ใกล้จะได้ใช้ “ค่าโดยสารราคาเดียว” คณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อ 3 พ.ย. 69 เห็นชอบมาตรการค่าโดยสารร่วม (Common Fare) รถไฟฟ้าทุกสายในกรุงเทพฯ และปริมณฑล เริ่ม 1 ม.ค. 70 กำหนดค่าแรกเข้าตามสัญญาเดิมไม่เกิน 17 บาท และค่าโดยสารสูงสุดไม่เกิน 45 บาทต่อเที่ยว
พร้อมยกเลิกการเก็บค่าแรกเข้าซ้ำซ้อนเมื่อเปลี่ยนสายหรือผู้ให้บริการ ใช้งบประมาณดำเนินการ 5,807 ล้านบาท ตลอดปี 70 ขณะที่กรมการขนส่งทางรางเดินหน้าศึกษาโครงสร้างค่าโดยสารและเสนอมาตรการจูงใจให้ประชาชนเปลี่ยนจากรถยนต์ส่วนบุคคลมาใช้ระบบขนส่งทางรางมากขึ้น
พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ครม.มีมติอนุมัติมาตรการลดภาระค่าครองชีพผ่านอัตราค่าโดยสารร่วมในระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน ตามข้อเสนอของกระทรวงคมนาคม โดยกำหนดระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่ 1 ม.ค.-31 ธ.ค. 70 ครอบคลุมโครงข่ายรถไฟฟ้าทุกสายในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล
งบชดเชยค่าโดยสาร 5,785 ล้านบาท
หลักการสำคัญของมาตรการคือ ผู้โดยสารจ่ายค่าแรกเข้าตามสัญญาเดิมไม่เกิน 17 บาท และค่าโดยสารรวมสูงสุดไม่เกิน 45 บาทต่อเที่ยว โดยไม่ต้องเสียค่าแรกเข้าซ้ำเมื่อเปลี่ยนสายหรือเปลี่ยนผู้ให้บริการ เพื่อให้การเดินทางเชื่อมต่อระหว่างรถไฟฟ้าแต่ละระบบมีค่าใช้จ่ายลดลง
สำหรับงบประมาณดำเนินมาตรการตลอดปี 70 ครม.รับทราบกรอบวงเงิน 5,807 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินชดเชยค่าโดยสาร 5,785 ล้านบาท และค่าธรรมเนียมการโอนเงินคืนให้ประชาชนต่อรายการธุรกรรมอีก 22 ล้านบาท โดยให้สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เสนอขอรับจัดสรรงบประมาณจากงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น และเป็นหน่วยงานหลักในการบริหารการจ่ายเงินอุดหนุนตามค่าใช้จ่ายจริง
นอกจากการลดค่าโดยสารแล้ว ครม.ยังมอบหมายให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) และกรุงเทพมหานคร (กทม.) เก็บข้อมูลปริมาณการเดินทางและรายได้ที่เกิดขึ้นจริง รวมถึงประเมินจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นจากมาตรการ (Induced Demand) หลังดำเนินการครบ 6 เดือน เพื่อนำไปประกอบการเจรจาส่วนแบ่งรายได้กับผู้ประกอบการ (Operator) ให้ภาครัฐได้รับส่วนแบ่งคืนในสัดส่วนที่เหมาะสมและเป็นธรรม
สาระสำคัญของโครงการตั๋วร่วม
| ประเด็น | สาระสำคัญ |
| หลักการ | (1) เคารพสัญญาเดิม โดยไม่แก้ไขสัญญาสัมปทาน สัญญาร่วมงาน หรือสัญญาร่วมลงทุน ไม่เก็บค่าแรกเข้าซ้ำซ้อนเมื่อมีการเปลี่ยนสายรถไฟฟ้า โดยเก็บค่าโดยสารตามอัตราปกติก่อนโอนเงินค่าโดยสารส่วนต่างคืนให้กับผู้โดยสาร
(2) ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) (ธนาคารกรงไทย) ดำเนินการ CCH เพื่อบริหารรายได้ค่าโดยสารและโอนเงินค่าโดยสารส่วนต่างคืนให้กับผู้โดยสารผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ภายใน 3 วัน |
| ผู้มีสิทธิ์และบัตรโดยสาร
|
(1) ผู้โดยสารคนไทยเท่านั้น
(2) บัตร EMV Contactless ที่ลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” |
| อัตราค่าโดยสาร
|
(1) อัตราค่าแรกเข้าไม่เกิน 17 บาท และค่าโดยสารตลอดเส้นทางสูงสุดไม่เกิน 45 บาทต่อเที่ยว
(2) ยกเว้นค่าโดยสารรถไฟฟ้าให้เด็กซึ่งมีอายุไม่เกิน 7 ปี และคนพิการ (3) ลดหย่อนค่าโดยสารลงกึ่งหนึ่งสำหรับผู้สูงอายุและทหารผ่านศึกนอกประจำการ (4) กรณีนักเรียน นักศึกษาใช้บัตรประเภทนักเรียน นักศึกษา ให้ได้รับส่วนลดค่าโดยสารตามสิทธิ์ |
| เงื่อนไข
|
(1) การแตะบัตรเข้า – ออกต้องสมบูรณ์ ไม่ถูกปฏิเสธชำระเงิน และใช้บัตรให้ตรงตามสิทธิหากไม่ครบเงื่อนไขให้เก็บอัตราค่าโดยสารราคาปกติ
(2) เดินทางแต่ละเที่ยวใช้เวลาไม่เกิน 180 นาที โดยนับรวมการเดินทางข้ามเส้นทาง หากเกิน 180 นาที ให้แบ่งเป็นหลายเที่ยวเดินทาง โดยคิดอัตราค่าโดยสารตามอัตราค่าโดยสารร่วม (3) ต้องเปลี่ยนเส้นทางต้องบริเวณสถานีที่กำหนดไว้ภายใน 30 นาที [เป็นจุดที่แต่ละสายใช้สถานีเดียวกันหรือมีสถานีตั้งอยู่ใกล้กันจำนวน 17 จุด เช่น สถานีพญาไท สถานีหลักสี่] |
| ประมาณการค่าใช้จ่าย
|
กรอบวงเงินรวมไม่เกิน 5,807 ล้านบาท โดยให้สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจรเสนอขอรับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น และเป็นหน่วยงานหลักในการบริหารการจ่ายเงิน อุดหนุนตามที่เกิดขึ้นจริงต่อไป |
| แผนการดำเนินงาน
|
(1) กรมการขนส่งทางราง สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) รฟม. การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กทม. และธนาคารกรุงไทย ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการดำเนินมาตรการอัตราค่าโดยสารร่วมฯ ภายในเดือนพฤศจิกายน 2569
(2) ธนาคารกรุงไทยยื่นขอรับใบอนุญาตดำเนินกิจการ CCH ต่อ สนข. และเริ่มเปิดให้ผู้โดยสารลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” และ กทม. ติดตั้งอุปกรณ์รับชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ (EDC) ให้แล้วเสร็จ 270 เครื่อง ภายในเดือนธันวาคม 2569 (3) มอบหมายให้ รฟม. และ กทม. รวบรวมข้อมูลปริมาณการเดินทาง รายได้จริง รวมทั้งประเมินปริมาณผู้โดยสารส่วนเพิ่ม เพื่อเป็นข้อมูลเจรจาส่วนแบ่งรายได้ ได้สัดส่วนการแบ่งรายได้จากผู้ประกอบการคืนให้กับภาครัฐเมื่อดำเนินมาตรการแล้วเป็นระยะเวลา 6 เดือนและรายงานผลให้คณะรัฐมนตรีทราบต่อไป |
เน้นเชื่อมรถไฟฟ้าทุกสายเป็นโครงข่ายเดียวกัน
พิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง กล่าวว่า การกำหนดอัตราค่าโดยสารร่วมไม่ได้มีเป้าหมายเพียงลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงรถไฟฟ้าทุกสายให้เป็นโครงข่ายเดียวกัน ลดข้อจำกัดในการเปลี่ยนสายหรือเปลี่ยนผู้ให้บริการ และสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนหันมาใช้ระบบขนส่งมวลชนทางรางแทนรถยนต์ส่วนบุคคล
ขณะที่ อธิภู จิตรานุเคราะห์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางราง กล่าวว่า แนวทางการกำหนดค่าโดยสารสูงสุดไม่เกิน 45 บาทต่อเที่ยว จะช่วยเพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะในราคาที่เหมาะสม โดยเฉพาะการยกเลิกการเรียกเก็บค่าแรกเข้าซ้ำซ้อนเมื่อเปลี่ยนสายหรือเปลี่ยนผู้ให้บริการ ซึ่งจะทำให้การเดินทางต่อเนื่องระหว่างรถไฟฟ้าแต่ละสายสะดวกและเป็นธรรมมากขึ้น
ส่วนช่วงเปลี่ยนผ่านก่อนระบบค่าโดยสารร่วมเริ่มใช้อย่างเป็นทางการ มาตรการบัตรโดยสารเหมาจ่ายรายวัน ราคา 40 บาท สำหรับรถไฟฟ้าสายสีม่วงและสายสีแดง จะยังคงดำเนินการต่อไป เพื่อให้ประชาชนได้รับสิทธิประโยชน์อย่างต่อเนื่องและไม่เกิดช่องว่างระหว่างการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบใหม่
เปิด มาตรการจูงใจ เปลี่ยนจากรถยนต์สู่ระบบราง
นอกจากการกำหนดเพดานค่าโดยสารแล้ว กรมการขนส่งทางรางยังเสนอมาตรการส่งเสริมการเดินทางด้วยระบบราง เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนรูปแบบการเดินทาง (Modal Shift) จากรถยนต์ส่วนบุคคลมาใช้ระบบขนส่งมวลชนทางรางมากขึ้น
แนวทางดังกล่าวครอบคลุมการให้สิทธิประโยชน์แก่กลุ่มเป้าหมาย การพัฒนาบัตรโดยสารรายเดือนและระบบสมาชิก การจัดทำบัตรโดยสารสำหรับนักเรียนและนักศึกษา ตลอดจนการสร้างความร่วมมือกับนายจ้างและองค์กรขนาดใหญ่ เพื่อส่งเสริมให้พนักงานใช้ระบบขนส่งสาธารณะ
นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ เช่น การออกกำลังกายแลกสิทธิประโยชน์ด้านค่าโดยสาร เพื่อสร้างแรงจูงใจและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเดินทางของประชาชนในระยะยาว
ทั้งนี้กรมการขนส่งทางรางจะรวบรวมความคิดเห็นจากการสัมมนาไปวิเคราะห์และจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชน ผู้ให้บริการ และทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มาตรการสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง
เป้าหมายของนโยบายจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่การกำหนดเพดานค่าโดยสาร 45 บาท แต่เป็นการทำให้ระบบรถไฟฟ้าเชื่อมต่อกันได้อย่างไร้รอยต่อ ลดต้นทุนการเดินทาง และจูงใจให้ประชาชนเปลี่ยนจากการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะ ซึ่งจะช่วยบรรเทาปัญหาการจราจรและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
บทความที่เกี่ยวข้อง:




