อให้เกิดระบบดูแลอย่างต่อเนื่อง ลดภาระของผู้ดูแลในครัวเรือน และเปิดโอกาสให้สมาชิกวัยแรงงานสามารถกลับไปทำงานหรือสร้างรายได้ได้
-
ลดความยากจนข้ามรุ่นด้วยการศึกษาและทักษะ
มิติด้านการศึกษามุ่งป้องกันความยากจนข้ามรุ่น ผ่านการใช้ข้อมูลค้นหาเด็กและเยาวชนที่เสี่ยงหยุดเรียนหรือหลุดออกจากระบบการศึกษา ควบคู่กับการสนับสนุนให้เข้าถึงการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับบริบทชีวิต
นอกจากการศึกษาในระบบแล้ว ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะใหม่ การยกระดับทักษะเดิม และการเรียนรู้ตลอดชีวิต หรือ Up-skill, Re-skill และ New-skill เพื่อให้เด็ก เยาวชน และแรงงานสามารถปรับตัวต่อความต้องการของตลาดงานและเศรษฐกิจในพื้นที่ได้
-
เชื่อมสิทธิและสวัสดิการ สร้างหลักประกันให้ครัวเรือนเปราะบาง
มิติด้านการคุ้มครองทางสังคมมุ่งสร้างโครงข่ายความปลอดภัยทางสังคมสำหรับครัวเรือนเปราะบาง ผ่านการเชื่อมโยงสิทธิ สวัสดิการ และบริการภาครัฐให้เข้าถึงประชาชนได้จริง รวมถึงการสนับสนุนกองทุนสวัสดิการชุมชน ระบบเกื้อกูลเดิมในชุมชน และกองทุนแก้จน เพื่อช่วยสร้างอาชีพและรายได้ในระยะยาว
เป้าหมายของแผนทั้ง 5 ด้านคือการเปลี่ยนมุมมองจากการมองคนจนเป็นเพียงผู้รับความช่วยเหลือ ไปสู่การมองว่าคนจนคือประชาชนที่มีศักยภาพ หากได้รับโอกาส ความรู้ ทุน ทรัพยากร ที่ดิน และบริการที่เหมาะสม ก็สามารถพึ่งพาตนเองและเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศได้ โดยโมเดลในการแก้จนทั้ง5 ด้านจะเสนอเข้าไปในบรรจุในแผนพัฒนาฯฉบับที่ 14

กิตติ บอกว่าโจทย์สำคัญหลายประเด็นที่คาดหวังอยากให้มีคำตอบให้ชัดเจนในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ได้แก่ เกษตรกร 9 ล้านครัวเรือน ที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกร หรือแรงงานนอกระบบอีกหลายสิบล้านคน หรือครัวเรือนยากจน 20% ระดับล่างสุด และเศรษฐกิจฐานรากระดับชุมชน จะอยู่ตรงไหนของแผน และจะมีกลไกกระบวนการพัฒนาอย่างไร
“แนวทางสำคัญในการนำไปสู่การแก้ปัญหาความยากจนยั่งยืน มีอยู่ด้วยกัน 3 ประการได้แก่ การพัฒนาทักษะการสร้างรายได้อย่างสม่ำเสมอ การพัฒนาทักษะการจัดการทางการเงิน และการสร้างเสริมอุปนิสัยความพอเพียง ไม่ฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย รวมทั้งควรต้องเสริมประสิทธิภาพการบริหารจัดการงบประมาณให้เข้าถึงครัวเรือนยากจนได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ”
ช่องว่างของรัฐ: ไม่ใช่เข้าไม่ถึง แต่ยังไม่ครอบคลุม
กิตติ บอกว่า ที่ผ่านมา มาตรการของภาครัฐไม่ได้เข้าไม่ถึงประชาชนโดยสิ้นเชิง แต่ปัญหาสำคัญคือการเข้าถึงยังไม่ครอบคลุมเพียงพอ โดยเฉพาะกลุ่มประชาชนฐานราก
ภายใต้แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 ประเทศไทยตั้งเป้าลดความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ระหว่างคนรวยที่สุดกับคนจนที่สุด แต่ข้อมูลที่พบสะท้อนว่าช่องว่างดังกล่าวยังขยายตัว โดยรายงานของธนาคารโลกระบุว่าความเหลื่อมล้ำเพิ่มขึ้นเป็น 33 เท่า ภาพดังกล่าวสะท้อนว่าโครงสร้างเศรษฐกิจยังส่งผลไปไม่ถึงครัวเรือนฐานรากอย่างทั่วถึง
อีกปัจจัยสำคัญคือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งมีความรุนแรงมากขึ้นและกระทบต่อประชาชนโดยตรง โดยเฉพาะเกษตรกรและแรงงานที่ต้องพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติ เมื่อรายได้มีความผันผวนจากภัยแล้ง น้ำท่วม หรือความแปรปรวนของฤดูกาล ความจำเป็นในการเข้าถึงสวัสดิการของรัฐและสวัสดิการสังคมจึงเพิ่มสูงขึ้น
ข้อเสนอสำคัญคือ ภาครัฐควรมีกลไกเชิงรุกที่เข้าถึงครัวเรือนในระดับพื้นที่ได้จริง และควรกระจายอำนาจให้ท้องที่และท้องถิ่นมีบทบาทมากขึ้นในการจัดการทรัพยากร สวัสดิการ และระบบช่วยเหลือประชาชน เพราะหน่วยงานในพื้นที่มักเข้าใจบริบทและปัญหาเฉพาะหน้าของประชาชนได้ดีกว่า
บทบาทไม่ชัด ตัวชี้วัดไม่ถึงครัวเรือน
ข้อค้นพบจากการทำงานวิจัยชี้ให้เห็นปัญหาเชิงโครงสร้างอีกประการหนึ่ง คือ บทบาท อำนาจหน้าที่ และตัวชี้วัดของหน่วยงานภาครัฐที่เชื่อมโยงกับครัวเรือนยากจนยังไม่ชัดเจนในหลายกระทรวง
เมื่อไม่มีตัวชี้วัดที่ชัดเจนว่าหน่วยงานใดต้องทำให้ชีวิตครัวเรือนยากจนเปลี่ยนแปลงอย่างไร การจัดทำแผนระดับที่ 2 แผนระดับที่ 3 แผนปฏิบัติการ ตลอดจนการติดตามผลของกรมและกระทรวงต่าง ๆ ก็อาจไม่สามารถลงไปถึงระดับครัวเรือนได้อย่างเป็นรูปธรรม
มีเพียงกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ที่มีบทบาทสำคัญด้านสวัสดิการ และมีตัวชี้วัดที่เชื่อมโยงกับครัวเรือน จึงสามารถเข้าถึงประชาชนได้โดยตรงมากกว่า อีกทั้งยังมีกลไกการทำงานในพื้นที่
กระทรวงอื่น ๆ ส่วนใหญ่ไม่มีตัวชี้วัด (KPI) ที่ผูกกับครัวเรือนยากจนโดยตรง ส่งผลให้งบประมาณและแผนปฏิบัติการอาจไม่สามารถลงไปถึงระดับพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะที่กระทรวง พม. เป็นหนึ่งในกระทรวงที่มีความสำคัญเรื่องสวัสดิการ ซึ่งมีตัวชี้วัดเรื่องครัวเรือน และมีกลไกพื้นที่
แต่กระทรวงพม.มีข้อจำกัดด้านกำลังคนและมีการปรับลดงบประมาณของหน่วยงานด้านสวัสดิการ สะท้อนคำถามสำคัญว่า ประเทศไทยให้ความสำคัญกับประชาชนฐานรากมากเพียงใด และจะออกแบบการจัดสรรทรัพยากรให้เข้าถึงระดับครัวเรือนได้จริงอย่างไร ซึ่ง สะท้อนให้เห็นว่าในอนาคตมองพี่น้องฐานรากแค่ไหน ได้มีการจัดงบประมาณเข้าถึง ซึ่งถือว่าเป็นส่วนสำคัญในการปรับฐานครัวเรือนในอนาคต

แผนชาติฉบับที่ 14: โอกาสยกระดับการแก้จนสู่ทั้งประเทศ
เอ็นนู ซื่อสุวรรณ กรรมการสภาสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 อยู่ระหว่างการเตรียมนำเสนอภายหลังคณะกรรมการได้พิจารณาและสรุปเนื้อหา โดยคาดว่าจะเสนอในช่วงต้นเดือนตุลาคมนี้
“เชื่อว่า งานวิจัยด้านการแก้ไขปัญหาความยากจนที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องตลอด 6 ปี มีองค์ความรู้ กลไกขับเคลื่อน เครื่องมือ และประสบการณ์เพียงพอที่จะผลักดันให้การแก้จนกลายเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14”
