คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) ตรวจพิจารณาแล้ว ตามที่กระทรวงแรงงาน (รง.) เสนอ โดยร่างกฎหมายดังกล่าวมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อคุ้มครองสิทธิ ยกระดับสวัสดิการ และป้องกันไม่ให้แรงงานที่รับงานไปทำที่บ้านถูกเอารัดเอาเปรียบ
ทั้งนี้ เป็นการปรับปรุงกฎหมายเดิมให้ทันสมัยและมีมาตรฐานเทียบเท่าสากล โดยมีวัตถุประสงค์ในด้านต่าง ๆ โดยขยายความคุ้มครองให้ครอบคลุมยุคดิจิทัลครอบคลุมงานออนไลน์ เพื่อรองรับรูปแบบการจ้างงานที่เปลี่ยนไป เช่น การกดรับงานผ่านแพลตฟอร์มหรือระบบออนไลน์
นอกจากนี้ ขยายประเภทงาน ให้ความคุ้มครองครอบคลุมทั้งกลุ่มงานอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม เกษตรกรรม และงานบริการ รวมถึงสร้างความเป็นธรรมด้านค่าตอบแทนและหลักประกันป้องกันการเบี้ยวเงิน โดยมีการกำหนดเกณฑ์อัตราค่าตอบแทนที่เป็นธรรม และมีบทลงโทษที่หนักขึ้นหากผู้ว่าจ้างจ่ายเงินล่าช้า
สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ
| ประเด็น | รายละเอียด |
| 1. วันใช้บังคับ | • ให้มีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 180 วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เว้นแต่บทบัญญัติมาตรา 20 วรรคสาม และมาตรา 22 ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป |
| 2. คำนิยาม | • แก้ไขนิยาม เพื่อให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้นและสอดคล้องกับอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ฉบับที่ 177 ว่าด้วยการรับงานไปทำที่บ้าน ค.ศ. 1996 เช่น
“งานที่รับไปทำที่บ้าน” หมายความว่า ส่วนหนึ่งส่วนใดของงานในกิจการ ดังต่อไปนี้ (1) งานในกิจการอุตสาหกรรมของผู้จ้างงานที่มอบให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดไปจัดทำที่บ้านหรือดำเนินการนอกสถานประกอบกิจการของผู้จ้างงาน เพื่อได้รับค่าตอบแทน โดยไม่คำนึงว่าผู้ใดจะเป็นผู้จัดหาวัตถุดิบ อุปกรณ์ หรือสิ่งอื่นที่ใช้ในการทำงาน และไม่มีลักษณะของการจ้างแรงงาน (2) งานในกิจการพาณิชยกรรม เกษตรกรรม หรืองานบริการอันมีหลักเกณฑ์หรือลักษณะตาม (1) ตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา เฉพาะในกรณีไม่มีกฎหมายบัญญัติคุ้มครองไว้เป็นการเฉพาะและมีความจำเป็นต้องกำหนดให้ส่วนหนึ่งส่วนใดของงานในกิจการดังกล่าวเป็นงานที่รับไปทำที่บ้าน เพื่อให้ผู้รับงานไปทำที่บ้านได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัตินี้ (เดิม คำว่า “งานที่รับไปทำที่บ้าน” หมายความว่า งานที่ผู้จ้างงานในกิจการอุตสาหกรรมมอบให้ผู้รับงานไปทำที่บ้านเพื่อนำไปผลิตหรือประกอบนอกสถานประกอบกิจการของผู้จ้างงานหรืองานอื่นที่กำหนดในกฎกระทรวง) “ผู้รับงานไปทำที่บ้าน” หมายความว่า บุคคลธรรมดาหรือกลุ่มบุคคลซึ่งไม่เป็นนิติบุคคลตกลงกับผู้จ้างงานเพื่อรับทำงานอันเป็นงานที่รับไปทำที่บ้าน แต่ไม่รวมถึงลูกจ้างซึ่งนำงานไปทำนอกสถานประกอบกิจการของนายจ้าง (เดิม คำว่า “ผู้รับงานไปทำที่บ้าน” หมายความว่า บุคคลหรือกลุ่มบุคคลซึ่งตกลงกับผู้จ้างงานเพื่อรับทำงานอันเป็นงานที่รับไปทำที่บ้าน) “พนักงานตรวจแรงงาน” หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ (เดิม คำว่า “พนักงานตรวจแรงงาน” หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งจากข้าราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค หรือส่วนท้องถิ่นให้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้) • เพิ่มนิยาม “เอกสาร” หมายความรวมถึงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ตามกฎหมายว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถเข้าถึงและนำกลับมาใช้ได้โดยความหมายไม่เปลี่ยนแปลง |
