สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) วิเคราะห์เรื่อง “วิกฤตและโอกาส : อนาคตตลาดแรงงานไทย ภายใต้การเข้ามาของ AI” ใน รายงานภาวะสังคมไตรมาส 1/2569 ระบุว่าปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลาย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดภาระงานในหลายอาชีพ แต่การพัฒนาอย่างรวดเร็วของ AI สร้างผลกระทบต่อ ตลาดแรงงานอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นความท้าทายสำคัญ ของแรงงานปัจจุบันและผู ้ที ่กำลังเข้าสู ่ตลาดแรงงาน จึงต้องเร่งพัฒนาทักษะที่ AI ยังไม่สามารถทดแทนได้ พร้อมปรับบทบาทแรงงานเป็นผู้บริหารจัดการ AI เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในอนาคต
ในช่วงที่ผ่านมา การพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมอย่างรวดเร็วจาก ยุคที่ AI ทำหน้าที่เพียงประมวลผลข้อมูลตามคำสั่งในลักษณะ Machine Learning หรือเพียงแค่เข้าใจภาษา มนุษย์ภายใต้แบบจำลองภาษาขนาดใหญ่ (LLM) มาสู่ยุคของ Generative AI (Gen AI) ที่สามารถสร้างคำตอบได้ใหม่ด้วยตัวเอง
แต่จุดเปลี่ยนสำคัญที่กำลังสร้างความตื่นตัวให้กับตลาดแรงงานในปัจจุบัน คือ การก้าวเข้าสู่ยุค Agentic AI ที่ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงตอบคำถามอย่างเดียวเท่านั้น แต่ AI กลายเป็นระบบที่สามารถคิดวิเคราะห์ วางแผน ลงมือทำ และปรับปรุงแก้ไขงานแทนมนุษย์ได้อย่างครบวงจรแบบ End-to-End
อาทิ Coding Agent ที่เพียงสั่งการด้วยภาษามนุษย์ทั่วไป ระบบก็สามารถสร้างเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันได้เอง ตั้งแต่การเขียนโค้ด ตรวจสอบ ค้นหาและแก้ไขข้อผิดพลาด (Debug) ทดสอบ จนกระทั่งนำไปขึ้นแพลตฟอร์ม เพื่อใช้งานจริงได้อย่างสมบูรณ์ หรือ แอปพลิเคชัน Claude Cowork ที่สามารถบริหารจัดการงานสำนักงาน ที่ซับซ้อน เช่น การจัดการตารางนัดหมาย เตรียมการประชุม ตอบอีเมล เป็นต้น
การขยายตัวของ Agentic AI กำลังเปลี่ยนแปลงลักษณะการทำงานของแรงงานในหลายอาชีพ ซึ่งหาก AI ถูกนำมาใช้อย่างเต็มศักยภาพ งานในอาชีพเฉพาะทาง บางกลุ่มอาจได้รับผลกระทบในระดับสูง เช่น โปรแกรมเมอร์ นักวิเคราะห์ทางการเงิน และนักทดสอบระบบซอฟต์แวร์ ซึ่งมีสัดส่วนงานที่ AI สามารถเข้ามาทดแทนหรือสนับสนุนได้ถึง 74.5%, 57.2% และ 51.9% ตามลำดับ
ขณะเดียวกัน การใช้ AI ในการทำงานเริ่มขยายวงกว้างในกลุ่มแรงงานไทย รายงาน ของ PwC (2025) พบว่า ในปี 2568 สัดส่วนแรงงานที่ใช้งาน AI เป็นประจำเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ในบริบทนี้ องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ได้ศึกษาผลกระทบของ Gen AI ต่ออาชีพต่าง ๆ ในเวียดนาม ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการประเมินผลกระทบที่มีต่อตลาดแรงงานของไทยได้ โดยแบ่งเป็น 3 ระดับ
- ทักษะสูง เช่น ผู้บริหาร และผู้ประกอบวิชาชีพเฉพาะทาง
- ทักษะปานกลาง เช่น ช่างเทคนิค ช่างฝีมือ พนักงานธุรการ พนักงานบริการ/ขาย
- ทักษะต่ำ อาทิ พนักงานทำความสะอาด และคนงานก่อสร้าง
ทั้งนี้ การจำแนกระดับทักษะของการศึกษานี้ไม่รวมกลุ่มอาชีพทหาร/กองทัพ คนว่างงาน และผู้ที่ไม่ได้ระบุอาชีพจากแบบสำรวจ
สถานการณ์ตลาดแรงงานไทย : ใครคือกลุ่มเสี่ยง?
จากการนำข้อมูลการสำรวจภาวะการทำงานของประชากร (Labour Force Survey: LFS) ไตรมาสสี่ ปี 2568 มาวิเคราะห์ร่วมกับการประเมินอาชีพที่มีความเสี่ยงได้รับผลกระทบจาก Gen AI พบว่า จากกำลังแรงงานไทยทั้งหมด 40.1 ล้านคน มีแรงงานที่เข้าข่ายได้รับผลกระทบจาก Gen AI ประมาณ 8.7 ล้านคน คิดเป็น 21.8% ของกำลังแรงงานทั้งหมด และเมื่อแบ่งตาม ลักษณะผลกระทบที่ได้รับจาก AI สามารถสรุปได้ ดังนี้
1. กลุ่มที่มีความเสี่ยงถูกทดแทน (Task Replacement) มีจำนวน 2.2 ล้านคน หรือคิดเป็น 5.4% ของแรงงานทั้งหมด โดยเป็นกลุ่มที่ AI มีแนวโน้มเข้ามาทดแทนภาระงานตั้งแต่บางส่วนไปจนถึงทดแทนงานทั้งหมด โดยเฉพาะงานที่มีลักษณะการทำซ้ำ และมีแบบแผนตายตัว แรงงานกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ เป็นผู้จบการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป (55.8%) โดยจบจากสาขาบริหารธุรกิจ มากที่สุด (41.8%) มีรายได้เฉลี่ย 27,820 บาทต่อเดือน อายุเฉลี่ย 36.5 ปี และทำงาน อยู่ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล (53.0%)
เมื่อจำแนกโครงสร้างตามระดับทักษะของแรงงาน พบว่า มีเพียง 2 กลุ่ม ที่เสี่ยงถูกทดแทน ได้แก่
- แรงงานทักษะปานกลาง มีจำนวนสูงถึง 1.9 ล้านคน กลุ่มอาชีพที่มีจำนวนมากที่สุด คือ เสมียน เลขานุการ และงานสนับสนุนสำนักงาน 52.5% เฉพาะตำแหน่งเสมียนสูงถึง 7.5 แสนคน รองลงมาคือ งานบริการลูกค้า ต้อนรับ และการประชาสัมพันธ์ 28.4% โดยเป็นเจ้าหน้าที่บริการลูกค้าทางโทรศัพท์ (Contact Center) ถึง 3.1 แสนคน ตลอดจนพนักงานบัญชี การเงิน และสถิติ 13.7%
- แรงงานทักษะสูง จำนวน 3.3 แสนคน โดยเฉพาะงานด้านการตลาดในตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญด้านโฆษณาและการตลาด 31.1% กลุ่มงานด้านการวิเคราะห์การเงิน ที่ปรึกษาการลงทุน 24.7% และกลุ่มงานเทคโนโลยีสารสนเทศ 23.7% อาทิ นักพัฒนาซอฟต์แวร์ นักออกแบบฐานข้อมูล และผู้ดูแลเครือข่ายคอมพิวเตอร์
สาเหตุสำคัญที่ทำให้ กลุ่มอาชีพดังกล่าวถูกจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยง เนื่องจากทักษะที่เคยเป็นจุดเด่นและข้อได้เปรียบของมนุษย์ เช่น การคำนวณ การวิเคราะห์ตามกฎเกณฑ์ และการเขียนโปรแกรม ได้กลายเป็นสิ่งที่ระบบ AI สามารถประมวลผล ได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำ และมีประสิทธิภาพมากกว่า
2. กลุ่มที่นำ AI มาสนับสนุนการทำงาน (Task Augmentation) มีจำนวน 6.5 ล้านคน หรือ คิดเป็น 16.3% ของแรงงานทั้งหมด เป็นกลุ่มที่ AI สามารถเข้ามาทดแทนการทำงานในบางส่วน เนื่องจาก ภาระงานหลักส่วนใหญ่ยังจำเป็นต้องอาศัยทักษะของมนุษย์ การประยุกต์ใช้ AI ในแรงงานกลุ่มนี้จึงมุ่งเน้นไปที่ การอำนวยความสะดวกและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานเป็นหลัก โดยส่วนใหญ่เป็นผู้สำเร็จการศึกษาต่ำกว่า ระดับปริญญาตรี ( 72.7%) มีรายได้เฉลี่ย 21,506 บาทต่อเดือน มีอายุเฉลี่ย 42.3 ปี และทำงานอยู่ใน กรุงเทพมหานครและปริมณฑลเป็นหลัก (37.3%) ส่วนที่เหลือกระจายอยู่ในภาคอื่นในสัดส่วนใกล้เคียงกัน
เมื่อจำแนกตามทักษะ พบว่า ส่วนใหญ่เป็นแรงงานทักษะปานกลาง มีจำนวน 5.9 ล้านคน ได้แก่
- พนักงานขาย (47.2%) ซึ่งสามารถประยุกต์ใช้ AI ในการช่วยแนะนำสินค้า บริหารสินค้าคงคลัง และ วิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าเบื้องต้น ทว่ายังต้องอาศัยมนุษย์ในการเจรจาต่อรอง ตลอดจนการสังเกตอารมณ์และ ความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า
- เจ้าของร้านค้า (20.1%) เริ่มนำ Gen AI มาใช้บริหารจัดการธุรกิจ คาดการณ์อุปสงค์ วางแผนคำสั่งซื้อล่วงหน้า รวมถึงใช้ระบบ AI Chatbot เพื่อตอบคำถามและให้บริการลูกค้า
- พนักงานขับรถยนต์ รถแท็กซี่ และรถตู้ (17.2%) โดยนำ AI มาช่วยวางแผนเส้นทางและนำทาง ขณะที่แรงงานทักษะสูงมีจำนวนประมาณ 6.0 แสนคน ประกอบด้วย (1) กลุ่มผู้จัดการและ ผู้บริหาร (53.7%) (2) กลุ่มงานด้านการบริหารจัดการและบุคลากร (13.5%) และ (3) กลุ่มงาน ด้านการประชาสัมพันธ์ (9.1%) แรงงานกลุ่มนี้มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านและมีหน้าที่ทำการตัดสินใจ ที่มีผลต่อองค์กร จึงสามารถนำ Gen AI มาช่วยลดภาระงานเชิงระบบที่มีขั้นตอนชัดเจน เช่น การรวบรวมข้อมูล การสรุปเอกสาร และการวิเคราะห์เชิงลึก
อย่างไรก็ดี ทักษะด้านการสื่อสาร มนุษยสัมพันธ์ และการบริหารจัดการข้ามสายงานยังคงเป็นแกนหลักที่ AI ทดแทนได้ยาก และแรงงานทักษะต่ำมีจำนวนราว 6.7 หมื่นคน แบ่งเป็นพนักงานขนส่งสิ่งของ (82.0%) และพนักงานจดมาตรวัด (18.0%) แม้จะเป็น งานที่ใช้ทักษะระดับพื้นฐาน แต่ก็เริ่มเห็นการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานแล้ว
ตัวอย่างการศึกษาในสหรัฐอเมริกา ที่พบว่ากลุ่มพนักงานขนส่งสินค้านำ AI มาช่วยประมวลผลสภาพการจราจร สภาพอากาศ ประสิทธิภาพของยานพาหนะ ตลอดจนลำดับความสำคัญของพัสดุ เพื่อยกระดับการวางแผนการขนส่ง ให้เกิดประสิทธิผลสูงสุด
ความท้าทายตลาดแรงงานไทย
ข้อมูลสถานการณ์แรงงานสะท้อนให้เห็นว่า AI ไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยีแห่งอนาคต แต่กำลังสร้างผลกระทบและความเสี่ยงต่อโครงสร้างตลาดแรงงานไทยในปัจจุบัน โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานทักษะปานกลางถึงทักษะสูง ดังนี้
1. การลดการจ้างงานลงในบางกลุ่มและลดโอกาสการทำงานของเด็กจบใหม่ ตลาดแรงงานกำลัง เผชิญความท้าทายจากการปรับโครงสร้างองค์กร โดยหลายอุตสาหกรรมอาจมีแนวโน้มปรับลดการจ้างงานลง โดยเฉพาะตำแหน่งงานที่มีลักษณะซ้ำหรือวิเคราะห์ข้อมูลระดับเบื้องต้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นตำแหน่งระดับเริ่มต้น ขององค์กร สร้างความท้าทายต่อบัณฑิตจบใหม่ที่อาจเข้าสู่ตลาดแรงงานได้ยากขึ้นกว่าเดิม เพราะหลายองค์กร สามารถใช้ AI ในการจัดการงานพื้นฐาน และเปลี่ยนไปให้ความสำคัญกับการหาบุคลากรที่มีทักษะเฉพาะทาง ระดับสูงและมีประสบการณ์การทำงานที่สามารถสั่งการ AI ได้ทันทีมากกว่า
2. การโยกย้ายแรงงานจากงานทักษะสูงไปสู่งานทักษะต่ำ (Downshifting) เมื่องานของกลุ่มแรงงานทักษะสูงและทักษะปานกลางบางส่วนสามารถถูกทดแทนได้ด้วย AI ทำให้แรงงานกลุ่มดังกล่าวอาจปรับตัวโดยการเปลี่ยนจากงานที่มีทักษะสูงหรือทักษะปานกลางไปสู่การทำงานที่ใช้ทักษะต่ำลงหรือต่ำกว่าคุณวุฒิ เพราะงานบางส่วนของทักษะต่ำได้รับผลกระทบจาก AI น้อยกว่า เช่น การปรับเปลี่ยนไปเป็นพนักงานขับรถรับจ้างผ่านแอปพลิเคชันหรือไรเดอร์ เป็นต้น
3. ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสู่ Agentic และ Physical AI ความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีกำลังจะขยายขอบเขตผลกระทบให้กว้างและชัดเจนยิ่งขึ้น โดยการเข้าสู่ยุค Agentic AI อย่าง เต็มรูปแบบส่งผลให้งานที่มีขั้นตอนตายตัวหรืองานที่อาศัยตรรกะซ้ำ ๆ เช่น งานวิเคราะห์ข้อมูล หรืองานวิชาชีพ ที ่มีรูปแบบชัดเจน ถูกลดบทบาทลงอย่างรวดเร็ว ยิ่งไปกว่านั้น ในระยะถัดไปเทคโนโลยีมีแนวโน้มที่จะผสานการทำงานเข้ากับหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติอย่างอิสระ หรือที่เรียกว่า “Physical AI” ซึ่งจะเปลี่ยนผ่าน ผลกระทบจากการแย่ง “งานเชิงข้อมูล” ไปสู ่ “งานเชิงกายภาพและทักษะปฏิบัติ” และส่งผลกระทบโดยตรงต่อการจ้างงานในภาคการผลิต ภาคโลจิสติกส์ และภาคบริการอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ทั้งนี้ Physical AI หมายถึง ปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถรับรู้ ประมวลผล และสั่งการในโลกทางกายภาพผ่านหุ่นยนต์หรือระบบอัตโนมัติ เช่น (1) หุ่นยนต์ในโรงงานที่หยิบของ แพ็กสินค้า หรือปรับการทำงานเองได้ (2) รถยนต์ไร้คนขับที่ใช้กล้องและเซนเซอร์ช่วย มองถนนและขับรถ และ (3) ระบบคลังสินค้าอัตโนมัติที่คัดแยกและขนย้ายสินค้าเองได้
4. ความรวดเร็วในการผลิตกำลังคนและยกระดับทักษะให้ทันต่อเทคโนโลยี แม้ว่าภาครัฐจะตระหนักถึงความท้าทายและได้ขับเคลื่อนการดำเนินงานผ่านแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ (พ.ศ. 2565-2570) ภายใต้นโยบาย “อว. for AI” โดยตั้งเป้าผลิตกำลังคนด้าน AI จำนวน 30,000 คน ภายใน 3 ปี ครอบคลุมตั้งแต่นักวิจัยพัฒนาระบบ วิศวกรผู ประยุกต์ใช้ ไปจนถึงผู้ใช้งานวิชาชีพทั่วไป แต่จุดสำคัญคือ ความรวดเร็วในการปฏิบัติจริง
ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความจำเป็นเร่งด่วนในการยกระดับทักษะและพัฒนา ทักษะใหม่ (Upskill/Reskill) เพื่อเปลี่ยนผ่านบทบาทของแรงงานจากผู้ปฏิบัติงานไปเป็น “ผู้บริหารจัดการ AI” ให้สอดคล้องกับการพัฒนาเทคโนโลยีและความต้องการของภาคธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
ไทยต้องเตรียมพร้อมอย่างไรในยุค AI
ภายใต้พลวัตความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ประเทศไทยจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับ ผลกระทบจาก AI ในหลายด้านสำคัญ ได้แก่
(1) การเร่งส่งเสริมการใช้ AI อย่างครอบคลุมและการยกระดับ ทุนมนุษย์ โดยภาครัฐควรเร่งสนับสนุนการประยุกต์ใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้กับแรงงาน ในทุกระดับทักษะ เนื่องจากในระยะต่อไปประสิทธิภาพของ AI จะถูกพัฒนาให้สามารถทำงานทดแทนมนุษย์ ได้มากขึ้นและกว้างขวางขึ้น การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้แรงงานสามารถปรับตัวและใช้ประโยชน์จาก เทคโนโลยีได้อย่างเหมาะสมจึงเป็นเรื่องเร่งด่วน ตลอดจนควรพัฒนาโครงสร้างพื ้นฐานด้านข้อมูลและระบบ ประมวลผลให้เพียงพอต่อความต้องการในอนาคต
(2) การปรับบทบาทของแรงงานทักษะสูงสู่การเป็น “ผู้บริหารจัดการ AI” แรงงานในกลุ่มทักษะสูงจำเป็นต้องเสริมสร้างทักษะและความรู้เท่าทันเทคโนโลยี AI (AI Literacy) เพื่อให้สามารถกำกับดูแลและตรวจสอบผลลัพธ์/การทำงานของ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการจัดการกับข้อจำกัดเชิงเทคนิค เช่น การให้ข้อมูลคลาดเคลื่อน ปัญหาอคติจากชุดข้อมูล และ การรักษาความเป็นส่วนตัวของข้อมูล
(3) การพัฒนากรอบกฎหมายและธรรมาภิบาลดิจิทัลและการใช้ AI โดยเฉพาะกลไกกำกับดูแลและกฎหมายที่เอื้อต่อการคุ้มครองแรงงานสิทธิของแรงงานทั้งในกระบวนการ จ้างงาน การประเมินผล และการเลิกจ้างที่อาจมี AI เข้ามาเกี่ยวข้อง รวมถึงการกำหนดความรับผิดชอบ ทางกฎหมายในกรณีที่ระบบ AI ก่อให้เกิดความเสียหาย เช่น ธุรกรรมทางการเงิน การทำสัญญา หรือ การดำเนินงานอัตโนมัติที่ไม่มีมนุษย์กำกับ ทั้งนี้ ควรออกแบบกฎหมายให้มีความยืดหยุ่น เพื่อให้สามารถ ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของ AI ได้อย่างทันท่วงที
Physical AI หมายถึง ปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถรับรู้ ประมวลผล และสั่งการในโลกทางกายภาพผ่านหุ่นยนต์หรือระบบอัตโนมัติ เช่น (1) หุ่นยนต์ในโรงงานที่หยิบของ แพ็กสินค้า หรือปรับการทำงานเองได้ (2) รถยนต์ไร้คนขับที่ใช้กล้องและเซนเซอร์ช่วย มองถนนและขับรถ และ (3) ระบบคลังสินค้าอัตโนมัติที่คัดแยกและขนย้ายสินค้าเองได้
ที่มา: รายงานภาวะสังคมไตรมาส 1/2569
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