สำหรับการผลักดันโมเดลแก้จนลงไปในแผนพัฒนาฉบับที่ 14 จะดำเนินการควบคู่กัน 2 ส่วน ส่วนแรกคือการสังเคราะห์ข้อค้นพบจากงานวิจัยให้เป็นข้อเสนอเชิงโครงสร้าง อาทิ การออกแบบระบบบริหารจัดการที่นำไปสู่การจัดสรรงบประมาณและบริการถึงระดับครัวเรือน การสร้างเครื่องมือทางการเงินสำหรับครัวเรือนยากจน การปรับปรุงฐานข้อมูลครัวเรือน การออกแบบสวัสดิการที่เหมาะกับความต้องการเฉพาะราย และการจัดหาโครงสร้างพื้นฐานจำเป็นสำหรับประชาชนฐานราก
แม้งานวิจัยเริ่มต้นใน 20 จังหวัดที่มีปัญหาความยากจนรุนแรง แต่จะมีการขยายผลไปยังอีกกว่า 50 จังหวัด จึงไม่ควรให้แต่ละพื้นที่ต้องเริ่มต้นลองผิดลองถูกใหม่ทั้งหมด แต่ควรมีระบบสนับสนุน เครื่องมือ และกลไกที่เรียนรู้จากประสบการณ์เดิม
ตามกรอบเวลาที่ระบุไว้ แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 จะประกาศใช้ในเดือนตุลาคม 2570 โดยยังมีช่วงเวลาในการเร่งจัดเตรียมข้อมูล งานวิจัย และบทเรียนจากภาคปฏิบัติ เพื่อนำไปออกแบบแนวทางขยายผลให้สอดคล้องกับแผนชาติฉบับใหม่
หัวใจของการผลักดันครั้งนี้ คือการยกระดับศักยภาพของประชาชนที่อยู่ในภาวะยากจน ให้เข้าถึงความรู้ ทุน ที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ และบริการที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต เพราะคนจนไม่ควรถูกมองว่าเป็นภาระที่รัฐต้องสงเคราะห์ไปตลอดชีวิต แต่ควรได้รับการสนับสนุนจนสามารถช่วยเหลือตนเอง มีคุณค่าในสายตาของตนเอง และมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ
จัดทำแผนฯ14 เชื่อมสู่ระบบงบประมาณ
เอ็นนูระบุว่า ตั้งแต่เริ่มจัดทำแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 คณะกรรมการ สศช. มีความเห็นร่วมกันว่า แผนพัฒนาชาติไม่ควรเป็นแผนของ สศช. เพียงหน่วยงานเดียว แต่ต้องเป็นแผนของประชาชนและทุกภาคส่วน
กระบวนการรับฟังความคิดเห็นจึงขยายจากรูปแบบเดิมที่มักรับฟังในระดับ 4 ภาค ไปสู่การทำงานใน 18 กลุ่มจังหวัด รวมถึงการจัดเวทีตามประเด็นร่วมกับกลุ่มเป้าหมาย 8 กลุ่ม เช่น เด็ก กลุ่มชาติพันธุ์ ผู้สูงอายุ ผู้หญิง นักวิชาการ ข้าราชการ และรัฐวิสาหกิจ เพื่อให้ผู้คนหลากหลายกลุ่มมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นทาง
กระบวนการดังกล่าวช่วยให้การจัดทำแผนได้รับข้อมูลและมุมมองใหม่จากประชาชนในพื้นที่ ซึ่งอาจไม่ปรากฏในการวางแผนจากส่วนกลาง และทำให้แผนมีโอกาสสะท้อนปัญหาจริงได้มากขึ้น
เป้าหมายคือทำให้แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 เป็นแผนที่หน่วยงานและทุกภาคส่วนสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ไม่ใช่เอกสารที่จัดทำเสร็จแล้วถูกวางไว้บนหิ้ง เพราะในภาวะที่ประเทศกำลังเผชิญวิกฤตหลายด้าน ภาครัฐไม่สามารถแก้ปัญหาได้เพียงลำพัง
“ทุกคนกำลังอยู่ในภาวะวิกฤตและต้องการออกจากภาวะดังกล่าว แต่การแก้ไขปัญหาไม่สามารถดำเนินการโดยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งได้ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ซึ่งหลายภาคส่วนมีความตั้งใจที่จะเข้ามาร่วมแก้ปัญหาแต่ยังขาดโอกาส ดังนั้น แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ควรเป็นกลไกที่เปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายเข้ามาร่วมกันแก้ไขปัญหาประเทศ”
