การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจร เมื่อ 1 ก.ย. 69 เห็นชอบในหลักการให้ภาครัฐจัดซื้อประกันภัยพิบัติให้ประชาชนประมาณ 30 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ ครอบคลุมความเสียหายต่อที่อยู่อาศัยจากอุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว พร้อมความคุ้มครองกรณีเสียชีวิตรายละ 2 ล้านบาท หวังเปลี่ยนระบบช่วยเหลือจากการรอรับเงินเยียวยา มาเป็นกลไกประกันภัยที่จ่ายเงินได้รวดเร็วและสอดคล้องกับความเสียหายจริงมากขึ้น
มติดังกล่าวเป็นหนึ่งในมาตรการเร่งด่วน หรือ “ควิกวิน” จากการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่อย่างเป็นทางการที่จังหวัดสงขลา เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 โดยรัฐบาลกำหนดแนวทางดำเนินงานใน 4 ด้านสำคัญ ได้แก่ เศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง และการบริหารจัดการภัยพิบัติ
อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย บอกว่า รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณเร่งด่วนกว่า 142 ล้านบาท เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พร้อมเห็นชอบให้ปรับรูปแบบการช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากระบบเยียวยาแบบเดิม ไปสู่ระบบประกันภัยระดับครัวเรือน ซึ่งจะครอบคลุมประชาชนทั่วประเทศ ไม่จำกัดเฉพาะภาคใต้

จากกองทุนช่วยเหลือ สู่ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ
เดิมคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 เห็นชอบในหลักการจัดตั้งกองทุนเพื่อการสงเคราะห์และฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัย แต่จากการศึกษาของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หรือ ปภ. ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย หรือ คปภ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบว่าการจัดตั้งกองทุนหมุนเวียนมีข้อจำกัดหลายด้าน ทั้งเรื่องแหล่งเงินทุน ความคล่องตัวในการบริหาร ขั้นตอนตามกฎหมาย และระยะเวลาในการจัดตั้ง
คณะรัฐมนตรีจึงเห็นชอบให้ทบทวนแนวทางเดิม โดยเปลี่ยนจากการจัดตั้งกองทุนมาเป็นการพัฒนา “ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” พร้อมกำหนดให้ภาครัฐจัดซื้อความคุ้มครองจากบริษัทประกันภัยให้ประชาชนโดยตรงในช่วง 1-2 ปีแรก เพื่อเป็นมาตรการเร่งด่วน ขณะเดียวกันจะศึกษาและเตรียมระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติสำหรับใช้เป็นกลไกระยะยาวต่อไป
แนวทางดังกล่าวจะนำระบบประกันภัยและประกันภัยต่อมาใช้รับและกระจายความเสี่ยงไปยังภาคธุรกิจ รวมถึงตลาดประกันภัยต่อทั้งในและต่างประเทศ เพื่อลดภาระงบประมาณของรัฐในการจ่ายเงินเยียวยาภายหลังเกิดภัยพิบัติ
คุ้มครอง 3 ภัย วงเงินสูงสุด 100,000 บาทต่อครั้ง
รัฐบาลโดยกระทรวงมหาดไทยจะเป็นผู้ถือกรมธรรม์หลักและจัดสรรงบประมาณชำระเบี้ยประกันภัยแทนประชาชนประมาณ 30 ล้านหลังคาเรือนทั่วประเทศ โดย คปภ. และสมาคมประกันวินาศภัยไทยจะร่วมกันบริหารกรมธรรม์และดำเนินการจ่ายค่าสินไหมทดแทน
ความคุ้มครองครอบคลุมภัยธรรมชาติ 3 ประเภท ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว โดยกำหนดวงเงินค่าสินไหมทดแทนสำหรับที่อยู่อาศัยสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาทต่อครั้งต่อหลังคาเรือน และไม่จำกัดจำนวนครั้งต่อปี พร้อมคุ้มครองกรณีเสียชีวิตด้วยวงเงินรายละ 2 ล้านบาท
การจ่ายค่าสินไหมสำหรับที่อยู่อาศัยจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่
- เงินช่วยเหลือเบื้องต้น: กรณีอุทกภัยจ่าย 10,000 บาทต่อครั้งต่อหลังคาเรือน ส่วนกรณีวาตภัยหรือแผ่นดินไหวจ่าย 5,000 บาทต่อครั้งต่อหลังคาเรือน
- ค่าสินไหมเพิ่มเติม: จ่ายตามมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง โดยหักเงินช่วยเหลือเบื้องต้นที่ได้รับไปแล้ว และเมื่อรวมกันต้องไม่เกิน 100,000 บาทต่อครั้งต่อหลังคาเรือน
วางระบบจ่ายเงินเป็น 3 ระยะ
รัฐบาลกำหนดแนวทางพัฒนาระบบให้ความคุ้มครองและจ่ายค่าสินไหมทดแทนเป็น 3 ระยะ เพื่อให้ประชาชนได้รับความช่วยเหลือรวดเร็วยิ่งขึ้น
- ระยะที่ 1 ช่วงเดือนที่ 1-3 เมื่อเกิดภัยพิบัติและหน่วยงานของรัฐรับรองพื้นที่และข้อมูลบ้านเรือนที่ได้รับผลกระทบ บริษัทประกันภัยจะจ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นภายใน 15 วัน นับจากวันที่ได้รับข้อมูลและเอกสารครบถ้วน หากความเสียหายสูงกว่าเงินเบื้องต้น ประชาชนสามารถยื่นหลักฐานเพื่อขอรับค่าสินไหมเพิ่มเติมได้
- ระยะที่ 2 ช่วงเดือนที่ 4-6 จะเปิดให้ประชาชนแจ้งเหตุและยื่นคำขอผ่านแอปพลิเคชันหรือแพลตฟอร์มออนไลน์ พร้อมเพิ่มช่องทางรับเงินผ่านระบบพร้อมเพย์ เพื่ออำนวยความสะดวกและลดระยะเวลาการดำเนินงาน
- ระยะที่ 3 ตั้งแต่เดือนที่ 7 เป็นต้นไป จะนำระบบตรวจจับตามเกณฑ์ภัยพิบัติที่กำหนดล่วงหน้า หรือ Parametric Trigger มาใช้ร่วมกับปัญญาประดิษฐ์ โดยระบบจะเชื่อมโยงข้อมูลตั้งแต่การตรวจจับเหตุ การแจ้งเตือนประชาชน การจ่ายเงินเบื้องต้น และการประเมินความเสียหายเพิ่มเติมผ่านช่องทางดิจิทัล
เมื่อข้อมูลภัยพิบัติถึงเกณฑ์ที่กำหนด ระบบจะแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ผ่านข้อความ SMS หรือช่องทางดิจิทัล บริษัทประกันภัยสามารถจ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นภายใน 15 วัน โดยไม่ต้องรอสำรวจความเสียหายเป็นรายหลังคาเรือน ส่วนผู้ที่ได้รับความเสียหายเพิ่มเติมสามารถส่งภาพถ่ายและหลักฐานผ่านแพลตฟอร์ม เพื่อให้ระบบ AI ช่วยวิเคราะห์ประกอบการพิจารณาค่าสินไหม
ใช้โมเดลรัฐซื้อประกันเป็นควิกวิน 1-2 ปีแรก
จากการศึกษารูปแบบบริหารความเสี่ยงภัยพิบัติ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาไว้ 3 แนวทาง ได้แก่ การจัดตั้งกองทุนหมุนเวียน การจัดตั้งระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติที่รัฐและเอกชนร่วมบริหาร และการให้ภาครัฐจัดซื้อประกันภัยจากภาคธุรกิจให้ประชาชน
ผลการศึกษาพบว่าแนวทางให้รัฐจัดซื้อประกันภัยสามารถดำเนินการได้รวดเร็วที่สุด เพราะอาศัยโครงสร้างตลาดประกันภัยและตลาดประกันภัยต่อที่มีอยู่แล้ว จึงเหมาะสำหรับใช้เป็นมาตรการควิกวินในช่วง 1-2 ปีแรก โดยให้ความสำคัญกับประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยและกลุ่มเปราะบางเป็นพิเศษ
ในช่วงเปลี่ยนผ่าน รัฐบาลจะพัฒนาฐานข้อมูล ผลิตภัณฑ์ประกันภัย ระบบประกันภัยต่อ และระบบจ่ายค่าสินไหมควบคู่กัน ก่อนยกระดับไปสู่ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ ซึ่งจะเป็นกลไกกลางในการบริหารและกระจายความเสี่ยงระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชนอย่างถาวร
ตั้งเป้าช่วยผู้ประสบภัยเร็วขึ้น ลดภาระงบประมาณรัฐ
รัฐบาลคาดว่าระบบดังกล่าวจะช่วยให้ประชาชนประมาณ 30 ล้านครัวเรือนเข้าถึงความคุ้มครองจากภัยพิบัติอย่างทั่วถึง ได้รับเงินช่วยเหลือรวดเร็วกว่ากลไกเยียวยาแบบเดิม และได้รับค่าสินไหมเพิ่มเติมตามความเสียหายจริง
นอกจากนี้ การนำระบบประกันภัยมาใช้ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงบประมาณ ลดการกระจุกตัวของภาระความเสี่ยงไว้กับภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว และเสริมความมั่นคงให้ประชาชนสามารถฟื้นฟูที่อยู่อาศัยและกลับมาดำเนินชีวิตได้รวดเร็วขึ้นภายหลังเกิดภัยพิบัติ
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง :




