แม้ประเทศไทยจะมีเม็ดเงินลงทุนเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่คำถามสำคัญในวันนี้อาจไม่ใช่ “ลงทุนมากแค่ไหน” หากเป็น “ลงทุนได้ถูกจุดหรือไม่”
เครือข่ายการเงินเพื่อรับมือกับภาวะโลกรวน (Climate Finance Network Thailand : CFNT) เปิดเผยผลการศึกษาจากฐานข้อมูล Thailand Climate Finance Tracker 2026 ซึ่งติดตามการลงทุนด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Mitigation) และการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Adaptation) ครอบคลุมทั้งเงินทุนจากภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการเงิน และองค์กรระหว่างประเทศ
ภายใต้เป้าหมาย NDC 3.0 ที่ประเทศไทยตั้งเป้าบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593 การลงทุนด้านสภาพภูมิอากาศจึงไม่ใช่เพียงมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต
เงินลงทุนเพิ่มขึ้น แต่ยังกระจุกตัวในบางภาคส่วน
ผลการศึกษาพบว่า ระหว่างปี 2561 ถึงเดือนพฤษภาคม ปี 2569 ประเทศไทยมีการลงทุนเพื่อการลดก๊าซเรือนกระจกรวมประมาณ 2 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 26% จากฐานข้อมูลปีที่ผ่านมา โดยภาคเอกชนและธนาคารพาณิชย์เป็นผู้ลงทุนหลัก คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 1.3 ล้านล้านบาท หรือมากกว่าสองในสามของเงินลงทุนทั้งหมด
เงินลงทุนส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ใน ภาคพลังงานและภาคขนส่ง ซึ่งรวมกันคิดเป็นมากกว่าสองในสามของเงินลงทุนทั้งหมด ขณะที่การลงทุนเพื่อการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีมูลค่าประมาณ 279,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าจากปีที่ผ่านมา โดยกว่า 75% ของงบประมาณด้านนี้ถูกใช้ในภาคการจัดการน้ำ ส่วนภาคสาธารณสุขได้รับงบประมาณน้อยกว่า 1%
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า แม้การลงทุนจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่การกระจายเงินลงทุนระหว่างภาคเศรษฐกิจและภาคสังคมยังมีความไม่สมดุล

เม็ดเงินเพิ่ม แต่ประสิทธิภาพการลงทุนยังเป็นโจทย์ใหญ่
CFNT ระบุว่าประเทศไทยยังเผชิญความท้าทายสำคัญอย่างน้อย 2 ประเด็น
- ประเด็นแรก คือ การให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีที่มีต้นทุนการลดก๊าซเรือนกระจกค่อนข้างสูง เช่น โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor: SMR) และเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) ขณะที่มาตรการซึ่งมีต้นทุนต่ำกว่าและพร้อมใช้งานมากกว่า เช่น พลังงานลม หรือการปลดระวางโรงไฟฟ้าถ่านหินก่อนกำหนด กลับได้รับความสำคัญน้อยกว่าในแผนพลังงานของประเทศ
- ประเด็นที่สอง คือ การลงทุนยังเน้นที่ “เทคโนโลยี” มากกว่า “โครงสร้างพื้นฐาน” ที่จำเป็นต่อการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ในภาคพลังงาน เงินลงทุนกว่า 99% ถูกใช้ไปกับการผลิตพลังงานและเชื้อเพลิงหมุนเวียน ขณะที่การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เช่น ระบบสายส่งไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) มีสัดส่วนน้อยมาก เช่นเดียวกับภาคขนส่งที่งบประมาณส่วนใหญ่ใช้สนับสนุนยานยนต์คาร์บอนต่ำ แต่ยังขาดการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานรองรับ เช่น สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า
ธนิดา ลอเสรีวานิช หัวหน้าทีมวิจัย CFNT ระบุว่า การลงทุนด้านสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าและการปรับปรุงระบบสายส่งไฟฟ้ามีสัดส่วนน้อยกว่า 1% ของเงินลงทุนในแต่ละภาคเศรษฐกิจ ซึ่งสะท้อนว่าประเทศไทยยังขาดการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่จะทำให้การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การลงทุนเพื่อปรับตัว ยังเสี่ยง “ปรับตัวผิดทิศ”
นอกจากการลดก๊าซเรือนกระจกแล้ว รายงานยังชี้ให้เห็นข้อกังวลด้านการลงทุนเพื่อการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แม้เม็ดเงินจะเพิ่มขึ้น แต่ยังคงกระจุกตัวอยู่กับโครงสร้างพื้นฐานแบบดั้งเดิม หรือ “โครงสร้างพื้นฐานสีเทา” ซึ่งอาจก่อให้เกิด Maladaptation หรือการปรับตัวที่สร้างผลเสียในระยะยาว มากกว่าการเพิ่มความสามารถในการรับมือกับผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศ
สฤณี อาชวานันทกุล ผู้อำนวยการ CFNT ระบุว่า ในช่วงที่ประเทศไทยเผชิญข้อจำกัดด้านฐานะการคลังและหนี้สาธารณะเพิ่มสูงขึ้น การตัดสินใจลงทุนจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับ “ประสิทธิผล” มากกว่าปริมาณเงินลงทุน โดยการลงทุนลดก๊าซเรือนกระจกควรพิจารณาต้นทุนต่อการลดคาร์บอนของแต่ละเทคโนโลยี ขณะที่การลงทุนเพื่อการปรับตัวต้องประเมินความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิด Maladaptation ในอนาคต
4 ข้อเสนอเพิ่มประสิทธิภาพการเงินเพื่อสภาพภูมิอากาศ
จากผลการศึกษาดังกล่าว CFNT เสนอแนวทางยกระดับประสิทธิภาพการลงทุนของประเทศไทย 4 ประการ ได้แก่
- ให้ภาครัฐจัดลำดับความสำคัญของโครงการลงทุนโดยพิจารณาต้นทุนการลดก๊าซเรือนกระจกต่อหนึ่งตันคาร์บอนเทียบเท่า (Abatement Cost)
- ผลักดันการบังคับใช้มาตรการกำหนดราคาคาร์บอนภาคบังคับสำหรับภาคพลังงานผ่านร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
- ลดต้นทุนทางการเงินของภาคเอกชน โดยเสนอให้ธนาคารแห่งประเทศไทยปรับลดน้ำหนักสินทรัพย์เสี่ยงสำหรับการลงทุนด้านพลังงานสะอาดและการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน
- สนับสนุนการติดตั้งโซลาร์เซลล์ภาคครัวเรือนผ่านนโยบาย On-Bill Financing หรือการผ่อนชำระค่าติดตั้งผ่านบิลค่าไฟฟ้ารายเดือน
จาก “ลงทุนมาก” สู่ “ลงทุนให้ตรงจุด”
ข้อมูลจาก Thailand Climate Finance Tracker 2026 สะท้อนว่า ประเทศไทยกำลังเดินหน้าเพิ่มการลงทุนเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างต่อเนื่อง แต่ความท้าทายสำคัญไม่ได้อยู่ที่ปริมาณเงินลงทุนเพียงอย่างเดียว หากอยู่ที่การจัดสรรทรัพยากรให้เกิดประสิทธิผลสูงสุด
หากประเทศไทยต้องการบรรลุเป้าหมาย Net Zero พร้อมรักษาความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจในระยะยาว การลงทุนด้านสภาพภูมิอากาศจำเป็นต้องเปลี่ยนจากการอัดฉีดเม็ดเงิน ไปสู่การลงทุนที่คำนึงถึงความคุ้มค่า ผลลัพธ์การลดก๊าซเรือนกระจก และการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างแท้จริง
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