ทั้งนี้แผนพัฒนาฯฉบับที่ 14 จะเชื่อมโยงไปถึงการปรับโครงสร้างงบประมาณและกำลังคนภาครัฐ โดยหน่วยงานที่จัดทำแผน หน่วยงานที่พิจารณางบประมาณ และหน่วยงานที่ดูแลกำลังคน ต้องมีความเข้าใจและเป้าหมายร่วมกัน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาวางแผนไว้แนวทางหนึ่ง แต่การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรกลับเดินไปอีกทางหนึ่ง
เปลี่ยนจากแผนตามประเด็น สู่แผนที่ยึดพื้นที่เป็นฐาน
อีกแนวคิดสำคัญของการจัดทำแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 คือ การให้ความสำคัญกับความแตกต่างของแต่ละพื้นที่ เพราะที่ผ่านมาแผนพัฒนามักถูกออกแบบตามประเด็นในภาพรวม แต่ยังไม่สามารถรองรับบริบทที่หลากหลายของแต่ละจังหวัดและชุมชนได้เพียงพอ
ดังนั้นแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการวันที่ 1 ตุลาคม 2570 จะเป็นแผนพัฒนาฯ ฉบับแรก ที่มุ่งเน้นการพัฒนาเชิงพื้นที่ หรือ “Area Base” บนความสอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ เพื่อสร้างความเข้มแข็งแก่ประชาชนในพื้นที่ แตกต่างไปจากแผนพัฒนาฯก่อนหน้านี้ที่เป็นการพัฒนาเชิงประเด็น หรือ “Issue-based”
“กระบวนการทำแผนพัฒนาฯฉบับที่ 14 จะมีความแตกต่างไปจากการทำแผนก่อนหน้านี้ โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนหลายภาคส่วน หลายกลุ่มอาชีพ มีส่วนร่วมแสดงความเห็น เสนอแนะอย่างเต็มที่ เพื่อมุ่งเน้นให้แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 เป็นแผนพัฒนาของประชาชน เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน ไม่ใช่แผนของสภาพัฒน์ “
จากตัวเลขในแผน สู่โอกาสจริงของประชาชน
เวที “พลังสู้ชนะจน ครั้งที่ 3 … สู่แผนชาติ ฉบับที่ 14” จึงมีความหมายมากกว่าการรับฟังความคิดเห็นต่อร่างแผนพัฒนาประเทศ แต่เป็นการนำบทเรียนจากการทำงานจริงในพื้นที่มาวางบนโต๊ะนโยบาย เพื่อยืนยันว่าความยากจนเป็นประเด็นตัดขวางที่ต้องอยู่ในทุกมิติของการพัฒนา ทั้งเศรษฐกิจ การศึกษา สุขภาพ สวัสดิการ สิ่งแวดล้อม งบประมาณ และการบริหารจัดการภาครัฐ
หากแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 สามารถเปลี่ยนข้อมูลระดับครัวเรือนให้กลายเป็นนโยบาย งบประมาณ และกลไกปฏิบัติที่ตอบโจทย์ความแตกต่างของแต่ละพื้นที่ได้จริง การแก้จนจะไม่เป็นเพียงเป้าหมายเชิงตัวเลขในเอกสาร แต่จะเป็นกระบวนการสร้างโอกาสใหม่ให้ประชาชนจำนวนมากก้าวพ้นจากความเปราะบาง มีศักยภาพในการพึ่งพาตนเอง และเปลี่ยนจากผู้รอรับความช่วยเหลือ เป็นพลังร่วมขับเคลื่อนอนาคตของประเทศ
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง
- ชำแหละนโยบายรัฐ: ทุ่มงบมหาศาล 5 แสนล้าน “ยิ่งแก้ ยิ่งจน”
- “คนจน ยิ่งจน” : สังคมไทยกำลังเผชิญวิกฤติความจน
- “เป็นหนี้จนตาย” สถาบันป๋วยเผยเกษตรกว่าครึ่ง อายุ 70 ปี “ใช้หนี้ไม่หมด”




