แรงงานแพลตฟอร์ม (Platform Workers) เป็นกลุ่มแรงงานที่เติบโตอย่างรวดเร็ว พร้อมกับการขยายตัวของเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม (Platform economy) หรือ ดิจิทัลแพลตฟอร์ม (Digital platform) หรืออาจเรียกว่าเป็น เศรษฐกิจแบ่งปัน (Sharing economy) หรือ เศรษฐกิจชั่วคราว (Gig economy) โดยใช้ประโยชน์จากการพัฒนาด้านเทคโนโลยีและระบบอินเทอร์เน็ตมาสร้างอาชีพหรือกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
กิจกรรมทางเศรษฐกิจ ครอบคลุมตั้งแต่ผู้ให้บริการขนส่ง/ส่งอาหาร (Rider) บริการเรียกรถ (RIDE-hailing) บริการรับทำความสะอาดบ้าน ตลอดจนงานอิสระระดับทักษะสูง (Freelance) บนแพลตฟอร์มดิจิทัล
ปัจจุบัน พระราชบัญญัติแรงงาน พ.ศ. 2541) แบ่งรูปแบบการทำงานออกเป็น 2 สถานะ คือ “ลูกจ้าง” และ “ผู้รับเหมาอิสระ” แต่แพลตฟอร์มต่าง ๆ กำหนดสถานะของคนทำงานเป็น “ผู้รับจ้างอิสระ” หรือ “พาร์ทเนอร์” ทำให้แรงงานกลุ่มนี้ไม่อยู่ภายใต้กฎหมายคุ้มครองแรงงาน ไม่ได้รับค่าแรงขั้นต่ำ ชั่วโมงทำงานที่ชัดเจน หรือสวัสดิการการลาป่วย/ลากิจ ในขณะที่ระบบอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มกลับควบคุมการทำงานอย่างใกล้ชิด เช่น การกำหนดเวลารับงาน การประเมินคะแนน หรือการตัดสิทธิการรับงาน (ปิดระบบ) หรือ หากปฏิเสธงาน
จากปัญหาของ “แรงงานแพลตฟอร์ม” ทำให้องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ได้ผ่านการรับรอง อนุสัญญาฉบับที่ 193 ว่าด้วยงานที่มีคุณค่าในระบบเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม (Decent Work in the Platform Economy) ในการประชุมใหญ่แรงงานระหว่างประเทศ สมัยที่ 114 ณ นครเจนีวา เมื่อ 12 มิ.ย. 69 ถือเป็นครั้งแรกที่ประชาคมโลกกำหนดมาตรฐานแรงงานสากลเพื่อคุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์มโดยเฉพาะ
การรับรองอนุสัญญาฉบับนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการเติบโตอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม ซึ่งสร้างโอกาสทางอาชีพให้กับผู้คนจำนวนมาก แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้แรงงานจำนวนไม่น้อยต้องเผชิญกับความไม่มั่นคงในการทำงาน การขาดหลักประกันทางสังคม ค่าตอบแทนที่ไม่เป็นธรรม และการถูกบริหารจัดการผ่านระบบอัลกอริทึมโดยขาดกลไกตรวจสอบ
สำหรับเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม เป็นระบบเศรษฐกิจที่ใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลเป็นตัวกลางเชื่อม “ผู้ให้บริการ” กับ “ลูกค้า” โดยบริษัทแพลตฟอร์มไม่ได้ให้บริการเองทั้งหมด แต่ทำหน้าที่สร้างระบบให้ทั้งสองฝ่ายมาพบกันผ่านแอปพลิเคชั่นหรือเว็บไซต์
3 ประเด็นสำคัญในอนุสัญญา 193
ทั้งนี้สาระสำคัญของอนุสัญญาฉบับที่ 193 คือการกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำในการคุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์ม ทั้งผู้ทำงานผ่านแอปพลิเคชันและระบบออนไลน์ โดยมีประเด็นสำคัญ ได้แก่
- ยึดข้อเท็จจริงของความสัมพันธ์ในการทำงาน: ไม่พิจารณาจากชื่อเรียกในสัญญา เช่น “พาร์ตเนอร์” หรือ “ฟรีแลนซ์” แต่ให้พิจารณาจากลักษณะการทำงานและระดับการควบคุมที่เกิดขึ้นจริง เพื่อป้องกันการหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบของนายจ้าง และให้ผู้ทำงานที่เข้าเกณฑ์ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายแรงงาน
- รับรองสิทธิขั้นพื้นฐานและการคุ้มครองทางสังคม: ผู้ทำงานมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนที่เป็นธรรม มีสภาพการทำงานที่ปลอดภัยและเหมาะสม ไม่ถูกเลือกปฏิบัติ รวมถึงสามารถเข้าถึงระบบประกันสังคมและการคุ้มครองทางสังคมตามกฎหมายของแต่ละประเทศ
- กำกับดูแลการบริหารจัดการด้วยอัลกอริทึม: หากแพลตฟอร์มใช้ระบบอัตโนมัติในการมอบหมายงาน ประเมินผล ระงับบัญชี หรือตัดสินใจที่ส่งผลกระทบต่อผู้ทำงาน ผู้ทำงานมีสิทธิรับทราบข้อมูลเกี่ยวกับการตัดสินใจดังกล่าว ขอให้มีการทบทวนโดยมนุษย์ และเข้าถึงกลไกการอุทธรณ์หรือการเยียวยาที่เหมาะสม
นายจ้าง-แรงงาน ยังมองสวนทางกัน
การลงมติรับรองอนุสัญญาของ ILO ใช้ระบบไตรภาคี จาก 187 ประเทศสมาชิก ซึ่งเปิดให้ผู้แทนรัฐบาล 2 เสียง ฝ่ายนายจ้าง 1 เสียง และฝ่ายลูกจ้าง1 เสียง สามารถออกเสียงได้อย่างอิสระ
ในการลงมติครั้งนี้ ฝ่ายนายจ้างของประเทศไทยเป็นหนึ่งใน 8 เสียงที่ลงมติคัดค้านอนุสัญญา ร่วมกับผู้แทนนายจ้างจากมอริเชียสและเกาหลีใต้ ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลที่ลงมติคัดค้าน ได้แก่ สหรัฐอเมริกาและนิวซีแลนด์ ส่วนฝ่ายลูกจ้างที่คัดค้านมาจากสาธารณรัฐคองโก
ผลการลงมมติดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างทางมุมมองระหว่างภาคแรงงานและภาคนายจ้าง ในการยกระดับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนด้านแรงงานในเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม
เตือนปล่อยสุญญากาศกฎหมาย เสี่ยงแพลตฟอร์มกำหนดกติกาฝ่ายเดียว
แม้ประเทศไทยจะยังไม่ได้ให้สัตยาบันอนุสัญญาฉบับที่ 193 เนื่องจากอาจยังอยู่ระหว่างการพิจารณาความพร้อม หรือยังต้องปรับปรุงกฎหมายและกลไกที่เกี่ยวข้อง แต่ในระดับนิติบัญญัติได้เริ่มมีการผลักดันประเด็นดังกล่าว เนื่องจากปัจจุบันไทยมีแรงงานแพลตฟอร์มมากกว่า 1 ล้านคน แต่ยังไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายแรงงาน
ในงานเสวนา “เครือข่ายเพื่อคนงานแพลตฟอร์มแห่งเอเชีย ครั้งที่ 2” ณ อาคารรัฐสภา จัดโดย คณะกรรมาธิการการแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร เมื่อ 23 ก.ค. 69 เกรียงศักดิ์ ธีระโกวิทขจร ผู้อำนวยการบริหารสถาบันแรงงานและเศรษฐกิจที่เป็นธรรม (JELI) ระบุว่า การหารือร่วมกับเครือข่ายแรงงานแพลตฟอร์มในหลายประเทศพบว่า สิ่งที่แรงงานต้องการร่วมกันคือการได้รับการรับรองสิทธิและสวัสดิการขั้นพื้นฐาน
การเกิดขึ้นของ อนุสัญญา ILO ฉบับที่ 193 ว่าด้วยงานที่มีคุณค่าในระบบเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่ยกระดับเรื่องนี้ให้เป็นเรื่องของ ‘สิทธิและมาตรฐานแรงงานสากล’ ที่ไม่มีใครสามารถปฏิเสธได้อีกต่อไป
การเสวนาในครั้งนี้นอกจากจะเป็นการแสดงพลังและส่งเสียงสนับสนุนจากเครือข่ายเพื่อนรัฐสภาและคณะอนุกรรมาธิการฯ ของไทยแล้ว ยังเป็นกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อผลักดันนโยบายยุคใหม่ที่เป็นธรรมและสอดคล้องกับบริบทของประเทศไทยอย่างแท้จริง
ทั้งนี้ อนุสัญญา ILO ฉบับที่ 193 เป็นการยกระดับประเด็นแรงงานแพลตฟอร์มจากข้อเรียกร้องของภาคแรงงาน ไปสู่การเป็นมาตรฐานแรงงานสากล แต่ปัญหาสำคัญที่ผ่านมาของไทย คือ ภาคเอกชนหรือแพลตฟอร์มแทบไม่ได้เข้ามีส่วนร่วม ขณะที่ภาครัฐก็ไม่เคยช่วยดึงภาคเอกชนเข้ามาแลกเปลี่ยนข้อมูลหรือร่วมมือกันอย่างจริงจัง ทั้งที่หัวใจสำคัญคือทุกฝ่ายต้องทำงานร่วมกันแบบไตรภาคี
“วันนี้เรามีความร่วมมือที่เข้มแข็งระหว่างภาคคนทำงานและภาคนิติบัญญัติแล้ว ขั้นต่อไปคือทำอย่างไรให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมมืออย่างจริงจัง เพื่อหาข้อสรุปที่เป็นประโยชน์แก่ทุกฝ่าย” เกรียงศักดิ์ กล่าว
บทเรียนที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า หากปล่อยให้เกิดสุญญากาศทางกฎหมายและขาดกลไกกำกับดูแลที่เหมาะสม บริษัทแพลตฟอร์มอาจกำหนดเงื่อนไขการทำงานหรือการบริหารจัดการแรงงานเพียงฝ่ายเดียว จนนำไปสู่การละเมิดสิทธิหรือการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมต่อแรงงาน ดังนั้น รัฐบาลควรแสดงบทบาทเชิงรุกในการกำกับดูแลตั้งแต่ระยะเริ่มต้น พร้อมส่งสัญญาณให้ภาคเอกชนตระหนักว่า การเพิกเฉยต่อการคุ้มครองสิทธิแรงงานไม่ใช่ทางเลือกที่ยอมรับได้ในสังคม
แก้กฎหมายแรงงาน-ประกันสังคม ปิดช่องโหว่คุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์ม
ผู้อำนวยการ JELI มีข้อเสนอแนะ ว่า ภาครัฐควรเร่งดำเนินการใน 4 ประเด็นสำคัญ เพื่อยกระดับการคุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์มให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยเริ่มจากการแสดงเจตจำนงที่ชัดเจนในการให้สัตยาบันอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 193 เพื่อใช้เป็นกรอบอ้างอิงในการพัฒนากฎหมายและนโยบายด้านแรงงานของประเทศ
นอกจากนี้ รัฐบาลควรเร่งปรับปรุงกฎหมายคุ้มครองแรงงานและพระราชบัญญัติประกันสังคม ให้ครอบคลุมรูปแบบการจ้างงานในเศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อไม่ให้การใช้สถานะ “ผู้รับจ้างอิสระ” หรือ “ฟรีแลนซ์” กลายเป็นช่องว่างที่ทำให้แรงงานขาดการคุ้มครองตามกฎหมาย
ในด้านการกำกับดูแลเทคโนโลยี ควรกำหนดกลไกตรวจสอบการใช้ระบบอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มให้มีความโปร่งใส เปิดโอกาสให้แรงงานสามารถขอคำอธิบาย โต้แย้ง และได้รับการทบทวนโดยมนุษย์เมื่อเกิดข้อพิพาทจากการตัดสินใจของระบบอัตโนมัติ
ขณะเดียวกัน ภาครัฐควรส่งเสริมสิทธิในการรวมตัวและการเจรจาต่อรองร่วมของแรงงานแพลตฟอร์ม เพื่อเปิดโอกาสแรงงานให้สามารถหารือกับผู้ประกอบการในประเด็นค่าตอบแทน โครงสร้างค่ารอบ สวัสดิการ และสภาพการทำงานอย่างเป็นธรรม รวมถึงเปิดให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบแนวทางแก้ไขปัญหา
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




