สำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เสนอบทวิเคราห์ “Data Center โครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจดิจิทัล” ในรายงานภาวะสังคมไตรมาส 2/2569 โดยมีประเด็นที่ต้องพิจารณาหลายด้าน ทั้งเรื่องการลงทุน ผลต่อเศรษฐกิจของประเทศ และเรื่องการใช้ทรัพยากรของประเทศ เช่น แหล่งน้ำและพลังงานไฟฟ้า มีรายละเอียดดังนี้
ทุกครั้งที่เราโอนเงินผ่านแอปพลิเคชัน ดูหนังผ่านแพลตฟอร์มสตรีมมิง หรือถามคำถามกับ AI เบื้องหลังการทำงานเหล่านี้ล้วนต้องอาศัย Data Center ในการจัดการกับข้อมูลจำนวนมหาศาล แม้ผู้ใช้งานส่วนใหญ่
จะไม่เคยเห็น Data Center แต่โครงสร้างพื้นฐานนี้เป็นกลไกสำคัญที่ทำให้บริการดิจิทัลในชีวิตประจำวันสามารถทำงานได้อย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง
ในอดีต Data Center มีบทบาทหลักในการรองรับบริการออนไลน์และระบบ Cloud แต่การเติบโตอย่างรวดเร็วของ AI ทำให้ความต้องการใช้ Data Center เพิ่มขึ้นอย่างมากเนื่องจาก AI ต้องอาศัยข้อมูลจำนวนมากและกำลังประมวลผลสูง ส่งผลให้ Data Center มีบทบาทมากขึ้นจากเดิมที่เป็นเพียงโครงสร้างพื้นฐานสนับสนุนบริการดิจิทัล ไปสู่ปัจจัยสำคัญในการดึงดูดการลงทุนด้านเทคโนโลยี สร้างนวัตกรรม และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ข้อมูลจาก McKinsey & Company ประเมินว่า ในช่วงปี 2568-2573 การลงทุนในอุตสาหกรรม Data Center ทั่วโลกอาจมีมูลค่าสะสมสูงถึง 6.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะมีสัดส่วนความต้องการ Data Center ถึง 34.0% โดยไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุน ปัจจุบันประเทศไทยมี Data Center ที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์จำนวน 42 แห่ง และยังมีโครงการใหม่อยู่ระหว่างการก่อสร้างและพัฒนาอีกหลายแห่ง
ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ระบุว่า ในปี 2568 มีโครงการ Data Center และ Cloud Service ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนจำนวน 36 โครงการ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 7.28 แสนล้านบาท การลงทุนดังกล่าวไม่ได้สร้างประโยชน์เฉพาะในรูปของเงินลงทุนโดยตรง แต่ยังเชื่อมโยงกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจอื่น ๆ เช่น การก่อสร้าง การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การใช้บริการจากผู้ประกอบการในประเทศและการจ้างงาน โดยสมาคมดาต้าเซ็นเตอร์แห่งประเทศไทย
คาดการณ์ว่าในช่วง 5 ปี อุตสาหกรรม Data Center อาจช่วยเพิ่มสัดส่วนต่อ GDP จาก 0.93% เป็น 2.47% และสร้างการจ้างงานชั่วคราวสะสมกว่า 45,000 ตำแหน่ง ในช่วงการก่อสร้างขณะที่ในต่างประเทศ กรณีของ Loudoun County รัฐเวอร์จิเนีย สหรัฐอเมริกา แสดงให้เห็นว่า Data Center สามารถกลายเป็นแหล่งรายได้สำคัญที่ช่วยพัฒนาชุมชนได้ โดยในช่วงปี 2561-2567 พื้นที่ Data Center เพิ่มจาก 13 เป็น 43 ล้านตารางฟุต และสร้างรายได้ภาษีให้ท้องถิ่นสูงถึง 890 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี
ขณะที่ต้นทุนของท้องถิ่นอยู่ที่ 0.04% ต่อรายได้ภาษี 1 ดอลลาร์ เทียบกับ 0.25% สำหรับธุรกิจทั่วไปรายได้ ดังกล่าวช่วยให้ Loudoun County นำไปลงทุนปรับปรุงถนนกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และสร้างโรงเรียนใหม่ 36 แห่ง นอกจากนี้ การจ้างงานใน Data Center ทุก 1 ตำแหน่ง ยังช่วยสร้างงานที่เกี่ยวเนื่องในธุรกิจอื่น ๆ อีกเฉลี่ย 7.4 ตำแหน่ง
