ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศขยายระยะเวลาการใช้สิทธิซื้อทรัพย์สินคืนภายใต้โครงการ “พักทรัพย์ พักหนี้” ไปจนถึงไม่เกินวันที่ 31 ธ.ค. 2570 เพื่อให้ผู้ประกอบธุรกิจที่ยังมีศักยภาพ มีเวลาเพิ่มเติม เพื่อจัดหาแหล่งเงินทุนและดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง

ธุรกิจกว่า 400 ราย ยังไม่ได้ซื้อทรัพย์สินคืน
วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า ปัจจุบันยังมีผู้ประกอบธุรกิจที่อยู่ในโครงการฯ กว่า 400 ราย ที่จะทยอยครบกำหนดใช้สิทธิซื้อทรัพย์สินคืนตั้งแต่เดือน ก.ค. 2569
ที่ผ่านมา ธปท. และภาครัฐได้สนับสนุนให้สถาบันการเงินใช้มาตรการที่มีอยู่ช่วยผู้ประกอบธุรกิจเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับซื้อทรัพย์สินคืน เช่น สินเชื่อ “มีทรัพย์เพิ่ม เติมสภาพคล่อง (SMEs Secure+)” และโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ของธนาคารออมสิน แต่เนื่องจากยังมีผู้ประกอบธุรกิจบางส่วนที่ได้รับผลกระทบจากทั้งสภาวะเศรษฐกิจและสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง ซึ่งแม้จะมีความตั้งใจซื้อทรัพย์สินคืนแต่ยังอยู่ในช่วงฟื้นตัวทำให้ต้องการเวลาเพิ่มขึ้นในการหาเงินทุน ธปท. จึงขยายระยะเวลาการใช้สิทธิซื้อทรัพย์สินคืนภายใต้โครงการฯ ออกไป
ทั้งนี้ ผู้ประกอบธุรกิจที่ประสงค์จะขอขยายระยะเวลาการใช้สิทธิซื้อทรัพย์สินคืน ขอให้เร่งติดต่อสถาบันการเงินเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้องก่อนครบกำหนดสัญญาเดิม สำหรับผู้ประกอบธุรกิจที่มีสภาพคล่องและหาแหล่งเงินทุนได้ สามารถซื้อทรัพย์สินคืนตามกำหนดเดิม เพื่อให้กลับมาเป็นเจ้าของทรัพย์สินได้โดยเร็ว
“พักทรัพย์ พักหนี้” เริ่มเมื่อปี 64 เป้าหมายช่วยภาคธุรกิจ
โครงการ “พักทรัพย์ พักหนี้” วงเงิน 100,000 ล้านบาท ของ ธปท. ได้เริ่มมาตั้งแต่ปี 2564 เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่ยังมีศักยภาพในการดำเนินธุรกิจ โดยเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการลดภาระหนี้และมีเวลาฟื้นฟูกิจการ
ภายใต้โครงการนี้ ผู้ประกอบธุรกิจสามารถโอนทรัพย์สินทุกประเภทที่ใช้เป็นหลักประกันให้สถาบันการเงินเพื่อชำระหนี้เดิม พร้อมได้รับสิทธิซื้อทรัพย์สินคืนภายในระยะเวลา 5 ปี เมื่อฐานะการเงินกลับมาฟื้นตัวและสามารถจัดหาแหล่งเงินทุนได้
ผู้ประกอบธุรกิจที่สามารถเข้าโครงการฯ ต้องมีคุณสมบัติ คือ 1. เป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลที่จดทะเบียนในประเทศไทย ที่มีสถานประกอบการและประกอบธุรกิจในประเทศไทย 2. เป็นลูกหนี้ของสถาบันการเงินก่อนวันที่ 1 มี.ค.2564 ทั้งนี้ หากเป็นลูกหนี้ของสถาบันการเงินต่อเนื่องมาตั้งแต่ก่อนวันที่ 1 ม.ค. 2563 ต้องไม่เป็นลูกหนี้ที่ถูกจัดชั้นเป็นหนี้เสีย (NPL) ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2562 และ 3. ไม่เป็นผู้ประกอบธุรกิจทางการเงิน
ทั้งนี้เงื่อนไขการรับโอน การเช่า และการซื้อคืนทรัพย์สินหลักประกัน คือ ผู้ประกอบธุรกิจมีสิทธิซื้อทรัพย์สินหลักประกันคืนได้ภายในระยะเวลา 3 – 5 ปีนับแต่วันที่สถาบันการเงินรับโอนทรัพย์สินหลักประกัน โดยสถาบันการเงินจะไม่นำทรัพย์สินไปขายแก่บุคคลอื่นหากผู้ประกอบธุรกิจไม่ยินยอม
ขณะเดียวผู้ประกอบธุรกิจมีสิทธิเช่าทรัพย์สินนั้นจากสถาบันการเงินเพื่อไปประกอบธุรกิจได้ ตามอัตราค่าเช่าที่จะตกลงกัน แต่ต้องแจ้งความประสงค์ว่าจะเช่าให้สถาบันการเงินทราบภายใน 15 วันนับแต่วันที่โอนทรัพย์สิน หากผู้ประกอบธุรกิจไม่ประสงค์เช่าทรัพย์สิน สถาบันการเงินอาจนำทรัพย์สินไปให้บุคคลอื่นเช่าได้
สำหรับราคาทรัพย์สินที่สถาบันการเงินจะขายคืนให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจหรือเจ้าของทรัพย์สินหลักประกันต้องไม่สูงกว่าราคาที่รับโอนไว้รวมกับค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาอีกไม่เกิน 1% ต่อปีของราคาที่รับโอนและค่าใช้จ่ายอื่นที่สถาบันการเงินได้จ่ายไปเพื่อดูแลรักษาทรัพย์สิน หักด้วยค่าเช่าที่ผู้ประกอบธุรกิจจ่ายระหว่างสัญญาเช่า
เนื้อหาอื่นเพิ่มเติม:




