การทบทวนมาตรฐานเหล็กเส้นเสริมคอนกรีต – เหล็กข้ออ้อย หรือ มอก.24-2559 ของ สํานักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ถูกจับตามองไม่เพียงแค่ผู้ประกอบการ หรือวิศวกรก่อสร้าง หากรวมไปถึงผู้บริโภค ที่กังวลถึงคุณภาพความปลอดภัยของเหล็ก เนื่องจากเกรงบทเรียนจะซ้ำรอย ตึก สตง.ถล่ม
เสียงของผู้บริโภคในการประชุมรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างมาตรฐานเหล็กเส้นเสริมคอนกรีต เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2569 จึงสะท้อนออกมาถึงจุดยืนอย่างชัดเจนว่า การกำหนดมาตรฐานเหล็กเส้นที่ใช้ในงานโครงสร้างอาคารไม่ควรพิจารณาเพียงต้นทุนหรือความสามารถในการผลิตของภาคอุตสาหกรรม แต่ต้องให้ “ความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สิน” เป็นหลักสำคัญที่สุด
หนึ่งในประเด็นที่ผู้บริโภคเห็นตรงกันคือ มาตรฐานต้องหมายถึง “ความสม่ำเสมอ” ไม่ใช่ผลการตรวจที่บางครั้งผ่านและบางครั้งไม่ผ่าน หรือมีความคลาดเคลื่อนขึ้นอยู่กับวิธีการผลิตและวิธีการตรวจสอบ เพราะเหล็กเส้นเป็นวัสดุที่ถูกนำไปฝังอยู่ในโครงสร้างอาคาร และเมื่อก่อสร้างเสร็จแล้วแทบไม่มีโอกาสย้อนกลับมาแก้ไขได้ง่าย

มาตรฐานเหล็กต้องปลอดภัย 100 %
ศุภการ เพชรยนต์ นักศึกษาจากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งร่วมแสดงความคิดเห็นในฐานะตัวแทนคนรุ่นใหม่ มองว่า คำว่า “มาตรฐาน” ควรสะท้อนถึงผลลัพธ์ที่สม่ำเสมอและตรวจสอบได้ 100% ไม่ใช่สินค้าที่บางล็อตผ่าน บางล็อตไม่ผ่าน หรือมีความไม่แน่นอนจากกระบวนการผลิต
หากผลการทดสอบยังมีความแกว่งหรือมีความเสี่ยงที่ไม่สามารถควบคุมได้ ก็เป็นเรื่องที่ต้องตั้งคำถามว่า วัสดุดังกล่าวเหมาะสมที่จะนำไปใช้กับโครงสร้างอาคารซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับชีวิตของประชาชนหรือไม่
“เหล็กไม่ใช่หลอดไฟ” จึงเป็นหนึ่งในภาพเปรียบเทียบที่สะท้อนความกังวลของผู้บริโภคได้อย่างชัดเจน เพราะเหล็กเส้นถูกนำไปใช้ในเสา คาน พื้น และส่วนต่าง ๆ ของอาคาร เมื่ออาคารสร้างเสร็จแล้ว ผู้พักอาศัยไม่สามารถมองเห็นหรือเปลี่ยนเหล็กที่อยู่ภายในได้โดยง่าย
“ต้นทุน” ของเหล็กที่ปลอดภัย อาจต้องจ่ายด้วยชีวิต
ในมุมมองของ ศุภการ การลดต้นทุนหรือการลดภาระของภาคอุตสาหกรรมไม่ควรหมายถึงการลดระดับความปลอดภัยของประชาชน เพราะ “ต้นทุน” ของเหล็กที่ไม่ได้มาตรฐานอาจเป็นต้นทุนที่ต้องจ่ายด้วยชีวิต ซึ่งไม่สามารถประเมินเป็นตัวเงินได้
เธอจึงเสนอหลักคิดที่ชัดเจนว่า หากยังพิสูจน์ไม่ได้ว่ากรรมวิธีการผลิตใดสามารถควบคุมคุณภาพและความสม่ำเสมอได้อย่างเพียงพอ ก็ควรชะลอหรือจำกัดการใช้ไว้ก่อน จนกว่าจะมีหลักฐานทางวิชาการที่ยืนยันความปลอดภัยได้อย่างชัดเจน
เธออ้างถึงเหตุการณ์ตึกถล่มเพื่อเตือนสติว่า แม้ประเทศไทยจะไม่ได้อยู่ศูนย์กลางแผ่นดินไหว แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นก็รุนแรงพอแล้ว หากในอนาคตเกิดภัยที่แรงกว่านี้ ความไม่เข้มงวดในวันนี้จะกลายเป็นความสูญเสียที่ไม่อาจแก้ไขได้

ผู้บริโภคต้องมีสิทธิรู้ว่าเหล็กมาจากไหน
นอกจากประเด็นด้านคุณภาพแล้ว ภาคประชาชนยังให้ความสำคัญกับ “สิทธิในการรับรู้ข้อมูล” โดยเรียกร้องให้มีการเปิดเผยข้อมูลเหล็กที่ตรวจไม่ผ่านมาตรฐาน เพื่อให้ประชาชนสามารถเฝ้าระวังและใช้ประกอบการตัดสินใจในการซื้อบ้าน อาคาร หรืออสังหาริมทรัพย์
นิสรา แก้วสุข จากสภาองค์กรของผู้บริโภค มองว่า สิทธิของผู้บริโภคในเรื่องความปลอดภัยต้องก้าวไปไกลกว่าการรับรองว่าสินค้าชิ้นหนึ่ง “ผ่านการตรวจ” แต่ต้องสามารถพิสูจน์ได้ว่าวัสดุนั้นมีความปลอดภัยอย่างเป็นระบบ
เธอเสนอให้มีการควบคุมทั้ง “กระบวนการผลิต” และ “ตัวผลิตภัณฑ์” เพื่อป้องกันความเสี่ยงตั้งแต่ต้นทาง พร้อมเสนอให้มีระบบแสดงข้อมูล ณ จุดขาย เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถทราบได้ว่าอาคารหรืออสังหาริมทรัพย์ที่กำลังจะซื้อหรือเช่านั้นใช้วัสดุที่ผ่านมาตรฐานและมีข้อมูลตรวจสอบย้อนกลับได้หรือไม่
ประเด็นนี้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงสำคัญในพฤติกรรมผู้บริโภค เพราะในอดีตกรรมวิธีผลิตเหล็กอาจถูกมองว่าเป็นเรื่องระหว่างผู้ผลิตกับผู้รับเหมา หรือเป็นเรื่องแบบ B2B แต่ปัจจุบันผู้บริโภคเริ่มนำข้อมูลเกี่ยวกับวัสดุและกระบวนการผลิตมาเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจซื้อบ้านและคอนโดมิเนียม
“ความปลอดภัย” จึงไม่ได้หมายถึงเพียงการได้รับบ้านที่สร้างเสร็จแล้ว แต่หมายถึงสิทธิที่จะรู้ด้วยว่า บ้านหลังนั้นถูกสร้างขึ้นจากวัสดุประเภทใด และผ่านกระบวนการควบคุมคุณภาพอย่างไร
Traceability ต้องทำให้ตรวจสอบย้อนกลับได้จริง
อีกข้อเสนอสำคัญจากภาคประชาชนคือ การจัดทำระบบตรวจสอบย้อนกลับ หรือ Traceability ให้สามารถติดตามประวัติการผลิตของเหล็กแต่ละล็อตได้อย่างครบถ้วน
แนวคิดดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อให้สามารถตรวจสอบได้ว่า เหล็กแต่ละล็อตผลิตจากวัตถุดิบใด ผ่านกระบวนการผลิตแบบใด มีผลการทดสอบอะไรบ้าง และผ่านเกณฑ์ที่กำหนดจริงหรือไม่
ภาคประชาชนยังตั้งคำถามต่อการปกปิดข้อมูลเกี่ยวกับความเสี่ยง โดยเห็นว่าข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยสาธารณะควรได้รับการเปิดเผยอย่างเหมาะสม และไม่ควรใช้การข่มขู่หรือการดำเนินคดีเป็นอุปสรรคต่อการเปิดเผยข้อมูลความเสี่ยงที่ประชาชนควรได้รับรู้
ตัวแทนกลุ่มจิตอาสาซึ่งเคยลงพื้นที่ในกรณีอาคารถล่ม แสดงจุดยืนว่า “ความโปร่งใสต้องมาก่อน” พร้อมตั้งคำถามถึงความรับผิดชอบของทุกฝ่าย หากมาตรฐานที่ไม่เข้มงวดเพียงพอนำไปสู่ความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินในอนาคต
ข้อกังวลเตา IF: ต้องควบคุมตั้งแต่ต้นทาง ไม่ใช่รอจับปลายทาง
อีกประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาอย่างเข้มข้นคือกรรมวิธีการผลิตเหล็ก โดยเฉพาะการผลิตด้วยเตา Induction Furnace หรือ IF โดยภาคประชาชนบางส่วนแสดงความกังวลว่า แม้ผลิตภัณฑ์ปลายทางจะสามารถผ่านการสุ่มตรวจตามเกณฑ์ แต่หากกระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นทางยังมีความเสี่ยงในการควบคุมองค์ประกอบทางเคมีหรือสิ่งเจือปน ก็อาจเกิดคำถามถึงความสม่ำเสมอของคุณภาพเหล็กในแต่ละล็อต
วรชาติ อหาริก ตัวแทนภาคประชาชนและผู้บริโภค ตั้งคำถามต่อแนวคิดที่ว่า “จะผลิตด้วยวิธีใดก็ได้ ขอเพียงผลลัพธ์สุดท้ายผ่านมาตรฐาน” โดยเปรียบเทียบกับการหุงข้าวว่า ก่อนจะกินข้าว เราต้องรู้ว่าข้าวเป็นชนิดใด และผ่านการทำความสะอาดมาแล้วหรือไม่ ไม่ใช่ดูเพียงว่าข้าวสุดท้าย “สุก” หรือไม่
ในมุมมองของเขา การตรวจสอบปลายทางเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากกระบวนการต้นทางมีปัจจัยเสี่ยงที่สามารถควบคุมได้ การป้องกันจึงควรเริ่มตั้งแต่กระบวนการผลิต ไม่ใช่รอให้เกิดปัญหาแล้วจึงค่อยตรวจสอบ
วรชาติยังตั้งคำถามถึงกลไกตลาด โดยเฉพาะการตัดสินใจของผู้รับเหมาที่อาจมีแรงจูงใจในการเลือกวัสดุราคาถูกเพื่อควบคุมต้นทุน ขณะที่ผู้ที่ต้องรับความเสี่ยงจากวัสดุเหล่านั้นกลับเป็นผู้บริโภคที่ซื้อหรืออยู่อาศัยในอาคารในท้ายที่สุด
เขาย้ำว่าตนไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับผู้ประกอบการกลุ่มใด แต่แสดงความคิดเห็นในฐานะผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับอาคารสูงและในฐานะประชาชนที่ต้องการเห็นมาตรฐานซึ่งมีความแน่นอนและตรวจสอบได้
“อย่ารอให้วัวหายแล้วจึงล้อมคอก”
สำหรับผู้บริโภค การรอให้เกิดเหตุอาคารเสียหายก่อนจึงค่อยปรับปรุงมาตรฐาน เป็นแนวทางที่มีต้นทุนสูงเกินไป เพราะเมื่อความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว ไม่มีมาตรการใดสามารถย้อนเวลากลับไปป้องกันชีวิตที่สูญเสียไปได้
ด้วยเหตุนี้ ผู้แสดงความคิดเห็นส่วนใหญ่จึงสนับสนุนแนวทางที่จำกัดกรรมวิธีผลิตเหล็กข้ออ้อยให้เหลือเฉพาะกระบวนการที่สามารถควบคุมคุณภาพและความสม่ำเสมอได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีการกล่าวถึงเทคโนโลยี BOF และ EAF เป็นทางเลือกที่ภาคประชาชนให้การสนับสนุน
ในมุมของผู้บริโภค การรอให้เกิดเหตุอาคารเสียหายก่อนจึงค่อยปรับปรุงมาตรฐานเป็นแนวทางที่มีต้นทุนสูงเกินไป เพราะเมื่อเกิดความเสียหายขึ้นแล้ว ไม่สามารถย้อนเวลากลับไปป้องกันชีวิตที่สูญเสียไปได้
บทเรียนจากต่างประเทศกับคำถามที่ไทยต้องตอบ
พงศ์ ผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นในที่ประชุม ยังชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการยกระดับมาตรฐานของไทยให้เท่าทันมาตรฐานสากล โดยมองว่ามาตรฐานที่ใช้มาเป็นเวลานานควรได้รับการทบทวนให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีและบทเรียนจากต่างประเทศ
เขา ชี้ว่าถึงเวลาต้องปรับปรุงมาตรฐานที่ใช้มานานกว่า 10 ปี ให้เท่าทันระดับสากล ซึ่งปัจจุบันประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ของโลกไม่มีใครใช้เตา IF ผลิตเหล็กเส้นแล้ว เช่นบทเรียน รัฐบาลจีนสั่งปิดโรงงาน IF กว่า 600 แห่ง เพราะพิสูจน์แล้วว่าไม่สามารถควบคุมองค์ประกอบทางเคมีและความสม่ำเสมอของเนื้อเหล็กได้
“จีนยกเลิก เทคโนโลยีเหล่านี้จึงไหลเข้าสู่ไทย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ซึ่งในฟิลิปปินส์เพิ่งพบปัญหาโครงสร้างอาคารเสียหายจากแผ่นดินไหวที่มีความเชื่อมโยงกับการใช้เหล็กจากเตา IF ขณะที่รายงานจากสถาบันเหล็กอาเซียน (AISC)อ้างอิงรายงานล่าสุดที่ระบุว่าเหล็กข้ออ้อยที่ใช้ในโครงสร้างขนาดใหญ่ควรจำกัดกรรมวิธีผลิต ไม่ควรใช้เตา IF “
ประเด็นเหล่านี้สะท้อนคำถามสำคัญว่า ประเทศไทยควรเรียนรู้จากบทเรียนของประเทศอื่นก่อนเกิดความเสียหาย หรือจะรอให้เกิดเหตุขึ้นกับอาคารในประเทศเสียก่อนจึงค่อยยกระดับมาตรฐาน
ผู้บริโภค แสดงความกังวลกระบวนการผลิตที่ไม่สมบูรณ์ตั้งแต่ต้นทาง แม้ปลายทางจะสุ่มตรวจผ่าน แต่เนื้อเหล็กภายในอาจมีสารปนเปื้อนที่ส่งผลต่อความแข็งแรงในระยะยาว
“ มีความกังวลว่าผู้รับเหมามักเลือกซื้อเหล็กราคาถูกมาใช้งาน ซึ่งมักเป็นเหล็กที่มาจากกระบวนการผลิตที่มีความเสี่ยงสูงกว่า ทำให้ประชาชนผู้บริโภคต้องรับภาระความเสี่ยงนั้นแทน”
ผู้บริโภคแสดงความเห็นสนับสนุนร่างที่จำกัดวิธีผลิตเฉพาะเตาที่มีประสิทธิภาพ (EAF/BOF) เพื่อตัดความเสี่ยงตั้งแต่ต้นทาง โดยมองว่า “วัวหายแล้วไม่ควรล้อมคอก” แต่ควรป้องกันก่อนเกิดเหตุ
การทบทวนมาตรฐานเหล็กเส้นเสริมคอนกรีต หรือเหล็กข้ออ้อย ตามมาตรฐาน มอก. 24-2559 ของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของอุตสาหกรรมเหล็ก ไม่ใช่เพียงเรื่องของผู้ผลิต ผู้รับเหมา หรือวิศวกร หากแต่เป็นเรื่องของประชาชนทุกคนที่อาจต้องอาศัยอยู่ภายใต้โครงสร้างที่สร้างขึ้นจากเหล็กเหล่านี้
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