ในภาพรวมของสหรัฐอเมริกา พบว่า เมื่อ Data Center เข้ามาเศรษฐกิจในพื้นที่โดยรวมดีขึ้น โดยการจ้างงานเพิ่มขึ้นประมาณ 3.5% ค่าจ้างรวมเพิ่มขึ้น 5.0% และจำนวนสถานประกอบการเพิ่มขึ้น 4.7% ขณะที่อัตราการว่างงานลดลง และการขออนุญาตก่อสร้างเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม ประโยชน์เหล่านี้ไม่ได้กระจายอย่างเท่าเทียมกันทุกพื้นที่ แต่เห็นได้ชัดในเขตเมืองที่มีธุรกิจและแรงงานจำนวนมาก ซึ่งสามารถเชื่อมโยงกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจอื่นและสร้างผลต่อเนื่องได้มากกว่า อีกทั้งการใช้ไฟฟ้าของ Data Center ขนาดใหญ่เพียงแห่งเดียวอาจใช้ไฟฟ้าได้ใกล้เคียงกับบ้านเรือนถึง 8 หมื่นหลังสะท้อนว่า การขยายตัวของ Data Center จึงเป็นทั้งโอกาสทางเศรษฐกิจและความท้าทายที่ต้องบริหารควบคู่กัน
การเติบโตของ Data Center กับโจทย์ที่หลายประเทศต้องรับมือ
พลังงานและน้ำ : ต้นทุนที่ต้องคำนึงถึงควบคู่กับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล ศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Hyperscale Data Center) ต้องใช้ไฟฟ้าและน้ำในปริมาณสูง ทั้งเพื่อรองรับการประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาลและระบบระบายความร้อนของอุปกรณ์ หากขยายตัวอย่างรวดเร็ว อาจกระทบต่อการใช้ไฟฟ้าและน้ำของภาคส่วนอื่น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีทรัพยากรจำกัด
ไอร์แลนด์ พบว่า ในปี 2566 Data Center ใช้ไฟฟ้า 21.0% ของทั้งประเทศ เพิ่มขึ้นจาก 5.0% ในปี 2558 และมากกว่าการใช้ไฟฟ้ารวมของครัวเรือนในเขตเมืองทั้งหมด ทำให้ระบบไฟฟ้าใน Dublin รองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นได้จำกัดจนต้องระงับการอนุมัติการเชื่อมต่อ Data Center แห่งใหม่ถึงปี 2571
เนเธอร์แลนด์ Data Center ของ Microsoft ในเมือง Middenmeer ใช้น้ำถึง 84 ล้านลิตร ในปี 2564 ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดภัยแล้งรุนแรง สูงกว่าที่เคยคาดไว้ที่ 12-20 ล้านลิตร ทำให้เกษตรกรในพื้นที่กังวลว่าน้ำที่มีอยู่อาจไม่เพียงพอ
สหรัฐอเมริกา ยังมีกรณีพิพาทจากการติดตั้งกังหันก๊าซ 27 เครื่อง รวมกำลังผลิต 495 เมกะวัตต์เพื่อผลิตไฟฟ้าให้ Data Center ของ xAI ในรัฐ Mississippi โดย NAACP13 ตั้งข้อสังเกตว่า การเดินเครื่องโดยไม่มีใบอนุญาตด้านมลพิษทางอากาศอาจเพิ่มมลพิษและกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ สะท้อนว่า การขยาย Data Center ไม่เพียงต้องคำนึงถึงความเพียงพอของไฟฟ้าและน้ำ แต่ยังต้องพิจารณาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากแหล่งพลังงานที่นำมาใช้ด้วย
เงินลงทุนสูง แต่ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นในประเทศอาจยังมีจำกัด Data Center ใช้เงินลงทุนและเทคโนโลยีสูง แต่เมื่อเปิดดำเนินการแล้วใช้แรงงานประจำไม่มาก เพราะระบบส่วนใหญ่สามารถบริหารจัดการจากระยะไกลได้ ขณะที่เทคโนโลยีและทรัพย์สินทางปัญญาหลักยังอยู่กับบริษัทเจ้าของโครงการ ทำให้ประเทศที่เป็นที่ตั้งอาจได้ประโยชน์หลักจากการก่อสร้างและบริการที่เกี่ยวข้อง มากกว่ามูลค่าเพิ่มจากเทคโนโลยีขั้นสูง
กรณี สวีเดน การลงทุน Hyperscale Data Center ของ Meta ในเมือง Luleå แม้จะช่วยสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่ แต่เทคโนโลยีและการดำเนินงานหลักยังอยู่ภายใต้การควบคุมของบริษัททำให้ผู้ประกอบการและบุคลากรในพื้นที่มีโอกาสเรียนรู้และนำเทคโนโลยีของโครงการไปใช้ต่อยอดได้จำกัด
ขณะที่ สหรัฐอเมริกา พบว่า การจ้างงานส่วนใหญ่เกิดขึ้นในช่วงก่อสร้าง โดยโครงการหนึ่งสร้างงานได้ประมาณ 1,700 ตำแหน่ง แต่เมื่อเปิดดำเนินงานแล้ว เหลืองานประจำประมาณ 160 ตำแหน่ง สะท้อนว่าการส่งเสริมการลงทุน Data Center ไม่ควรพิจารณาเพียงมูลค่าเงินลงทุน แต่ควรทำให้การลงทุนเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจในประเทศด้วยทั้งการพัฒนาผู้ประกอบการ การยกระดับทักษะแรงงาน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการวิจัยและพัฒนา เพื่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มและประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว
การส่งเสริมการลงทุนต้องมาพร้อมการกำกับดูแล หลายประเทศไม่ได้มุ่งส่งเสริมการลงทุน Data Center เพียงอย่างเดียว แต่ปรับกฎหมายและมาตรการกำกับดูแลควบคูยกัน เพื่อควบคุมผลกระทบด้านพลังงาน น้ำ และสิ่งแวดล้อม และให้การลงทุนสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจในประเทศมากขึ้น สหภาพยุโรป กำหนดให้ผู้ให้บริการ Data Center รายงานข้อมูลการใช้พลังงานและน้ำเข้าสู่ฐานข้อมูลกลาง และอยู่ระหว่าง จัดทำระบบจัดระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงานของ Data Center เพื่อให้สามารถเปรียบเทียบประสิทธิภาพของแต่ละแห่ง และใช้เป็นข้อมูลในการพัฒนามาตรฐานของอุตสาหกรรม
สิงคโปร์ ในช่วงปี 2562-2565 รัฐบาลระงับการอนุมัติ Data Center แห่งใหม่ชั่วคราว เพื่อทบทวนผลกระทบด้านพลังงาน น้ำ และการใช้ที่ดิน ก่อนกลับมาเปิดรับการลงทุนอีกครั้ง โดยกำหนดเงื่อนไขให้โครงการใหม่มีค่า Power Usage Effectiveness (PUE)14 ไม่เกิน 1.3 นอกจากนี้ ผู้ประกอบการต้องใช้พลังงานหมุนเวียน หรือเสนอแผนการใช้เทคโนโลยีใหม่เพื่อลดการปล่อยคาร์บอน เช่น ระบบระบายความร้อนแบบ Immersive Cooling ซึ่งช่วยลดการใช้พลังงานและน้ำ และต่อมาในปี 2567 ได้จัดทำ Green Data Centre Roadmap เพื่อกำหนดแนวทางการพัฒนา Data Center ให้มีความยั้งยืนมากขึ้น โดยในการเปิดรับการลงทุนรอบใหม่ ได้กำหนดให้โครงการใช้พลังงานสะอาดอย่างน้อย 50.0% พร้อมแสดงให้เห็นถึงประโยชน์ต่อเศรษฐกิจในประเทศ เช่น การวิจัยและพัฒนาและการพัฒนาบุคลากร
มาเลเซีย รัฐสลังงอร์กำหนดให้ Data Center แห่งใหม่ ใช้สินค้าและบริการภายในประเทศไม่น้อยกว่าร้อยละ 30.0 ครอบคลุมงานออกแบบวงจรรวม ระบบทำความเย็น งานวิศวกรรม และบริการที่เกี่ยวข้อง เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการและแรงงานในประเทศ ได้รับประโยชน์จากการลงทุนมากขึ้น ขณะที่รัฐยะโฮร์จำกัดการอนุมัติ Data Center ระดับ Tier 1 และ Tier 2 แห๋งใหม๋ เนื่องจากมีการใช็น้ำสูงและทรัพยากรน้ำในพื้นที่มีข็อจำกัด โดยอนุญาตเฉพาะ Data Center ระดับ Tier 3 และ Tier 4 ซึ่งมีประสิทธิภาพในการใช็ทรัพยากรมากกว๋า
ไทยอยู่ตรงไหนบนเส็นทางสู่ศูนย์กลาง Data Center
ในช่วงที่ผ่านมา ไทยได้รับความสนใจจากการลงทุน Data Center เพิ่มขึ้น จากจุดแข็งด้านทำเลที่ตั้ง ความพร้อมด้านไฟฟ้า และโครงข่ายโทรคมนาคม ประกอบกับความต้องการใช้บริการ Cloud และ AI ในภูมิภาคที่เติบโตขึ้น อย่างไรก็ตาม การเป็นศูนย์กลาง Data Center ไม่ได้วัดเพียงจำนวนโครงการหรือมูลค่าการลงทุน แต่ต้องพิจารณาด้วยว่าไทยสามารถเปลี่ยนการลงทุนเหล่านี้ให้เกิดมูลค่าเพิ่มและสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจในประเทศได้มากเพียงใด โดยปัจจัยที่ควรคำนึงถึง เช่น
1.การมีส่วนร่วมของผู้ประกอบการไทยในห่วงโซ่อุปทาน รายงานของ Krungthai COMPASS ชี้ว่า กว่า 60.0% ของค่าใช้จ่ายในการพัฒนา Data Center เป็นค่าอุปกรณ์สารสนเทศ เช่น ชิปประมวลผล หน่วยความจำ และระบบเครือข่าย ซึ่งไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าเป็นหลัก ขณะที่ผู้ประกอบการไทยที่ได้รับประโยชน์จากการลงทุนส่วนใหญ่อยู ในงานก่อสร้าง การพัฒนาที่ดิน และสาธารณูปโภค แม้ว่าผู้ประกอบการData Center จะสนใจใช้ชิ้นส่วนและอุปกรณ์ที่ผลิตในประเทศ เพราะช่วยลดต้นทุนนำเข้าและสะดวกต่อการซ่อมบำรุง แต่ผู้ผลิตไทยก็ยังมีข้อจำกัดในการรองรับความต้องการของอุตสาหกรรม ทั้งด้านเงินทุนเทคโนโลยี และบุคลากร สอดคล้องกับผลการสำรวจผู้บริหารสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ที่พบว่า 51.2% มีความกังวลว่าการขยายตัวของ Data Center ในไทยยังสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผู้ประกอบการไทยได้จำกัด และยังพึ่งพาเทคโนโลยีและบุคลากรจากต่างประเทศในระดับสูง
2. กติกาการกำกับดูแล Data Center ปัจจุบัน Data Center ของไทยอยู่ภายใต้การกำกับของหลายหน่วยงาน อาทิ ด้านการลงทุน ผังเมือง อาคาร พลังงาน และน้ำ แต่ยังไม่มีหน่วยงานหลักที่ดูแลโครงการในภาพรวมตั้งแต่เริ่มลงทุนจนถึงเปิดดำเนินการ ทำให้การติดตามการใช้ทรัพยากรและผลกระทบของโครงการทำได้ไม่ต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน กฎหมายที่มีอยู่ยังไม่ครอบคลุมลักษณะเฉพาะของ Data Center บางโครงการสามารถขออนุญาตก่อสร้างในลักษณะคลังสินค้า (Warehouse) ทั้งที่มีลักษณะการใช้งานและความต้องการใช้พลังงานแตกต่างจากคลังสินค้าทั่วไป
นอกจากนี้ ไทยยังไม่มีมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมเฉพาะสำหรับ Data Center เช่น การเปืดเผยข้อมูลการใช้พลังงานและน้ำ หรือการกำหนดเป้าหมายด้านประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร เช่น PUE และ Water Usage Effectiveness (WUE)
แม้ภาครัฐจะเริ่มวางกลไกรองรับการลงทุน Data Center โดยจัดตั้งคณะอนุกรรมการจัดการพลังงานเพื่อรองรับการลงทุนและกลั่นกรองโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ เพื่อพิจารณาโครงการที่ขอรับการส่งเสริมการลงทุนแบบเบ็ดเสร็จใน 4 มิติ ได้แก่ (1) ประโยชน์ต่อประเทศ (2) ความเพียงพอของไฟฟ้า (3) ความเพียงพอของน้ำและ (4) ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม รวมทั้งดำเนินโครงการ นําร่องการซื้อขายไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบการทําสัญญาซื้อขายพลังงานไฟฟ้าได้โดยตรง (Direct Power Purchase Agreement: Direct PPA) เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น แต่รายละเอียดของหลักเกณฑ์ วิธีการประเมิน และกลไกการบังคับใช้ยังคงอยู่ระหว่างการพัฒนา
ไทยควรเตรียมการอย่างไร
การขยายตัวของ Data Center เป็นโอกาสสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศ แต่การดึงดูดการลงทุนต้องมีระบบกำกับดูแลที่เหมาะสมรองรับ ไทยจึงควรเตรียมความพร้อม ดังนี้
