ESG Bond หรือ ตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืน เป็นตราสารหนี้ (หุ้นกู้หรือพันธบัตรรัฐบาล) ที่ผู้ออกนำเงินระดมทุนไปใช้สนับสนุนโครงการที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การพัฒนาสังคม หรือนำมาผูกกับเป้าหมายด้านความยั่งยืนขององค์กร ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG)
- E (Environmental): มิติด้านสิ่งแวดล้อม
- S (Social): มิติด้านสังคมและคุณภาพชีวิต
- G (Governance): มิติด้านธรรมาภิบาลและการบริหารจัดการอย่างโปร่งใส
ปัจจุบันไทยมี ESG Bond แบ่งออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ Green Bond หรือตราสารหนี้เพื่อสิ่งแวดล้อม, Social Bond หรือตราสารหนี้เพื่อพัฒนาสังคม, Sustainability Bond หรือตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืน และ Sustainability-Linked Bond หรือตราสารหนี้ส่งเสริมความยั่งยืน
แต่ตามมาตรฐานสากล เช่น ICMA Guidelines ตราสารหนี้กลุ่มนี้แบ่งออกเป็น 5 ประเภทหลัก:
- ตราสารหนี้สีเขียว (Green Bond) เงินระดมทุนต้องนำไปใช้ในโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะ เช่น พลังงานสะอาด (โซลาร์/ลม) รถไฟฟ้า หรือการจัดการขยะ
- ตราสารหนี้เพื่อสังคม (Social Bond) เน้นระดมทุนไปพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในสังคม เช่น โครงการสาธารณสุข ที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย หรือการสร้างอาชีพ
- ตราสารหนี้เพื่อความยั่งยืน (Sustainability Bond) เป็นการผสมผสานระหว่าง Green Bond และ Social Bond โดยเงินทุนนำไปใช้ในโครงการที่ได้ประโยชน์ทั้งมิติสิ่งแวดล้อมและสังคมควบคู่กัน
- ตราสารหนี้ที่ส่งเสริมความยั่งยืน (Sustainability-Linked Bond: SLB) เงินระดมทุนสามารถนำไปใช้ในกิจกรรมทั่วไปของบริษัทได้ แต่มีเงื่อนไขผูกกับ KPI ด้าน ESG ขององค์กร (เช่น เป้าหมายการลดคาร์บอน 30% ใน 5 ปี) หากทำไม่ได้ตามเป้า อัตราดอกเบี้ยจ่ายแก่ผู้นำฝาก/นักลงทุนอาจปรับสูงขึ้น
- ตราสารหนี้เพื่อการเปลี่ยนผ่าน (Transition Bond) ออกแบบมาสำหรับธุรกิจในอุตสาหกรรมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง (เช่น ปิโตรเคมี พลังงานฟอสซิล) ที่ต้องการระดมทุนไปปรับปรุงกระบวนการผลิตเพื่อลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน

ที่มา: ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
คาดปี 69 ต้นทุนสูง-เศรษฐกิจชะลอ กดดัน ESG Bond
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า มูลค่าการออก ESG Bond ในไทยทั้งปี 2569 อาจไม่เร่งตัวมาเท่าปีก่อน หากแรงส่งจากการออกตราสารหนี้ของภาครัฐในช่วงครึ่งหลังของปียังมีจำกัด โดยแรงส่งสำคัญของ ESG Bond ในครึ่งหลัง ยังมาจากภาครัฐ ซึ่งมีแผนออก Sustainability-Linked Bond (SLB) รุ่นใหม่ประมาณ 30,000 ล้านบาท ภายในปีงบประมาณ 2569 เพื่อใช้เป็นเครื่องมือระดมทุนเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณและปรับโครงสร้างหนี้ภาครัฐ
ทั้งนี้หากการออก SLB ของภาครัฐเป็นไปตามแผนดังกล่าว คาดว่าจะช่วยชดเชยตราสารหนี้ที่ครบกำหนดในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ซึ่งอยู่ที่ 24,148 ล้านบาท โดยเป็นตราสารหนี้ภาคเอกชนกว่า 19,390 ล้านบาท ส่งผลให้มูลค่า ESG Bond คงค้างยังมีแนวโน้มอยู่เหนือระดับ 1 ล้านล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ในระยะต่อไป การออก ESG Bond ของภาคเอกชนยังมีข้อจัดหลายด้าน ทั้งจากทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ยังอยู่ในระดับสูง ส่วนต่างต้นทุนระหว่าง ESG Bond กับตราสารหนี้ทั่วไป (Greenium) ที่แคบลง เนื่องจากนักลงทุนอาจยอมรับผลตอบแทนที่ต่ำกว่าตราสารทั่วไปได้น้อยลง
ขณะเดียวกัน ผู้ออกตราสารยังมีต้นทุนเพิ่มเติมจากการตรวจสอบและรายงานด้านความยั่งยืน ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ซึ่งส่งผลให้ภาคเอกชนระมัดระวังการลงทุนในโครงการใหม่มากขึ้น
มูลค่าการออก ESG Bond ตลอดทั้งปี 2569 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า จะอยู่ที่ราว 2 แสนล้านบาท ใกล้เคียงกับปี 2568 ที่ 208,404 ล้านบาท สะท้อนว่าตลาดทรงตัวได้จากการพึ่งแรงหนุนภาครัฐเป็นหลัก ขณะที่แรงส่งจากภาคเอกชนต่อ Green Investment ในประเทศยังมีจำกัด ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจในระยะข้างหน้าที่ยังไม่แน่นอน และแรงผลักดันจากกติกาด้าน ESG ในประเทศที่ยังรอบังคับใช้กฎหมายเพิ่มเติมในอนาคต
ครึ่งปีแรก ESG Bond ออกใหม่โต 14.7%
สำหรับการออก ESG Bond ใหม่ในไทย ครึ่งแรกปี 2569 มีมูลค่า 116,205 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ขณะที่มูลค่าคงค้างเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 1,081,430 ล้านบาท โดยสัดส่วนยอดคงค้าง ESG Bond ต่อยอดคงค้างตราสารหนี้ทั้งหมดในไทย เพิ่มขึ้นจาก 5.2% ณ สิ้นเดือน มิ.ย. 2568 มาเป็น 5.9% ณ สิ้นเดือน มิ.ย. 2569

ขณะที่ภาคเอกชน มีการออกตราสารหนี้ ESG ใหม่ เพิ่มขึ้น 78.3% (YoY) โดยมีแรงหนุนจากการออกตราสารหนี้ของบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ (BEM) มูลค่า 8,000 ล้านบาท ส่งผลให้ยอดคงค้างของ ESG Bond ภาคเอกชนอยู่ที่ราว 271,227 ล้านบาท ณ สิ้นเดือนมิ.ย. 2569
ในครึ่งปีแรก ภาครัฐมีสัดส่วนการออก ESG Bond มากที่สุด คิดเป็น 60.8% ของ มูลค่าตราสารหนี้ ESG ใหม่ทั้งหมด โดยหลักมาจากการออกพันธบัตรรุ่นเดิมเพิ่มเติม (Reopen) และตามมาด้วยสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFI) มีสัดส่วนการออก ESG Bond อยู่ที่ 17.2%
ขณะที่ฝั่งเอกชน มีการออก ESG Bond ใหม่ ในกลุ่มพลังงาน คิดเป็น 12.0% เช่น บมจ. ซีเคพาวเวอร์ (CKP) บมจ. ทีพีไอโพลีน (TPIPL) และ บมจ. ราชกรุ๊ป (RATCH) โดยเงินระดมทุนส่วนใหญ่ใช้เพื่อชดเชยการลงทุนเดิม และขนส่ง 6.9% มาจาก บมจ. ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ (BEM) เพื่อใช้เป็นเงินลงทุน และ/หรือ ทดแทนเงินลงทุนในโครงการขนส่งที่ใช้พลังงานสะอาด

อย่างไรก็ตาม การออก ESG Bond ของภาคเอกชนในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ยังสนับสนุนโครงการด้านความยั่งยืน (Green Investment) ในประเทศได้อย่างจำกัด เนื่องจากมีเม็ดเงินที่นำไปลงทุนในโครงการใหม่หรือโครงการต่อเนื่องเพียง 5,030 ล้านบาท คิดเป็น 19.7% ของมูลค่า ESG Bond ที่ออกใหม่ทั้งหมด โดยส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในโครงการพลังงานหมุนเวียนในต่างประเทศ มูลค่ากว่า 3,030 ล้านบาท
นอกจากนี้ สัดส่วนเม็ดเงินที่นำไปลงทุนในโครงการใหม่หรือโครงการต่อเนื่องยังลดลงจากช่วงเดียวกันของปี 2568 โดยครึ่งแรกปี 2569 อยู่ที่ 19.7% เทียบกับ 24.5 – 28.0% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ซึ่งหมายความว่าแม้ภาคเอกชนจะออก ESG Bond เพิ่มขึ้น แต่เม็ดเงินที่ช่วยต่อยอด Green Investment จะยังไม่ขยายตัวตาม เนื่องจาก ESG Bond ของภาคเอกชนถูกนำไปใช้ชดเชยเงินลงทุนเดิมและการชำระคืนหนี้เป็นหลัก
ที่มา : ศูนย์วิจัยกสิกรไทย โดย นราพร สังสะนา เจ้าหน้าที่วิจัย
เนื้อหาอื่นที่เกี่ยวข้อง:




