ในวันที่ประเทศไทยอากาศร้อนทะลุ 40 องศาเซลเซียส ผลจากปรากฎการณ์ เอลนีโญ อุณหภูมิเฉลี่ยสูงขึ้น เสี่ยงต่อการเกิดภัยแล้งรุนแรงและคลื่นความร้อน ซึ่งทำให้ปี 2569-2570 เป็นปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์
ความรุนแรงของสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงจากภาวะโลกที่ร้อนขึ้น และมีแนวโน้มว่าจะเกิดการภัยพิบัติ “แล้งและน้ำท่วม” อย่างต่อเนื่องและรุนแรง จำเป็นต้องมีแผนปรับตัวรับมือ แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าในคำแถลง 21 หน้า ของรัฐบาลอนุทิน2 กลับไม่มีความชัดเจนถึงแผนปรับตัว รับมือปัญหาที่เกิดขึ้น มีเพียงแผนลดก๊าซเรือนกระจก และแผนเตือนภัยพิบัติแบบเดิมเท่านั้น
อ่านเพิ่มเติม: วิเคราะห์คำแถลงนโยบายรัฐบาล: ท่ามกลางวิกฤติเชิงซ้อน เอาเรื่องโลกร้อนไว้ทีหลังก็ดีแล้ว?
หากลองตรวจสอบ กลุ่มยุทธศาสตร์ นโยบายด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม ของรัฐบาลอนุทิน2 ระบุไว้เพียง “การบริหารจัดการน้ำ และป้องกันภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ โดยเร่งรัดการพัฒนาข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และใช้ AI ในการวิเคราะห์ พยากรณ์ ข้อมูลการบริหารจัดการน้ำและการพยากรณ์อากาศทั้งระบบให้มีความแม่นยำระดับตำบล พัฒนาระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติที่ครอบคลุมประชาชนทุกครัวเรือนเพื่อสร้างหลักประกันและลดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ ผลักดันให้ไทยบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ ภายในปี พ.ศ. 2593 (ค.ศ. 2050) สนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดหรือพลังงานทางเลือก และเพิ่มพื้นที่ดูดซับก๊าซเรือนกระจกในประเทศ”
แม้ อนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี บอกว่าจะเร่งรัดออก พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือโลกร้อนโดยเร็ว แต่แผนรับมือความเปลี่ยนแปลงในเชิงรุกก็ยังไม่ชัดเจน

ไม่มีแผน “ปรับตัว -ย้ายถิ่น”ในนโยบายรัฐบาล
แผนการปรับตัวและ ย้ายถิ่นจากภัยพิบัติที่เกิดจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป อาจมีความจำเป็นมากขึ้นในภาวะที่ไทยเผชิญความเสี่ยงมากขึ้น
ผศ.ดร.ธิดา ไชยปะ สถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ บอกว่า น่ากังวลการประเทศไทยยังไม่มี “นโยบายย้ายถิ่นจากภัยพิบัติ” อย่างเป็นรูปธรรม ขณะที่หน่วยงานรัฐส่วนใหญ่ยังเน้น อพยพชั่วคราว ฟื้นฟูหลังเกิดเหตุ แต่ ไม่มีกรอบคิดเรื่อง “ย้ายถาวร”
แม้ในแผนระดับชาติอย่าง National Adaptation Plan จะเริ่มพูดถึงการย้ายถิ่น แต่ยัง “ไม่มีรายละเอียด เพราะเรื่องการย้ายถิ่นถูกมองว่าเป็นความล้มเหลวของการปรับตัว”
ขณะที่บางพื้นที่มีความเสี่ยงสูงเกิดภัยพิบัติซ้ำซาก ทำให้การปรับ “อยู่ต่อ” อาจใช้งบประมาณสูงกว่า และเสี่ยงต่อความเสียหายระยะยาว ดังนั้นการ “ย้าย” อาจคุ้มค่ากว่า ทั้งในเชิงงบประมาณและคุณภาพชีวิต
“รัฐไทยไม่มีความคิดเรื่องให้คนย้ายถิ่นเลย การย้ายถิ่นสำหรับภัยพิบัติมันยากมากสำหรับเมืองไทย และที่ผ่านมา ในนโยบายรัฐ ไม่มีคำนี้อยู่เลยในนโยบาย”
แผนป้องกันภัยพิบัติ ของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย มีระบุเพียงอพยพชั่วคราวเพื่อหนีภัย สุดท้ายเมื่อพ้นภัยพิบัติก็กลับมาอยู่พื้นที่เดิมแล้วก็เป็นฟื้นฟูต่อเนื่องกันไป ซึ่งการกลับไปอยู่พื้นที่เดิม อาจจะเสี่ยงเกิดภัยพิบัติซ้ำขึ้นอีกได้
ส่วน แผนปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (NAP ) ซึ่งเป็นแผนชาติที่ต้อง รายงานสหประชาชาติ( UN ) ก็ยังไม่มีเนื้อหาเรื่อง ย้ายถิ่น ในรายละเอียดเช่นกัน
ผศ.ดร.ธิดา บอกว่า แม้ว่าในเชิงนโยบายเรื่องการจัดทำแผนเรื่องย้ายถิ่นจากผลกระทบโลกร้อนจะมีความซับซ้อน และมีความยากเนื่องจากแต่ละพื้นที่มีปัจจัยที่แตกต่างกัน รวมถึงชาวบ้านในพื้นที่อาจจะไม่ได้ยากย้ายออก แต่การศึกษาและการวางแผนในเรื่องนี้มีความจำเป็น เพื่อหาพื้นที่ปลอดภัย และเกณฑ์ที่เหมาะสมในการอพยพโยกย้าย

“บ้านห้วยขาบ” บทเรียนย้ายถิ่น
แม้จะไม่มีนโยบาย ที่กำหนดเอาไว้ชัดเจน แต่บทเรียนการย้ายถิ่นหนีจากภัยพิบัติเกิดขึ้นแล้วในหลายพื้นที่ของไทย เช่น กรณี บ้านห้วยขาบ ต.บ่อเกลือเหนือ อ.บ่อเกลือ จ.น่าน ที่ต้องย้ายออกจากพื้นที่ จากภัยพิบัติดินโคลนถล่ม เมื่อวันที่ 28 ก.ค.61
5 นาทีที่เปลี่ยนทั้งหมู่บ้าน” เสียงจาก ธนวัฒน์ จรรมรัตน์ ผู้ใหญ่ บ้านห้วยขาบ ต.บ่อเกลือเหนือ อ.บ่อเกลือ จ.น่าน กับบทเรียนดินถล่มที่ไม่มีวันลืม
“มันมาเร็วมาก…ไม่ถึง 5 นาที”

ธนวัฒน์ เล่าย้อนถึงวินาทีที่ภัยพิบัติถล่มชุมชน เมื่อวันที่ 28 ก.ค 61ว่า เสียงดังสนั่น ก่อนทุกอย่างจะเงียบงันลงอย่างน่ากลัว
คนที่รอดชีวิตพยายามตะโกนขอความช่วยเหลือ ขณะที่บ้านบางหลังถูกดินถล่มทับจนไม่เหลือโอกาสให้หนี “คนที่โดนดินถล่มใส่ ไม่มีโอกาสได้ทำอะไรเลย มันปิดทางหมด”
ก่อนปี 2561 เหตุการณ์ดินถล่ม ลักษณะนี้ไม่เคยเกิดขึ้นในชุมชนโดยตรง โดยจะเกิดเพียงบริเวณนอกพื้นที่ เช่น ตามถนนหรือพื้นที่เกษตร แต่เหตุการณ์วันที่ 28 ได้เปลี่ยนทุกอย่าง เพราะมันเกิด “กลางหมู่บ้าน” และนำไปสู่ความสูญเสียครั้งใหญ่
จาก “ไม่อยากย้าย” สู่ “ไม่มีทางเลือก”
หลังเหตุการณ์ รัฐประกาศพื้นที่เป็นเขตภัยพิบัติทันที และสั่งอพยพชาวบ้านออกจากพื้นที่เสี่ยง แม้ชาวบ้านยอมรับว่าต้องย้ายออกจากจุดอันตราย แต่ความต้องการจริงคือ “ขยับในพื้นที่เดิม” ไม่ใช่ย้ายออกไปไกล
“เราไม่ได้อยากไปไหนไกล แค่อยากอยู่ในเขตหมู่บ้านเดิม แต่พื้นที่ที่ปลอดภัยกลับติดข้อกฎหมาย บางส่วนเป็นเขตอุทยาน สร้างชุมชนไม่ได้” และ พื้นที่ที่พอใช้ได้มีจำกัดและไม่เพียงพอ สุดท้ายทั้งหมู่บ้านกว่า 60 ครัวเรือนต้องตัดสินใจย้าย
การตัดสินใจของชุมชน: ย้ายทั้งหมู่บ้านในเวลาไม่ถึงปี
การย้ายไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่อาจหลีกเลี่ยง ใช้เวลาประมาณ 1–2 เดือนในการหารือ ก่อนจะจัดประชาคมหมู่บ้านร่วมกับหน่วยงานรัฐ
“ไม่ย้ายก็ไม่ได้ เพราะถ้าเกิดเหตุซ้ำ หน่วยงานก็ช่วยอะไรไม่ได้”
แม้จะมีตัวเลือกพื้นที่ 2–3 แห่ง แต่หลายแห่งเข้าถึงยาก ไม่มีโครงสร้างพื้นฐาน สุดท้ายจึงเลือกพื้นที่ที่ “ใกล้และเหมาะสมที่สุด”
ชีวิตในศูนย์อพยพ: 1 ห้อง ต่อ 1 ครอบครัว
ก่อนที่ชาวบ้านจะเข้าพื้นที่ซึ่งเลือกเป็น หมู่บ้านใหม่ ชาวบ้านต้องอยู่ในศูนย์พักพิงชั่วคราวนานถึง 1 ปีครึ่ง โดยหนึ่งครอบครัวอยู่รวมกันในห้องเดียว บางบ้านมีสมาชิก 4–7 คน
สถานการณ์ยิ่งยากขึ้นเมื่อเกิดการระบาดของโควิด-19 หลายครอบครัวที่กลับจากต่างจังหวัดต้องไปกักตัวใน “บ้านใหม่ที่ยังสร้างไม่เสร็จ” ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีความพร้อม
บ้านใหม่ แต่ชีวิตเดิมยังต้องไปต่อ
เมื่อย้ายเข้าที่อยู่ใหม่ พื้นที่อยู่อาศัยถูกจัดสรรอย่างเท่าเทียม แม้จะมีขนาดเล็กลง แต่พื้นที่ทำกินยังคงอยู่ที่เดิม ห่างออกไปประมาณ 3 กิโลเมตร
“เราย้ายแค่ที่อยู่อาศัย แต่ชีวิตยังต้องกลับไปทำกินที่เดิม” แต่อุปสรรคใหญ่: กฎหมายและสถานะหมู่บ้าน เพราะการตั้งหมู่บ้านใหม่ไม่ง่ายอย่างที่คิด
เนื่องจากระยะทางจากหมู่บ้านเดิมไม่ถึงเกณฑ์ตามกฎหมาย ทำให้เสี่ยงถูก “ยุบรวม” เป็นหมู่บ้านบริวารของอีกหมู่บ้านหนึ่ง แต่ชุมชนไม่ยอม เพราะเรายังอยากให้มีชื่อหมู่บ้านของเราเหมือนเดิม
“เรามีกองทุน มีระบบบริหารของเราเอง ถ้ายุบรวม ทุกอย่างจะหายไป” สุดท้ายชุมชนต่อรองกับรัฐ ขอ “ยุบพร้อมจัดตั้งใหม่” จนสามารถตั้งหมู่บ้านใหม่ในชื่อ “ห้วยขาใหม่” ได้สำเร็จ

บทเรียนถึงพื้นที่เสี่ยงทั่วประเทศ
ผู้ใหญ่บ้านฝากถึงชุมชนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะพื้นที่ภูเขา อย่าประมาทเมื่อฝนตกผิดปกติ ควรมีระบบเฝ้าระวังและเวรยาม หากจำเป็นต้องย้าย ควรมองเรื่อง “ความปลอดภัย” เป็นอันดับแรก
“ถ้าย้ายแล้ว ชีวิตต้องปลอดภัยขึ้น”
ส่วน ข้อเสนอถึงภาครัฐ ผู้ใหญ่บอกว่า อย่ารอให้เกิดเหตุแล้วค่อยแก้ บทเรียนสำคัญคือ “พื้นที่” คือหัวใจของการช่วยเหลือ แม้หน่วยงานจะมีงบประมาณ แต่หากติดข้อกฎหมาย ก็ไม่สามารถดำเนินการได้
“อย่าให้เกิดเหตุแล้วค่อยอนุญาต ควรเตรียมพื้นที่สำหรับการย้ายล่วงหน้า โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงภัย”
บทเรียนของ หมู่บ้านห้วยขาบ ที่สะท้อนถึงแผนในการับมือป้องกันภัยพิบัติที่อาจต้องครบทุกมิติ โดยอาจต้องเปลี่ยนวิธีคิด เรื่องการย้ายถิ่นว่า เป็นวิธีการหนึ่งของการปรับตัวไม่ใช่ ความล้มเหลวของการปรับตัว เราต้องสู้เพื่อให้อยู่ต่อในพื้นที่เดิมที่ยังมีความเสี่ยง อาจจะแพงกว่าย้าย ดังนั้น การย้ายอาจจะคุ้มค่ากว่าในระยะยาว แต่คำถามที่ยากกว่านั้นคือ
“เราจะออกแบบนโยบายอย่างไร ให้สอดคล้องกับชีวิตจริงของผู้คนอย่างไร”
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