เร่งพัฒนาระบบกำกับดูแล Data Center ให้ครอบคลุมตั้งแต่การพิจารณาโครงการการก่อสร้างไปจนถึงการเปิดดำเนินงาน โดยมีหน่วยงานหลักทำหน้าที่ประสานงานและติดตามโครงการ พร้อมทั้งจัดทำฐานข้อมูลกลางด้านที่ตั้ง ขนาดโครงการ และการใช้ไฟฟ้าและน้ำ
สำหรับวางแผนโครงสร้างพื้นฐานและบริหารจัดการทรัพยากร และนำการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental Assessment: SEA) มาใช้ควบคู่กับการปรับปรุงกฎหมายและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับลักษณะเฉพาะของ Data Center อาทิ การใช้ประโยชน์ที่ดินและการควบคุมอาคาร มาตรฐานการใช้พลังงานและน้ำ การปล่อยความร้อนและเสียงรบกวน การจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ และการลดรอยเท่าคาร์บอน ตลอดจนกำหนดให้ผู้ประกอบการรายงานข้อมูลการใช้ทรัพยากรและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่สำคัญ เพื่อสนับสนุนการติดตามและประเมินผลการดำเนินงาน
สร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าของ Data Center ภาครัฐควรกำหนดสัดส่วนการใช้สินค้า บริการ และแรงงานภายในประเทศ เพื่อให้การลงทุน Data Center เชื่อมโยงกับธุรกิจไทยมากขึ้น โดยเฉพาะในกิจกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เช่น การผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้า ระบบทำความเย็น อุปกรณ์เครือข่าย และซอฟต์แวร์ พร้อมทั้งสนับสนุนการจับคู่ธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการไทยกับผู้ให้บริการ Data Center และยกระดับมาตรฐานสินค้าและบริการให้สามารถเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับสากล ควบคู่กับการพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรม เช่น Data Analytics การรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ และการบริหารจัดการ Data Center เพื่อรองรับการจ้างงานที่มีทักษะสูง
เปิดให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีส่วนรวมในการพัฒนาโครงการ เนื่องจาก Data Center ใช้ไฟฟ้าน้ำ และที่ดินในปริมาณมาก จึงควรให้หน่วยงานภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม และประชาชนในพื้นที่ส่วนร่วมในการวางแผนและพิจารณาโครงการ โดยเฉพาะในประเด็นการใช้ทรัพยากรและผลกระทบต่อพื้นที่พร้อมกำหนดกลไกติดตามผลกระทบและมาตรการเยียวยา เพื่อให้การพัฒนาโครงการสอดคล้องกับบริบทของพื้นที่และลดความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น
ส่งเสริมการใช้พลังงานและทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว ภาครัฐควรสนับสนุนให้ผู้ประกอบการ Data Center เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียน และนำเทคโนโลยีที่ช่วยลดการใช้ไฟฟ้าและน้ำมาใช้ เช่น ระบบระบายความร้อนแบบ Immersive Cooling และการนำน้ำจากระบบหล่อเย็นกลับมาใช้ในกิจกรรมที่ไม่จำเป็นต้องใช้น้ำคุณภาพสูง รวมทั้งกำหนดเป้าหมายการใช้พลังงานและน้ำที่ชัดเจน เพื่อให้ผู้ประกอบการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรอย่างต่อเนื่อง และรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมโดยไม่เพิ่มแรงกดดันต่อทรัพยากรของประเทศ
ที่มา: รายงานภาวะสังคมไทยไตรมาส 2/2569
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




