ความวิตกผลกระทบจากภาวะเอลนีโญ “ระดับรุนแรงมาก” ตั้งแต่ปลายปีนี้ถึงต้นปี 70 ซึ่งส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศทั่วโลก แม้ว่ายังมีความไม่แน่นอนสูงเกี่ยวกับผลกระทบที่จะตามมาในแต่ละภูมิภาค แต่ในประเทศไทยเกิดภาวะวิตกมากเป็นพิเศษตั้งแต่ต้นปีว่าจะเกิด “ซูเปอร์เอลนีโญ”
องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ได้ออกรายงานเมื่อ 3 ก.ย. 69 ระบุว่า ภาวะเอลนีโญได้ก่อตัวขึ้นอย่างชัดเจนแล้ว และมีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงหลายเดือนข้างหน้า จนเข้าสู่ระดับ “รุนแรงมาก” (Very Strong El Niño) ซึ่งจะส่งผลอย่างมากต่อรูปแบบฝนและอุณหภูมิทั่วโลก พร้อมเพิ่มความเสี่ยงจากน้ำท่วม ภัยแล้ง และความร้อนสุดขั้ว
อ่านเพิ่มเติม: โลกร้อนขึ้น แต่ไม่มีสิ่งที่เรียกว่า “ซูเปอร์เอลนีโญ”
ภาพแสดงการพยาการณ์อุณภูมิผิวน้ำที่สูงขึ้นต่อเนื่องอย่างผิดปกติช่วง ก.ย.-พ.ย. บริเวณตอนกลางของมหาสมุทรแปซิฟิก ใกล้เส้นศูนย์สูตร

แบบจำลองจากศูนย์พยากรณ์ทั่วโลกของ WMO ประเมินว่า มีความเป็นไปได้เกือบ 100% ที่เอลนีโญจะเกิดขึ้นต่อเนื่องไปอย่างน้อยถึงเดือน ก.พ. 70 สาเหตุสำคัญมาจากอุณหภูมิมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนที่สูงผิดปกติ และมีแนวโน้มร้อนขึ้นต่อเนื่อง ทำให้เอลนีโญอาจเพิ่มความรุนแรงไปจนถึงจุดสูงสุดในช่วงปลายปี 69 ขณะที่ผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศอาจต่อเนื่องไปถึงปี 70
ทั้งนี้ มหาสมุทรแปซิฟิกจะร้อนผิดปกติ โดยอุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณแปซิฟิกตอนกลางถึงตะวันออกตามแนวเส้นศูนย์สูตร ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญของการเกิดเอลนีโญ สูงกว่าค่าเฉลี่ยอย่างชัดเจน ดัชนี Niño 3.4 ซึ่งใช้วัดความผิดปกติของอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในพื้นที่ดังกล่าวอยู่สูงกว่าค่าเฉลี่ยประมาณ 1.5 องศาเซลเซียส ในช่วง พ.ค.-ก.ค. 69 และเพิ่มเป็นประมาณ 2.0 องศาเซลเซีย ในเดือน ก.ค.
หลังจากนั้น ระหว่างปลายเดือน ก.ค.-กลางเดือน ส.ค. ค่ารายสัปดาห์เพิ่มขึ้นอีกเป็นประมาณ 2.2-2.6 องศาเซลเซีย สูงกว่าค่าเฉลี่ย สะท้อนว่าเอลนีโญยังคงทวีความรุนแรง นอกจากนี้ ความร้อนใต้ผิวน้ำทะเลยังผิดปกติมากกว่า โดยบางพื้นที่ในช่วงเดือน ก.ค. ถึงต้นเดือน ส.ค. มีอุณหภูมิใต้ผิวน้ำสูงกว่าค่าเฉลี่ยมากกว่า 8 องศาเซลเซีย
WMO ระบุว่าสัญญาณจากทั้งมหาสมุทรและบรรยากาศ รวมถึงผลจากแบบจำลองพยากรณ์ที่ไปในทิศทางเดียวกัน ทำให้มีความมั่นใจสูงว่าเอลนีโญจะดำเนินต่อไปอย่างน้อยถึงต้นปี 70
