ข้อถกเถียงเรื่องการใช้เตาหลอมแบบเหนี่ยวนำไฟฟ้า (Induction Furnace: IF) ในการผลิตวัตถุดิบสำหรับเหล็กข้ออ้อย กำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของการจัดทำมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ฉบับใหม่ เมื่อฝ่ายหนึ่งยืนยันว่าต้องจำกัดกรรมวิธีการผลิตเพื่อความปลอดภัย ขณะที่อีกฝ่ายเห็นว่ามาตรฐานควรตัดสินกันที่คุณภาพของผลิตภัณฑ์ ไม่ใช่ชนิดของเตาหลอม
ประเด็นดังกล่าวถูกจับตาอย่างใกล้ชิด หลังการประชุมและรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างมาตรฐานเหล็กเส้นเสริมคอนกรีต เมื่อ 17 ส.ค. 69 ซึ่งมีทั้งตัวแทนภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม นักวิชาการ วิศวกร และผู้ประกอบการเข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างเข้มข้น ก่อนที่คณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (กมอ.) จะนำข้อมูลไปพิจารณา 18 ส.ค. 69
แม้การประชุม 18 ส.ค. 69 จะยังไม่มีข้อสรุป แต่มาตรฐานเหล็กฉบับใหม่ เดิมพันครอบคลุมทั้งความปลอดภัยของโครงสร้างอาคาร ความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมเหล็กไทย
จาก “วิธีผลิต” สู่คำถามว่าอะไรคือมาตรฐานที่แท้จริง
หัวใจของข้อถกเถียงอยู่ที่การกำหนดกรรมวิธีผลิตเหล็กแท่งเล็กและเหล็กแท่งใหญ่ ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำหรับนำไปรีดเป็นเหล็กข้ออ้อย โดยมีแนวคิดหลัก 2 แนวทาง
- แนวทางแรก จำกัดกรรมวิธีการผลิต ต้องการ จำกัดกรรมวิธีการผลิต โดยกำหนดให้ใช้เตาเบสิกออกซิเจน (Basic Oxygen Furnace: BOF) และเตาอาร์กไฟฟ้า (Electric Arc Furnace: EAF) และไม่อนุญาตให้ใช้เตาหลอมแบบเหนี่ยวนำไฟฟ้า หรือ IF สำหรับการผลิตเหล็กข้ออ้อย โดยฝ่ายสนับสนุนมองว่าการจำกัดกรรมวิธีจะช่วยควบคุมความเสี่ยงจากสิ่งปนเปื้อนและปัจจัยที่อาจส่งผลต่อคุณสมบัติของเหล็ก
- แนวทางที่สอง ไม่จำกัดวิธีผลิต มาตรฐานควรให้ความสำคัญกับคุณภาพของผลิตภัณฑ์เป็นหลัก โดยกำหนดคุณสมบัติขั้นต่ำของเหล็กและวิธีการทดสอบอย่างเข้มงวด หากผลิตภัณฑ์ผ่านเกณฑ์ที่กำหนด ก็ควรถือว่าได้มาตรฐานโดยไม่จำเป็นต้องกำหนดว่าผลิตจากเตาประเภทใด
ย้อนเส้นทางร่าง มอก. เหล็กฉบับใหม่
การทบทวนมาตรฐานเหล็กเส้นเสริมคอนกรีต มอก. 24 มีสาเหตุจากมาตรฐานฉบับปัจจุบันประกาศใช้มานานประมาณ 10 ปี ขณะที่หลักเกณฑ์ของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กำหนดให้มีการทบทวนมาตรฐานเป็นระยะ จึงถึงเวลาต้องปรับปรุงให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีและสถานการณ์ของอุตสาหกรรมในปัจจุบัน
กระบวนการจัดทำร่างมาตรฐานดำเนินไปตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด ผ่านการพิจารณาของคณะอนุกรรมการวิชาการ คณะกรรมการวิชาการ และคณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือ กมอ. ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการประกาศใช้
การประชุมพิจารณาเกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง นับจากคณะอนุกรรมการวิชาการสาขาที่ 84/1 มีการประชุมพิจารณาร่างมาตรฐานหลายครั้ง โดยการประชุมเมื่อ 30 เม.ย. 69 มีการพิจารณาประเด็นสำคัญเรื่องการยกเลิกหรือไม่ยกเลิกกรรมวิธีผลิตวัตถุดิบด้วยเตา IF และมีมติที่ไม่ได้เป็นเอกฉันท์