| 3. อายุขั้นต่ำของผู้รับงานไปทำที่บ้าน | • กำหนดมิให้จ้างเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีเป็นผู้รับงานไปทำที่บ้าน เพื่อให้ความคุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้านมีมาตรฐานเดียวกันกับความคุ้มครองลูกจ้างตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน (เพิ่มเติม) |
| 4. การห้ามหญิงมีครรภ์และเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ | • ปรับปรุงบทบัญญัติเกี่ยวกับการกำหนดมิให้ผู้ใดให้หญิงมีครรภ์และเด็กซึ่งอายุต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ทำงานที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัย
โดยแยกกรณีเด็กออกไป อีกบทบัญญัติหนึ่ง เพื่อให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น ดังนี้ 1) กำหนดห้ามผู้ใดให้หญิงมีครรภ์ทำงานที่มีลักษณะอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัยของหญิงมีครรภ์ ซึ่งงานที่มีลักษณะดังกล่าวให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง (คงเดิม) 2) กำหนดห้ามผู้ใดให้เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปีทำงานที่มีลักษณะอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัยของเด็ก ซึ่งงานที่มีลักษณะดังกล่าวให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง (ปรับปรุง เดิมกำหนดห้ามให้เด็กต่ำกว่า 15 ปีทำงานในงานลักษณะอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัย) |
| 5. การกำหนดค่าตอบแทนให้แก่ผู้รับงานไปทำที่บ้าน | • กำหนดให้ผู้จ้างงานจ่ายค่าตอบแทนเป็นเงินไทย เว้นแต่ได้รับความยินยอมจากผู้รับงานไปทำที่บ้านให้จ่ายเป็นตั๋วเงินหรือเงินตราต่างประเทศ (คงเดิม)
• แก้ไขเพิ่มเติมหลักเกณฑ์การกำหนดค่าตอบแทนของงานที่รับไปทำที่บ้านให้แก่ผู้รับงาน เพื่อให้เกิดความเหมาะสมกับลักษณะของงาน โดยแยกเป็น 2 กรณี ดังนี้ 1) กรณีงานที่รับไปทำที่บ้านมีลักษณะและคุณภาพอย่างเดียวกันและปริมาณเท่ากันกับการจ้างงานในสถานประกอบกิจการของผู้จ้างงาน ให้ผู้จ้างงานกำหนดค่าตอบแทนให้แก่ผู้รับงานไปทำที่บ้านไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน ตามที่คณะกรรมการผู้รับงานไปทำที่บ้านกำหนด (ปรับปรุง เดิมมิได้กำหนดค่าตอบแทนให้เป็นไปตามงานที่ทำในสถานประกอบกิจการของผู้จ้างงาน) 2) กรณีงานที่รับไปทำที่บ้านไม่มีการทำในสถานประกอบกิจการของผู้จ้างงาน โดยให้ผู้จ้างงานและผู้รับงานไปทำที่บ้านตกลงกันเพื่อกำหนดค่าตอบแทน แต่ต้องไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างตามที่คณะกรรมการคุ้มครองการรับงานไปทำที่บ้านกำหนด (เพิ่มเติม) |