อย่างไรก็ตาม เอลนีโญรุนแรง ไม่ได้หมายความว่าทุกพื้นที่จะได้รับผลกระทบรุนแรงเท่ากัน โดย WMO ย้ำว่า แม้เอลนีโญระดับรุนแรงมากจะเพิ่มโอกาสเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของฝน อุณหภูมิ และการหมุนเวียนของบรรยากาศในหลายพื้นที่ทั่วโลก แต่ระดับความรุนแรงของเอลนีโญเพียงอย่างเดียวไม่สามารถบ่งชี้ได้ว่าแต่ละประเทศจะได้รับผลกระทบรุนแรงระดับใด ซึ่งผลกระทบจะแตกต่างกันตามพื้นที่และฤดูกาล รวมถึงยังได้รับอิทธิพลจากปัจจัยภูมิอากาศอื่น เช่น สภาพของมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแอตแลนติก
นอกจากนี้ ในช่วงเดือน ก.ย.-พ.ค. 69 แบบจำลองหลายระบบของ WMO คาดว่า พื้นที่บนบกเกือบทั่วโลกมีโอกาสเผชิญอุณหภูมิสูงกว่าค่าปกติ ขณะที่รูปแบบฝนจะได้รับอิทธิพลจากเอลนีโญในมหาสมุทรแปซิฟิกอย่างชัดเจน รวมถึงยังมีแนวโน้มเกิด Indian Ocean Dipole (IOD) ระยะบวก ซึ่งอาจเข้ามาเสริม ลดทอน หรือเปลี่ยนแปลงผลกระทบตามปกติของเอลนีโญในแต่ละภูมิภาค
ภาพจำลองการเกิดภาวะ เอลนีโญ (El Niño) และ(El Niño)

สำหรับ เอลนีโญและลานีญาเป็นปรากฏการณ์คนละขั้วของระบบเอนโซ (ENSO) ซึ่งเป็นหนึ่งในกลไกธรรมชาติสำคัญที่มีอิทธิพลต่อภูมิอากาศโลก โดยเอลนีโญเกิดจากอุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกตอนกลางและตะวันออกตามแนวเส้นศูนย์สูตรสูงกว่าปกติ โดยมักเกิดขึ้นทุก 2-7 ปี และกินเวลาประมาณ 9-12 เดือน
โดยทั่วไป เอลนีโญมักเริ่มก่อตัวในช่วงเดือน มี.ค.-มิ.ย. ก่อนทวีความรุนแรงสูงสุดระหว่างเดือน พ.ย.-ก.พ. ขณะที่ผลกระทบต่ออุณหภูมิโลกอาจยังดำเนินต่อเนื่อง แม้อุณหภูมิมหาสมุทรจะผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว และอาจเห็นผลชัดเจนต่อเนื่องถึงปีถัดไป
ทั้งนี้ WMO ระบุว่า เอลนีโญเป็นปรากฏการณ์ภูมิอากาศที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ และไม่ได้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยตรง
3 ฉากทัศน์”เอลนีโญ”รุนแรง
รายงาน ซูเปอร์เอลนีโญกับความเสี่ยงภัยแล้งและน้ำท่วมแบบสุดขั้วในปี 2569-2570 ของวิจัยกรุงศรี วิเคราะห์ว่าความเสี่ยงดังกล่าวมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น หลังช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 69 เป็นต้นไป โลกได้เข้าสู่ภาวะเอลนีโญ (El Niño) หรือปรากฏการณ์ที่อุณหภูมิสูงขึ้น โดยครั้งนี้มีแนวโน้มรุนแรงและส่งผลต่อเนื่องไปจนถึงปี 70
วิจัยกรุงศรี ได้คาดการณ์ภาวะเอลนีโญตาม 3 ฉากทัศน์ (อ้างดัชนี RONI ตัวชี้วัดปรากฏการณ์เอลนีโญและลานีญา)
- กรณีเบา (Mild case) อยู่ในภาวะเอลนีโญระดับปานกลางช่วงไตรมาส 3 ของปี 69 และปรับเพิ่มขึ้นสู่ภาวะเอลนีโญระดับรุนแรงในช่วงต้นไตรมาส 4 แต่ไม่เกินระดับ 1.6 องศาเซลเซียส จากนั้นเริ่มปรับตัวเย็นลงตั้งแต่เดือน พ.ย. 69 เป็นต้นไป และเข้าสู่ภาวะเป็นกลางในเดือน พ.ค. 70 ก่อนเข้าสู่ภาวะเป็นกลางค่อนไปทางลานีญา ตลอดไตรมาส 3-4 ปี 70
- กรณีรุนแรง (Severe case หรือ Very Strong El Niño) ซึ่งใช้เป็นกรณีฐาน (Base case scenario) โดยจะเข้าสู่ภาวะเอลนีโญระดับรุนแรง (Strong El Niño) ตั้งแต่เดือน ส.ค. 69 และเร่งเพิ่มขึ้นสู่ภาวะเอลนีโญระดับรุนแรงมาก (Very Strong El Niño) ในเดือน ต.ค.-พ.ย. จากนั้นเริ่มทยอยปรับลดลงเข้าสู่ภาวะเป็นกลางในช่วงเดือน พ.ค.-พ.ย. 70 ก่อนเข้าสู่ภาวะลานีญาระดับอ่อนตั้งแต่เดือน ส.ค. ไปจนถึงสิ้นปี 70
- กรณีสุดขั้ว (Extreme case หรือ Above Historical High) จะเข้าสู่ภาวะเอลนีโญระดับรุนแรงตั้งแต่เดือน ส.ค. 69 จากนั้นเข้าสู่ภาวะเอลนีโญระดับรุนแรงมาก ในเดือน ก.ย. และเร่งตัวขึ้นเป็นจุดสูงสุดใหม่ (New High) ในเดือน พ.ค. 69 หรือกล่าวได้ว่าเป็นกรณี “ซูเปอร์เอลนีโญ” จากนั้นจะพลิกกลับทิศทางอย่างรวดเร็ว โดยลดตัวลงต่อเนื่องอย่างฉับพลันจนเข้าสู่ภาวะเป็นกลางในช่วงเดือน เม.ย.-พ.ค. 70 ก่อนจะลดต่ำลงกลายเป็นภาวะลานีญาระดับอ่อนในเดือน มิ.ย. และลดลงสู่ภาวะลานีญาระดับปานกลางตลอดไตรมาส 3-4 ของปี 70
คาดการณ์ภาวะเอลนีโญตาม 3 ฉากทัศน์ (ที่มา: องค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติ หรือ NOAA และคาดการณ์โดย วิจัยกรุงศรี)

ฝนลด น้ำน้อย ครึ่งหลังปี 69
ไทยจะเผชิญปริมาณฝนลดลง แม้จะเข้าสู่ฤดูฝนแล้วตั้งแต่ปลายเดือน พ.ค. 69 แต่เกิดภาวะฝนทิ้งช่วงปลายเดือน มิ.ย.–ต้นเดือน ก.ค. ขณะที่ปริมาณฝนทุกภาคมีแนวโน้มต่ำกว่าค่าเฉลี่ยราว 10% ตั้งแต่เดือน มิ.ย.-ต.ค. และความรุนแรงยิ่งชัดเจนมากขึ้นในช่วงไตรมาส 4 ปีนี้ ตามทิศทางของดัชนี RONI ที่คาดว่าจะอยู่ในช่วงเอลนีโญระดับปานกลางขึ้นไป
วิจัยกรุงศรีคาดว่าปริมาณน้ำฝนรวมทั้งปี 69 จะมีแนวโน้มต่ำกว่าค่าเฉลี่ยราว 10-13% จากค่าปกติ หรืออยู่ที่ราว 1,298-1,344 มิลลิเมตร ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 30 ปีย้อนหลัง ที่ระดับ 1,499 มิลลิเมตร ปริมาณฝนที่ลดลงนี้จะส่งผลให้สามารถกักเก็บน้ำฝนในช่วงฤดูฝนปี 69 ได้น้อยลง ซึ่งอาจทำให้พื้นที่แล้งซ้ำซากบริเวณนอกเขตชลประทานขาดแคลนน้ำสำหรับการเกษตรได้ในช่วงครึ่งแรกของปี 70
คาดการณ์ปริมาณน้ำฝนรายปีของไทย (ข้อมูล: กรมอุตุนิยมวิทยา และวิจัยกรุงศรี)

นอกจากนี้ ภาวะฝนทิ้งช่วงยังทำให้ระยะเวลาที่สามารถกักเก็บน้ำได้สั้นลง ซึ่งปัจจัยทั้งสองส่งผลกระทบโดยตรงต่อปริมาณน้ำกักเก็บ ทั้งในแหล่งน้ำตามธรรมชาติและในเขื่อนขนาดใหญ่ ทำให้อัตราปริมาณน้ำใช้การได้ของเขื่อนแต่ละภูมิภาคในช่วงฤดูฝนปี 69 มีแนวโน้มลดต่ำลงหรือทำได้เพียงใกล้เคียงกับระดับค่าเฉลี่ย ซึ่งจะส่งผลให้พื้นที่แล้งซ้ำซากที่อยู่นอกเขตชลประทานต้องเสี่ยงขาดแคลนน้ำสำหรับการทำการเกษตรในช่วงครึ่งแรกของปี 70
ปี 70 ไทยเจอ”สภาพอากาศสุดขั้ว”
แม้การเปลี่ยนแปลงจากภาวะลานีญาเป็นภาวะเอลนีโญแบบเต็มตัวในปี 69 จะค่อนข้างฉับพลัน แต่ในปี 70 สภาพภูมิอากาศโลกมีโอกาสที่จะแปรปรวนสูงมากขึ้นอีก โดยประเทศไทยอาจเผชิญกับภาวะเอลนีโญระดับรุนแรงมาก จากนั้นลดระดับลงและกลับมากลายเป็นภาวะลานีญาระดับปานกลางภายในเวลาเพียงหนึ่งปีปฏิทิน หรือเปรียบเสมือน สภาพอากาศสุดขั้ว (Extreme Weather)
วิจัยกรุงศรีประเมินว่าในช่วงครึ่งแรกของปี 70 ค่าดัชนี RONI จะยังคงบ่งชี้ภาวะเอลนีโญ ทำให้ไทยอาจยังคงเผชิญกับสภาพอากาศร้อนจัดและมีปริมาณฝนลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงครึ่งหลังของปี ดัชนี RONI มีแนวโน้มปรับตัวลดลงสู่ระดับปกติและเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ภาวะลานีญาระดับปานกลาง
ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงของดัชนีดังกล่าวบวกกับอิทธิพลของมรสุม ร่องมรสุม และพายุหมุนเขตร้อนที่เคลื่อนผ่านประเทศไทยเป็นประจำทุกปี จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยพลิกกลับมาเผชิญกับความเสี่ยงต่ออุทกภัยที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 70
ช่วงเวลาคาดวาจะเกิดภาวะเอลนีโญและลานีญา ตามระดับความรุนแรง (ข้อมูล กรมอุตุนิยมวิทยา และ วิจัยกรุงศรี)

วิจัยกรุงศรีจึงได้คาดการณ์ความเสี่ยงภัยธรรมชาติ ภายใต้ความเสี่ยง 2 ประเภท
1. ความเสี่ยงภัยแล้งในช่วงครึ่งแรกของปี 70 เนื่องจาก อุณหภูมิสูงขึ้น ตั้งแต่ปลายปี 69 จนถึงกลางปี 70 อิทธิพลของภาวะเอลนีโญจะทำให้เกิดคลื่นความร้อนรุนแรงขึ้น โดยคาดว่าประเทศไทยจะเผชิญกับสภาพอากาศร้อนจัด โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนประจำปีของไทย ระหว่างครึ่งหลังของเดือน ก.พ.-กลาง พ.ค. 70 คาดการณ์ว่าอุณหภูมิสูงสุดจะแตะระดับ 40-43 องศาเซลเซียส ซึ่งจัดอยู่ในเกณฑ์ “อากาศร้อนจัด” นอกจากนี้ปริมาณฝนรวมในช่วงฤดูร้อนยังมีแนวโน้มต่ำกว่าระดับปกติราว 30-40%
ขณะที่ ปริมาณน้ำใช้การได้ในบางภูมิภาคอยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย อุณหภูมิที่สูงขึ้นจะเป็นหนึ่งในปัจจัยเร่งให้ความต้องการใช้น้ำเพิ่มสูงขึ้นตาม ในขณะที่ปริมาณฝนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย สะท้อนว่าไทยมีความเสี่ยงสูงที่จะประสบวิกฤตภัยแล้งอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในช่วงครึ่งแรกของปี 70 ที่เป็นช่วงฤดูร้อนประจำปี จะส่งผลรุนแรงเป็นพิเศษในพื้นที่นอกเขตชลประทานที่ต้องพึ่งพาเพียงแหล่งน้ำตามธรรมชาติ
ทั้งนี้ ภาคตะวันออกมีความเสี่ยงสูงสุด และคาดว่าปริมาณน้ำจะลดต่ำลงเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากต้องรองรับความต้องการใช้น้ำที่สูงมากจากทั้งภาคเกษตรและภาคอุตสาหกรรม รองลงมาคือ ภาคเหนือ ภาคตะวันตก ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตามลำดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคตะวันออกและภาคกลางที่ความเสี่ยงขาดแคลนน้ำเพิ่มขึ้นมากเนื่องจากมีความต้องการน้ำจากภาคอุตสาหกรรมควบคู่กับการใช้น้ำในภาคเกษตร