ต่อมา คณะกรรมการวิชาการสาขาที่ 84 ประชุมเมื่อ 9 มิ.ย. 69 และมีความเห็นว่าการกำหนดมาตรฐานควรมุ่งเน้นคุณภาพและเกณฑ์การทดสอบของผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปเป็นสำคัญ ขณะเดียวกันก็รับทราบนโยบายเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีการผลิต แต่เห็นว่าการกำหนดนโยบายด้านเทคโนโลยีไม่ใช่อำนาจโดยตรงของคณะกรรมการชุดดังกล่าว
ที่ประชุมยังเห็นว่าการใช้งานเหล็กที่ผลิตด้วยเทคโนโลยีดังกล่าวควรได้รับการกำกับดูแลอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะการนำไปใช้ในอาคารสูงหรืออาคารสาธารณะ รวมถึงอาจกำหนดข้อจำกัดด้านความสูงและช่วงความยาว พร้อมเพิ่มความเข้มงวดในการติดตามและตรวจสอบในช่วงเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค
ข้อเสนอใหม่ดันประเด็น IF กลับสู่โต๊ะพิจารณา
ต่อมา สมอ.ได้รับข้อเสนอเพิ่มเติมจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและสมาคมวิศวกรโครงสร้างไทย รวมถึงข้อร้องเรียนจากประชาชนเกี่ยวกับการใช้เตา IF ทำให้ประเด็นนี้ถูกนำกลับมาพิจารณาอีกครั้ง
ในการประชุมเมื่อ 23 มิ.ย. 69 มีข้อเสนอให้จำกัดวิธีการผลิตวัตถุดิบสำหรับเหล็กบางประเภท รวมถึงเสนอให้ปรับรายละเอียดเกี่ยวกับขั้นตอนการผลิต การหลอม และการแยกมาตรฐานเหล็กตามกรรมวิธีการผลิต
ขณะเดียวกัน สมอ.ได้รับเรื่องร้องเรียนผ่านระบบ Truffy Fondue ให้พิจารณายกเลิกการผลิตเหล็กแท่งเล็กและเหล็กแท่งใหญ่ด้วยเตา IF ซึ่งถูกนำไปใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตเหล็กเส้นเสริมคอนกรีต โดยผู้ร้องเรียนแสดงความกังวลเกี่ยวกับคุณภาพของเหล็กที่ผลิตด้วยกรรมวิธีดังกล่าว
แต่เมื่อคณะอนุกรรมการวิชาการสาขาที่ 84/1 กลับมาทบทวนร่างมาตรฐานอีกครั้งเมื่อ 3 ส.ค. 69 กลับมีมติยืนยันแนวทางเดิม คือ ไม่จำกัดกรรมวิธีการผลิต โดยให้เหตุผลว่ามาตรฐานควรพิจารณาจากคุณภาพและเกณฑ์การทดสอบของผลิตภัณฑ์เป็นหลัก
จากนั้นเรื่องถูกส่งต่อไปยังคณะกรรมการวิชาการสาขาที่ 84 ซึ่งประชุมเมื่อ 4 ส.ค. 69 โดยมีมติ เห็นควรกำหนดกรรมวิธีการผลิตไว้เฉพาะ BOF และ EAF เห็นควรไม่จำกัดกรรมวิธีการผลิตตามแนวทางของคณะอนุกรรมการ 84/1
เวทีประชาพิจารณ์เดือด เมื่อ “เห็นต่าง” มาชนกัน
ผลการประชุมคณะกรรมการวิชาการสาขาที่ 84 นำมาสู่การ เวทีรับฟังความคิดเห็นเมื่อ 17 ส.ค. 69 กลายเป็นอีกจุดสำคัญของการถกเถียง เพราะผู้เข้าร่วมจากหลายภาคส่วนต่างนำข้อมูลและข้อกังวลของตัวเองมาเสนอ
เอกนิติ รมยานนท์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ระบุว่า ความเห็นจากการประชุมและเวทีรับฟังความคิดเห็นจะถูกรวบรวมเพื่อนำไปประมวลผลและเสนอต่อ กมอ. โดยยังไม่สามารถระบุได้ว่าผลสุดท้ายจะออกมาในทิศทางใด เพราะต้องพิจารณาทั้งผลกระทบต่อประชาชนและผู้ประกอบการ
เขามองว่าโจทย์ของ สมอ. คือการกำหนดมาตรฐานระดับชาติที่เหมาะสมกับอนาคตของอุตสาหกรรมไทย โดยเฉพาะการหาจุดสมดุลระหว่างข้อกำหนดด้านเทคโนโลยี ความปลอดภัย และผลกระทบทางเศรษฐกิจ