| 6. การกำหนดความรับผิดและการพ้นความรับผิดของผู้จ้างงานในส่วนดอกเบี้ยและเงินเพิ่ม | • กำหนดให้ผู้จ้างงานต้องเสียดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดให้แก่ผู้รับงานไปทำที่บ้าน ทายาทหรือบุคคลซึ่งมีสิทธิในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในกรณีที่ไม่คืนหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหาย ในการทำงานที่เป็นเงิน หรือไม่จ่ายค่าตอบแทนหรือไม่จ่ายค่ารักษาพยาบาล ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพ และค่าทำศพ หรือจ่ายไม่ครบแต่หากผู้จ้างงานจงใจไม่คืน หรือไม่จ่ายเงินดังกล่าว หรือจ่ายไม่ครบโดยปราศจากเหตุอันสมควรเมื่อพ้นกำหนด 7 วัน ให้จ่ายเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของเงินที่ค้างทุก 7 วันจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น (เพิ่มเติม)
• กำหนดให้ผู้จ้างงานหลุดพ้นความรับผิดในการชำระดอกเบี้ยและเงินเพิ่มในกรณีที่พร้อมคืนหลักประกันหรือจ่ายเงินดังกล่าว เนื่องจากผู้รับงานไปทำที่บ้าน ทายาท หรือ บุคคลซึ่งมีสิทธิไม่ยอมรับหลักประกันหรือเงินดังกล่าว หรือไม่สามารถรับคืนได้ ให้ผู้จ้างงานนำเงินไปมอบไว้แก่อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเพื่อจ่ายให้แก่ผู้รับงานไปทำที่บ้านดังกล่าว ผู้จ้างงานไม่ต้องจ่ายเงินดอกเบี้ยหรือเงินตามจำนวนที่มอบไว้ (เพิ่มเติม) |
| 7. คณะกรรมการคุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน | • แก้ไขเพิ่มเติมองค์ประกอบของกรรมการโดยตำแหน่ง ได้แก่ อธิบดีกรมการจัดหางาน อธิบดีกรมควบคุมโรค อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม อธิบดีกรมพัฒนาชุมชน และอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (ปรับปรุง เดิมกำหนดให้ผู้แทนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นกรรมการโดยตำแหน่ง เป็นให้อธิบดีของกรมที่เกี่ยวข้องเป็นกรรมการโดยตำแหน่ง ได้แก่ “ผู้แทนกระทรวงสาธารณสุข” เป็น “อธิบดีกรมควบคุมโรค” เดิม “ผู้แทนกระทรวงอุตสาหกรรม” เป็น “อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม” และเดิม “อธิบดีกรมการปกครอง” เป็น “อธิบดีกรมพัฒนาชุมชน” เพื่อให้สอดคล้องกับภารกิจหน้าที่และการบูรณาการร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง)
• แก้ไขหลักเกณฑ์การได้มาซึ่งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ กรรมการผู้แทนฝ่ายนายจ้างและกรรมการผู้แทนผู้รับงานไปทำที่บ้าน โดยการแต่งตั้งหรือเลือกกรรมการดังกล่าวให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด โดยต้องไม่มีการเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ (ปรับปรุง เดิมกำหนดให้มีกรรมการทั้งชายและหญิง เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพสังคมปัจจุบันที่มีการเปิดกว้างสำหรับผู้ซึ่งมีความหลากหลายทางเพศ) • ปรับปรุงอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ โดยให้มีหน้าที่ในการเสนอแนะและให้ความเห็นต่อรัฐมนตรีเกี่ยวกับนโยบาย การคุ้มครอง ส่งเสริม และพัฒนาผู้รับงานไปทำที่บ้านมาตรการความปลอดภัยในการทำงาน มาตรการพัฒนาฝีมือแรงงาน และการคุ้มครองประโยชน์ของผู้รับงานไปทำที่บ้าน (ปรับปรุง โดยเพิ่มมาตรการความปลอดภัยในการทำงานและตัดมาตรการในการป้องกันการประสบอันตราย เจ็บป่วย หรือถึงแก่ความตายเนื่องจากการทำงาน เนื่องจากมาตรการนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการความปลอดภัยในการทำงาน) |
| 8. การเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา | • กำหนดให้กรรมการหรืออนุกรรมการซึ่งคณะกรรมการมอบหมาย พนักงานตรวจแรงงาน แพทย์ นักสังคมสงเคราะห์ หรือผู้เชี่ยวชาญเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายอาญา (เพิ่มเติม) |
| 9. ยกเลิกบทบัญญัติเกี่ยวกับการอำนวยความสะดวกและการ
ไม่ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ |
• ยกเลิกบทบัญญัติที่กำหนดให้ผู้จ้างงาน ผู้รับงานไปทำที่บ้าน หรือบุคคลซึ่งเกี่ยวข้องกับการอำนวยความสะดวกส่งหรือแสดงเอกสาร หรือให้ข้อเท็จจริง และไม่ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการและอนุกรรมการซึ่งคณะกรรมการมอบหมาย
• ยกเลิกบทบัญญัติที่กำหนดให้บุคคลที่เกี่ยวข้องต้องอำนวยความสะดวกตามสมควรแก่พนักงานตรวจแรงงาน แพทย์ นักสังคมสงเคราะห์ หรือผู้เชี่ยวชาญในการปฏิบัติหน้าที่ (เดิมกำหนดไว้ แต่เนื่องจากร่างนี้ได้กำหนดให้กรรมการหรืออนุกรรมการฯ เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งหากไม่ได้รับการอำนวยความสะดวกหรือขัดขวางก็จะมีโทษตามประมวลกฎหมายอาญาอยู่แล้ว) |
| 10. เหตุระงับการดำเนินคดีกับผู้จ้างงาน | • แก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติเกี่ยวกับเหตุระงับการดำเนินคดีอาญากับผู้จ้างงานโดยคดีอาญาต่อผู้จ้างงานจะระงับลงเป็น 2 กรณี เพื่อให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น (ปรับปรุง) ดังนี้
1) กรณีที่ผู้จ้างงานได้ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน โดยให้ผู้จ้างงานต้องจ่ายเงินถูกต้องและครบถ้วนให้แก่ผู้รับงานหรือผู้มีสิทธิได้รับเงิน ณ สถานที่ทำงานของผู้รับงานภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้ทราบคำสั่งนั้น การดำเนินคดีอาญาต่อผู้จ้างงานเป็นอันระงับไป 2) กรณีที่ผู้จ้างงานไม่เห็นด้วยกับคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน ให้นำคดีไปสู่ศาลแรงงานภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้ทราบคำสั่งและได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลแรงงานแล้วการดำเนินคดีอาญาต่อผู้จ้างงานเป็นอันระงับไป |
| 11. บทกำหนดโทษ | • แก้ไขเพิ่มเติมบทกำหนดโทษ โดยนำมาตรการปรับเป็นพินัยมาใช้แทนบทกำหนดโทษทางอาญาและเพิ่มเติมโทษทางอาญาให้เหมาะสมกับความร้ายแรงของการกระทำความผิด ดังนี้
1) กำหนดให้ผู้จ้างงานที่ไม่จัดทำเอกสารเกี่ยวกับการรับงานไปทำที่บ้านมอบให้แก่ผู้รับงานไปทำที่บ้านและเก็บไว้ให้พนักงานตรวจแรงงานดูได้ หรือไม่จ่ายค่าตอบแทนการทำงานเป็นเงินตราไทยหรือไม่แจ้งเตือนให้ผู้รับงานไปทำที่บ้านทราบถึงข้อมูลเกี่ยวกับอันตรายที่เกิดจากการทำงาน ต้องชำระค่าปรับเป็นพินัย ไม่เกิน 50,000 บาท (ปรับปรุง เดิมกำหนดให้ผู้จ้างงานที่ไม่จัดทำเอกสารเกี่ยวกับการรับงานไปทำที่บ้านมอบให้แก่ผู้รับงานไปทำที่บ้านและเก็บไว้ให้พนักงานตรวจแรงงานได้รับโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือผู้จ้างงานไม่จ่ายค่าตอบแทนการทำงานเป็นเงินตราไทย หรือไม่แจ้งเตือนให้ผู้รับงานไปทำที่บ้านทราบถึงข้อมูลเกี่ยวกับอันตรายที่เกิดจากการทำงานต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ) 2) กำหนดให้ผู้จ้างงานซึ่งไม่จ่ายค่าตอบแทนให้แก่ผู้รับงานไปทำที่บ้าน ณ สถานที่ทำงานของผู้รับงานไปทำที่บ้านต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกิน 50,000 บาท หรือปรับจำนวน 2 เท่าของค่าตอบแทนที่ผู้จ้างงานต้องจ่าย แล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า (ปรับปรุง เดิมกำหนดให้ผู้จ้างงานที่ไม่จ่ายค่าตอบแทนให้แก่ผู้รับงานไปทำที่บ้าน ณ สถานที่ทำงานของผู้รับงานไปทำที่บ้านต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ) 3) กำหนดให้ผู้จ้างงานที่ฝ่าฝืนจ้างเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี เป็นผู้รับงานไปทำที่บ้านต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับตั้งแต่ 400,000 บาท ถึง 800,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (เพิ่มเติม) 4) กำหนดให้ผู้จ้างงานที่เรียกรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกัน |
| 12. บทเฉพาะกาล | • เพิ่มบทเฉพาะกาล เพื่อให้การดำรงตำแหน่งของคณะกรรมการและการบังคับใช้กฎหมายลำดับรองยังคงมีผลใช้บังคับต่อไปเพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการดำเนินการตามกฎหมายรวมทั้งกำหนดกรอบระยะเวลาในการแต่งตั้งคณะกรรมการและการออกกฎหมายลำดับรอง เช่น
1. กำหนดให้คณะกรรมการคุ้มครองการรับงานไปทำที่บ้านซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับคงอยู่ในตำแหน่งต่อไปจนกว่าจะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการคุ้มครองการรับงานไปทำที่บ้านตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ และกำหนดให้ดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการคุ้มครองการรับงานไปทำที่บ้านตามพระราชบัญญัตินี้ให้แล้วเสร็จภายใน 180 วัน นับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ 2. กำหนดให้กฎกระทรวงหรือประกาศที่ออกตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน พ.ศ. 2553 ซึ่งใช้บังคับอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ยังคงใช้บังคับได้ต่อไป จนกว่าจะมีกฎกระทรวงหรือประกาศที่ออกตามพระราชบัญญัติ และกำหนดให้ออกกฎกระทรวงหรือประกาศตามพระราชบัญญัตินี้ ให้แล้วเสร็จและประกาศราชกิจจานุเบกษา ก่อนวันพ้นกำหนด 180 วันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ประกาศราชกิจจานุเบกษา |
กระทรวงแรงงานได้เสนอแผนในการจัดทำกฎหมายลำดับรอง กรอบระยะเวลา และกรอบสาระสำคัญของกฎหมายลำดับรองที่ออกตามร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว รวม 7 ฉบับ ทั้งนี้ กฎหมายลำดับรองดังกล่าวมีกรอบระยะเวลาในการออกภายใน 180 วัน นับแต่วันที่พระราชบัญญัติประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ที่ผ่านมา ได้จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นร่างพระราชบัญญัติในเรื่องนี้ และได้จัดทำสรุปผลการรับฟังความคิดเห็นและรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมายตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 แล้ว ส่วนใหญ่เห็นชอบด้วย รวมทั้งได้จัดทำแผนในการจัดทำกฎหมายลำดับรอง กรอบระยะเวลา และกรอบสาระสำคัญของกฎหมายลำดับรองที่ออกตามร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว รวม 7 ฉบับ
ทั้งนี้ เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อ 19 เม.ย. 59 และ 24 ม.ค. 60 ที่ให้ทุกส่วนราชการเสนอแผนในการจัดทำกฎหมายลำดับรอง กรอบสาระสำคัญ และกรอบระยะเวลาของกฎหมายลำดับรอง เพื่อให้คณะรัฐมนตรีรับทราบและติดตามต่อไป จึงเห็นสมควรเสนอคณะรัฐมนตรีรับทราบแผนในการจัดทำกฎหมายลำดับรอง กรอบระยะเวลา และกรอบสาระสำคัญของกฎหมายลำดับรองที่ออกตามร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว
สำหรับขั้นต่อต่อไป จะเสนอต่อสภาฯเพื่อพิจารณาออกมาเป็นกฎหมายบังคับใช้
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