2. ความเสี่ยงอุทกภัยที่เข้ามาในช่วงครึ่งหลังของปี 70 เนื่องจาก พายุที่จะเข้าไทย คาดว่าในปี 70 จะมีพายุหมุนเขตร้อนเคลื่อนตัวเข้าสู่ประเทศไทยอย่างน้อย 2-3 ลูก ใกล้เคียงค่าเฉลี่ย ซึ่งจะนำพามวลน้ำฝนเข้ามามากกว่าปกติในช่วงครึ่งหลังของปี โดยความรุนแรงจะขึ้นอยู่กับแต่ละฉากทัศน์ ซึ่งตามปกติพายุหมุนเขตร้อนจะเกิดขึ้นได้ตั้งแต่เดือน พ.ค. – ธ.ค. และบางครั้งอาจมีอิทธิพลต่อเนื่องไปจนถึงเดือน ม.ค. ของปีถัดไป แต่ช่วงเวลาที่พายุมีโอกาสเกิดมากและเคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยบ่อยที่สุดจะกระจุกตัวอยู่ในช่วงปลายฤดูฝน โดยเฉพาะระหว่างเดือน ก.ย. – ต.ค. ซึ่งมีโอกาสเกิดสูงถึง 54% ของโอกาสการเกิดพายุทั้งหมด อิทธิพลของพายุในช่วงเวลาดังกล่าวจะเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลให้ประเทศไทยต้องเผชิญกับสภาวะฝนตกหนัก นำไปสู่น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่งได้
ขณะที่ ปริมาณน้ำฝน ในช่วง 5-6 เดือนสุดท้ายของปี 70 สูงกว่าระดับค่าเฉลี่ย การเข้าสู่ภาวะลานีญ ทั้งนี้ วิจัยกรุงศรีคาดการณ์ว่า ทั้งปี 70 อาจจะมีน้ำฝนแนวโน้มต่ำกว่าค่าปกติเล็กน้อยราว 0.5-3.5% หรืออยู่ที่ระดับประมาณ 1,447-1,491 มิลลิเมตร ซึ่งต่ำกว่าระดับค่าเฉลี่ย 30 ปีย้อนหลังที่ 1,499 มิลลิเมตรก็ตาม เนื่องจากในช่วงต้นปีสภาพภูมิอากาศจะยังได้รับอิทธิพลจากภาวะเอลนีโญอยู่ ก่อนจะเข้าสู่ภาวะลานีญา ทว่าปริมาณฝนที่ตกหนักและเพิ่มมากขึ้นในช่วงปลายปีดังกล่าว จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ระดับความเสียหายจากอุทกภัยทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นตาม
สำหรับ พื้นที่ฝนตกนอกเขื่อน แม้พื้นที่กักเก็บน้ำในเขื่อนขนาดใหญ่จะยังคงสามารถรองรับมวลน้ำได้อีกมาก แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ลักษณะการตกของฝนเริ่มเปลี่ยนแปลงไปอันเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กล่าวคือ ฝนมักตกหนักรุนแรงและกระจุกตัวอยู่เฉพาะบางพื้นที่ในช่วงเวลาสั้น ๆ หรือที่เรียกกันว่า “ระเบิดฝน” (Rain bomb) และมักอยู่นอกเหนือเขตพื้นที่รับน้ำหรือกักเก็บน้ำของเขื่อน ส่งผลให้ความเสี่ยงจากอุทกภัยมีมากขึ้น
นอกจากปัจจัยหลักดังกล่าวแล้ว ยังมีปัจจัยแวดล้อมอื่น ๆ ที่ไม่สามารถควบคุมหรือคาดการณ์ได้อย่างแน่นอน ซึ่งอาจเข้ามาเป็นตัวเร่งความเสี่ยงต่อน้ำท่วมในปี 70 ให้สูงขึ้น ปัจจัยเหล่านี้ได้แก่ ภาวะระดับน้ำทะเลที่หนุนสูงขึ้นบริเวณอ่าวไทย หรือปริมาณน้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในลุ่มแม่น้ำโขง ซึ่งปัจจัยสมทบเหล่านี้จะยิ่งทวีความเสี่ยงและเพิ่มความเสียหายจากอุทกภัย เนื่องจากเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ระบายน้ำออกจากพื้นที่ได้ล่าช้า
ที่มา: ชัยวัช โซวเจริญสุข นักวิเคราะห์อาวุโส วิจัยกรุงศรี , องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO)
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