เอกนิติยังอธิบายว่า การที่คณะอนุกรรมการและคณะกรรมการวิชาการมีความเห็นแตกต่างกัน ไม่ได้หมายความว่ากระบวนการสิ้นสุดลงแล้ว แต่ข้อคิดเห็นทั้งหมดต้องถูกนำมาพิจารณาประกอบการตัดสินใจในขั้นตอนสุดท้าย
ฝั่งหนุนเลิก IF: ความปลอดภัยต้องมาก่อน
อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.พรรครวมไทยสร้างชาติ และอดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม แสดงจุดยืนสนับสนุนการจำกัดกรรมวิธีการผลิต โดยเห็นว่าควรให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของเหล็กที่นำไปใช้ในโครงสร้างอาคาร โดยเฉพาะเสาและคาน
เขาตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของระบบตรวจสอบในปัจจุบัน โดยระบุว่ากองตรวจเหล็กมีบุคลากรเพียงประมาณ 5 คน ขณะที่งานของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมแบ่งออกเป็นหลายกลุ่ม ทำให้การตรวจสอบที่ผ่านมาในทางปฏิบัติส่วนหนึ่งเป็นการนำเหล็กที่ผู้ประกอบการเตรียมและตัดมาแล้วเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ
อรรถวิชช์มองว่า หากต้องการยกระดับมาตรฐานอย่างจริงจัง อาจต้องพิจารณาควบคุมตั้งแต่กระบวนการผลิต ไม่ใช่รอให้ผลิตภัณฑ์ออกมาแล้วจึงตรวจสอบปลายทาง เพราะหากตรวจพบปัญหาภายหลัง ความเสียหายอาจเกิดขึ้นแล้ว
อย่างไรก็ตาม เขาเห็นว่าหากมีการยกเลิกหรือจำกัดการใช้ IF รัฐต้องมีมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ ทั้งการปรับเปลี่ยนเครื่องจักร การนำเข้าเทคโนโลยี หรือมาตรการด้านภาษี เพื่อไม่ให้การเปลี่ยนมาตรฐานกลายเป็นภาระที่ตกอยู่กับภาคธุรกิจเพียงฝ่ายเดียว
อรรถวิชช์ยังเสนอให้พิจารณาแยกประเภทการใช้งานของเหล็กให้ชัดเจน โดยเฉพาะเหล็กข้ออ้อยที่ทำหน้าที่รับแรงในโครงสร้างหลัก ซึ่งควรมีข้อกำหนดด้านความปลอดภัยที่เข้มงวดกว่างานที่ไม่ได้รับน้ำหนักหลัก
เขายังชี้ถึงประเด็นที่ควรติดตามในการตรวจสอบเหล็ก เช่น การปนเปื้อน ความคลาดเคลื่อนของหน้าตัด น้ำหนักเหล็ก และระยะบั้งของเหล็กข้ออ้อย ซึ่งอาจมีผลต่อการยึดเกาะกับคอนกรีต
“ถ้าเทคโนโลยี IF ไม่เหมาะสมกับเหล็กข้ออ้อยที่ใช้ในโครงสร้างรับแรง ก็ควรยอมรับข้อเท็จจริงและหาแนวทางให้ผู้ประกอบการปรับตัว” คือหลักคิดสำคัญของฝ่ายที่ต้องการจำกัดกรรมวิธีผลิต
ฝั่งวิศวกรเตือน “เหล็กกำลังสูง” ก็ต้องมีคู่มือใช้งาน
อีกประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาในเวทีคือการนำ เหล็กกำลังสูง มาใช้ในอุตสาหกรรมก่อสร้างมากขึ้น
อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย (TSEA) ระบุว่า เหล็กกำลังสูงมีคุณสมบัติแตกต่างจากเหล็กทั่วไป โดยการเพิ่มความแข็งแรงอาจส่งผลต่อความเหนียวและความสามารถในการเชื่อม ดังนั้น การนำไปใช้งานจำเป็นต้องมีความรู้และหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน
เขาเห็นว่าควรจัดทำทั้งมาตรฐานผลิตภัณฑ์และคู่มือการใช้งาน โดยแบ่งเป็นคู่มือสำหรับประชาชน เพื่อให้เลือกซื้อเหล็กได้อย่างถูกต้อง และคู่มือสำหรับวิศวกร เพื่อใช้ประกอบการออกแบบและควบคุมการใช้งานในพื้นที่ก่อสร้าง
ประเด็นนี้สะท้อนว่า คุณภาพของเหล็กเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากผู้ใช้งานไม่มีความรู้ในการเลือกและนำไปใช้ให้ถูกต้อง
ขณะที่ พงศ์เทพ เทพบางจาก รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า มีประเด็นเทคนิคน่าสงสัยจากตัวแทนภาคอุตสาหกรรมว่าเหตุใดร่างมาตรฐานใหม่จึงตัดข้อกำหนดการลดปริมาณฟอสฟอรัสออก ทั้งที่ตามหลักโลหะวิทยา ฟอสฟอรัสเป็นธาตุอันตรายต่อคุณภาพเหล็ก พร้อมตั้งคำถามว่าร่างนี้เป็นการยกระดับหรือลดระดับคุณภาพกันแน่
ฝั่งผู้ประกอบการ IF ยืนยัน “ต้องตัดสินด้วยหลักฐาน”
ตรงกันข้ามกับฝ่ายที่ต้องการยกเลิก IF ศักดิ์ชัย ธนบดีจิรพงศ์ นายกสมาคมการค้าผู้ประกอบการหล่อหลอมโลหะด้วยเตา IF เห็นว่าการกำหนดมาตรฐานควรอยู่บนพื้นฐานของหลักวิชาการและหลักฐานที่ตรวจสอบได้
เขาระบุว่า การผลิตเหล็กไม่ได้มีเพียงขั้นตอนการหลอม แต่ประกอบด้วยหลายกระบวนการ ตั้งแต่การหลอม การขึ้นรูปเป็นเหล็กแท่ง ไปจนถึงการรีดเป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป ดังนั้น การประเมินคุณภาพจึงไม่ควรพิจารณาเฉพาะชนิดของเตาหลอม
ศักดิ์ชัยยังระบุว่า เทคโนโลยี IF ถูกใช้งานในประเทศไทยมาประมาณ 20–30 ปี จึงไม่ใช่เทคโนโลยีใหม่ที่เพิ่งเข้ามาในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และหากมีข้อกังวลเรื่องสิ่งปนเปื้อนหรือคุณภาพ ก็ควรกำหนดเกณฑ์การทดสอบให้เข้มงวดและตรวจสอบผลิตภัณฑ์อย่างจริงจัง
หากโรงงานใดผลิตเหล็กไม่ได้มาตรฐาน เขาเห็นว่าควรใช้มาตรการตามกฎหมาย ตั้งแต่การลงโทษ การระงับการผลิต ไปจนถึงการปิดกิจการ มากกว่าการห้ามกรรมวิธีผลิตโดยรวม
ประเด็นสำคัญในมุมของผู้ประกอบการจึงอยู่ที่คำถามว่า มีหลักฐานเชิงประจักษ์ชัดเจนเพียงใดว่าเหล็กที่ผลิตด้วย IF เป็นสาเหตุของปัญหาด้านโครงสร้างหรือคุณภาพ
ปัจจุบันผู้ประกอบการที่ใช้ IF มีประมาณ 10 ราย จากเดิมราว 17 ราย หากมีการเปลี่ยนมาตรฐานและยกเลิกเทคโนโลยีดังกล่าว ผู้ประกอบการจำนวนหนึ่งอาจต้องลงทุนปรับเปลี่ยนเครื่องจักรและกระบวนการผลิตครั้งใหญ่ และจะมีการเยียวยาจะใช้เงินจากไหนเพราะคาดว่ามูลค่าเป็นหมื่นล้านบาท
ศักดิ์ชัยจึงยืนยันว่า จะต่อสู้ให้ถึงที่สุดโดยจะใช้สิทธิในการเสนอความคิดเห็นและปกป้องสิทธิของตนอย่างเต็มที่ เพราะเห็นว่าผู้ประกอบการทุกประเภทควรได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันภายใต้กฎหมายและมาตรฐานเดียวกัน โดยการตัดสินใจเกี่ยวกับมาตรฐานควรอยู่บนพื้นฐานของหลักวิชาการ หลักฐานที่ตรวจสอบได้ และกระบวนการทางกฎหมายที่ถูกต้อง
ร่างมาตรฐานเหล็กใหม่ อนาคตอุตสาหกรรมเหล็กไทย
หลังเวทีรับฟังความคิดเห็นเมื่อ 17 ส.ค. 69 ความเห็นทั้งหมดจะถูกนำไปประมวลผลเพื่อประกอบการพิจารณาของกมอ. ในวันที่ 18ส.ค. ซึ่งจะมีการประมวลข้อเท็จจริงและการพิจารณาอย่างรอบด้าน
หากเลือกไม่จำกัดกรรมวิธี รัฐก็ต้องตอบให้ชัดเช่นกันว่าจะยกระดับระบบตรวจสอบและกำกับคุณภาพอย่างไร เพื่อให้มั่นใจว่าเหล็กทุกเส้นที่เข้าสู่ตลาด โดยเฉพาะเหล็กที่ใช้ในโครงสร้างรับแรง จะผ่านมาตรฐานอย่างแท้จริง ดังนั้นมาตรฐานเหล็กไทยจะทำอย่างไรให้ปลอดภัย เชื่อถือได้ ในวันที่อุตสาหกรรมกำลังเปลี่ยนผ่าน
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




