ที่สำคัญบรรดาข้อเสนอจากภาคประชาชนที่เคยเสนอต่อพรรคการเมืองต่าง ๆ ในช่วงการหาเสียงผ่านเวทีต่าง ๆ มากมายหลายเวที จะถูกพัฒนาไปเป็นนโยบายที่รัฐบาลใช้กำหนดเป็นทิศทางในการบริหารราชการต่อไปบ้างหรือไม่
โดยเฉพาะกับ บทสังเคราะห์ข้อเสนอจากงาน Policy Watch Connect 2026 ถูกพัฒนาต่อยอดเป็น วาระนโยบายจากภาคประชาชน(People’s Policy Agenda) ที่สังเคราะห์ข้อเสนอจากกระบวนการการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ผสมผสานกับข้อมูลเชิงประจักษ์และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้เป็นฐานความรู้สำหรับการพิจารณาเชิงนโยบาย โดยอาศัยมุมมองประสบการณ์และความหวังที่ถูกนำมาแลกเปลี่ยนในงาน Policy Watch Connect 2026 ระหว่างวันที่ 12-23 ม.ค. 2569 ณ สัปปายะสภาสถาน (อาคารรัฐสภา) และเสนอต่อตัวแทนพรรคการเมืองไปก่อนหน้านี้
ในงานดังกล่าวถือเป็น “พื้นที่กลาง” เชื่อมโยงปัญหาจากพื้นที่เข้ากับการออกแบบข้อเสนอเชิงนโยบายอย่างเป็นระบบ ผ่านกระบวนการปรึกษาหารือที่เอื้อให้เกิดการสนทนาแลกเปลี่ยน และถกเถียงของภาคส่วนที่เกี่ยวข้องโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นภาคประชาชน ภาควิชาการ ภาควิชาชีพ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ตลอดจนผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่จริง ถือเป็นการสังเคราะห์ฉันทามติร่วมกันว่าประเทศไทยควรปรับเปลี่ยนโครงสร้างหรือกลไกเพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน
- อ่านเพิ่ม วาระนโยบาย จากภาคประชาชน
ในช่วงการจัดตั้งรัฐบาลและเตรียมจัดทำนโยบายเพื่อแถลงต่อรัฐสภา Policy Watch ชวนสำรวจสถานการณ์ปัญหาที่เป็นอยู่ ควบคู่ไปกับนโยบายพรรคภูมิใจไทยที่เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล เพื่อเปรียบเทียบกับ วาระนโยบายจากภาคประชาชน ที่พบว่ามีหลายข้อเสนอที่เห็นไปในทิศทางเดียวกัน
ในขณะที่ยังมีอีกหลายข้อเสนอที่อยากให้รัฐบาลใหม่นำเสียงสะท้อนจากภาคประชาชนไปกำหนดเป็นนโยบายเพิ่มเติมเพื่อให้การแก้ปัญหาเป็นไปอย่างถูกจุดตอบโจทย์ความต้องการและนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน
ภัยพิบัติ

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสภาวะอากาศแปรปรวนส่งผลให้ประเทศไทยเผชิญภัยพิบัติซ้ำซาก เช่น น้ำท่วม ดินถล่ม และภัยแล้ง ซึ่งก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจและสังคมในระดับสูง แต่ระบบการจัดการภัยพิบัติของไทยยังเผชิญกับข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะการรวมศูนย์อำนาจการตัดสินใจไว้ที่ส่วนกลาง ในขณะที่บทบาทและขีดความสามารถของหน่วยงานหลักด้านการจัดการภัยพิบัติยังไม่เพียงพอต่อการบริหารวิกฤตในระดับชาติ ทำให้การตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินในระดับพื้นที่ขาดความคล่องตัวและไม่ทันท่วงที
นโยบายภูมิใจไทย
ตั้งกองทุนภัยพิบัติ จัดทำประกันภัยพิบัติให้ทุกครัวเรือน โดยรัฐจ่ายค่าเบี้ยประกันให้ (1,000 บาทต่อครัวเรือน) หากเกิดภัยพิบัติ และ AI ตรวจพบข้อมูล จะจ่ายเงินเยียวยาทันที 100,000 บาท
ข้อเสนอจากภาคประชาชน
- จัดตั้งองค์กรกลางอิสระและปรับโครงสร้างอำนาจ โดยจัดตั้ง “หน่วยงานด้านการจัดการภัยพิบัติแห่งชาติ” แบบ FEMA ของ สหรัฐอเมริกา คือมีงบประมาณของตนเอง มีอำนาจบริหารจัดการที่ชัดเจน คล่องตัว เป็นอิสระจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง มีบทบาทในการสนับสนุน อำนวยความสะดวก เพื่อสร้างขีดความสามารถในการจัดการภัยพิบัติให้มีประสิทธิภาพ
- กระจายอำนาจการจัดการภัยพิบัติสู่ท้องถิ่น
- สร้างคณะกรรมการจัดการภัยพิบัติระดับจังหวัด เปลี่ยนผู้บัญชาการเหตุการณ์จากผวจ. เป็นผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่
- ทบทวน พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 ให้มีเนื้อหาสนับสนุนการทำงานเชิงรุก ให้อำนาจ อปท.ในการบริหารจัดการภัยพิบัติในพื้นที่ของตนเอง
- แก้ไขระเบียบและวิธีการงบประมาณ ให้เอื้อต่อการจัดการภัยพิบัติเพื่อการป้องกัน
- ผลักดันการจัดทำแผนที่ความเสี่ยง (Risk Map) เป็นวาระแห่งชาติ เน้นกระบวนการให้ชุมชนเป็นผู้ประเมินจัดทำ
- ส่งเสริมใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม Big DATA, AI มาใช้ประเมินความเสี่ยง เตือนภัย สนับสนุนการตัดสินใจ เพื่อลดการพึ่งพาดุลยพินิจ และเพิ่มความแม่นยำ
- บรรจุหลักสูตรการจัดการภัยพิบัติเป็นมาตรฐาน กำหนดให้ผู้บริหารองค์กรปกครองท้องถิ่น และฝ่ายปกครองต้องผ่านการอบรมหลักสูตรการจัดการภาวะวิกฤตตามหลักการสากล
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม 7 ข้อเสนอนโยบายสาธารณะ: ให้อำนาจท้องถิ่น บริหารจัดการภัยพิบัติ
ปฏิรูประบบสุขภาพ

ระบบสุขภาพไทยกำลังเผชิญ “วิกฤตเชิงโครงสร้าง” ท่ามกลางการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว โดยปัญหาสำคัญคือการบริหารจัดการที่แยกส่วน ขาดการบูรณาการ และระบบข้อมูลสุขภาพที่กระจัดกระจาย ไม่เชื่อมโยงกันระหว่างหน่วยงาน ส่งผลให้การใช้ข้อมูลเพื่อกำหนดนโยบายและตัดสินใจทำได้จำกัด
ในเชิงบริการ ระบบยังเน้นการรักษาในโรงพยาบาลมากกว่าการป้องกัน ทำให้ระบบปฐมภูมิอ่อนแอ โรงพยาบาลแออัด และไม่สามารถลดภาระโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน ความเหลื่อมล้ำระหว่าง 3 กองทุนสุขภาพ ขั้นตอนบริการที่ซับซ้อน ปัญหาการกระจายอำนาจที่ยังไม่พร้อม รวมถึงภาระงานและภาวะหมดไฟของบุคลากร ล้วนสะท้อนความจำเป็นเร่งด่วนในการ “ปฏิรูประบบสุขภาพทั้งระบบ”
นโยบายภูมิใจไทย
- หมู่บ้าน 1 พยาบาลอาสา: เสริมกำลังระบบสุขภาพปฐมภูมิ ดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียงถึงบ้าน
- นโยบาย “สูงวัยพลัส”: เพิ่มสวัสดิการผู้สูงอายุ เน้นบริการใกล้บ้าน ส่งเสริมการจ้างงาน และตั้งศูนย์ดูแลโดยร่วมทุนรัฐ-เอกชน
- ต่อยอด 30 บาทรักษาทุกที่: ใช้บัตรประชาชนใบเดียว เชื่อมข้อมูลสุขภาพ นัดคิวออนไลน์ และส่งยาทางไปรษณีย์ ลดแออัดโรงพยาบาล
- ศูนย์บำบัดยาเสพติดทุกอำเภอ: เพิ่มการเข้าถึงบริการบำบัดใกล้บ้าน
- สมุนไพรและกัญชาทางการแพทย์: ส่งเสริมทางเลือกการรักษาและเศรษฐกิจสุขภาพ
ข้อเสนอจากภาคประชาชน
- ลดความเหลื่อมล้ำ 3 กองทุนสุขภาพ กำหนดมาตรฐานบริการพื้นฐานเดียว และเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกองทุน
- ปรับระบบงบประมาณ เน้น “สร้างสุขภาพ-ป้องกันโรค” มากกว่าการรักษา พร้อมพัฒนาระบบปฐมภูมิและเวชศาสตร์ครอบครัว
- จัดตั้ง “คณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ” เพื่อบูรณาการนโยบายทุกมิติ ยกระดับสุขภาพเป็นวาระร่วมของทุกนโยบาย
- กระจายอำนาจสู่พื้นที่ ตั้งกลไกระดับจังหวัดและกองทุนสุขภาพจังหวัด เสริมบทบาทท้องถิ่นและชุมชน พร้อมขับเคลื่อนแนวคิด “1 หมู่บ้าน 1 บุคลากรสุขภาพ”
- พัฒนาระบบข้อมูลสุขภาพแบบบูรณาการ ยึดหลัก “ข้อมูลเป็นของประชาชน” ใช้ AI และเทคโนโลยีสนับสนุนการตัดสินใจ และมุ่งสู่ระบบจ่ายเงินตามผลลัพธ์สุขภาพ (Value-based care)
- แก้ปัญหากำลังคนทางการแพทย์ เพิ่มอัตรากำลัง ลดภาระงานที่ไม่จำเป็น ปรับค่าตอบแทนและสวัสดิการ และเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารบุคลาก
- ปรับระบบบริการให้ “ยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง” ลดขั้นตอน ลดการเดินทางซ้ำซ้อน พัฒนาระบบยาและเพิ่มบทบาทร้านยาในการคัดกรองและส่งเสริมสุขภาพ
สรุปภาพรวม นโยบายของพรรคภูมิใจไทยมุ่ง “เพิ่มการเข้าถึงบริการ” ผ่านดิจิทัลและการขยายบริการใกล้บ้าน ขณะที่ข้อเสนอภาคประชาชนเน้น “ปฏิรูปเชิงโครงสร้าง” ทั้งระบบ ตั้งแต่การลดความเหลื่อมล้ำ การกระจายอำนาจ ระบบข้อมูล ไปจนถึงการปรับโมเดลบริการสุขภาพให้ยั่งยืนในระยะยาว
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม วิกฤตระบบสุขภาพ: ต้องกระจายอำนาจ มีมาตรฐานเดียว
ความเหลื่อมล้ำ

ประเทศไทยกำลังเผชิญ ‘ความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้าง’ ที่ทวีความรุนแรงและขยายกว้างทุกมิติ โดยเฉพาะมิติรายได้และเศรษฐกิจ ที่คนจนเพิ่มขึ้น แรงงานนอกระบบมีรายได้ไม่มั่นคง ค่าแรงขั้นต่ำไม่สะท้อนค่าครองชีพ ขณะที่ความเหลื่อมล้ำในวัยเกษียณมีความแตกต่าง เช่น เบี้ยยังชีพ บำนาญที่ต่างกันมาก
นโยบายภูมิใจไทย
นโยบายเศรษฐกิจภายใต้กลยุทธ์ “Thailand 10 Plus” หนึ่งในหัวข้อที่เกี่ยวข้อง นโยบายเพื่อการเติบโตอย่างทั่วถึง (Inclusive Growth) ให้ความสำคัญมุ่งเน้นการดูแลคนตัวเล็ก และลดความเหลื่อมล้ำในสังคม
- คนตัวเล็ก พลัส: แก้ไขปัญหาปากท้อง และลดภาระค่าครองชีพ เช่น นโยบายค่าไฟฟ้า
- เปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรคนจน สำหรับผู้มีรายได้น้อยรอบใหม่
- การศึกษาเท่าเทียม พลัส (Skill Bridge) เน้นโครงการเรียนฟรีมีงานทำ และการเพิ่มทักษะ ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดงานยุคใหม่
- ภาษีบ้านเกิดเมืองนอน
ข้อเสนอจากภาคประชาชน
กลุ่มคนไร้บ้านและคนไทยไร้สิทธิ
- พัฒนาที่อยู่อาศัยราคาประหยัดสำหรับผู้มีรายได้น้อย จัดตั้งคลังที่อยู่อาศัยแห่งชาติ ใช้คูปองสวัสดิการค่าเช่า
- จัดตั้งกองทุนภาวะป้องกันไร้บ้านช่วยเหลือฉุกเฉินด้าการเงินและที่พักชั่วคราว
- จัดสรรงบประมาณตาม ‘ประชากรที่ใช้ชีวิตจริง’ ไม่ยึดติดทะเบียนบ้าน
สวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้า
- จัดสวัสดิการเด็กเล็กและหญิงตั้งครรภ์แบบถ้วนหน้า
- เร่งรัดกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น โดยเพิ่มสัดส่วนรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นไม่น้อยกว่าร้อยละ 35
- ลดข้อจำกัดเชิงระเบียบในการจัดบริการเปิดทางให้ท้องถิ่นจัดบริการเสริมเช่น อาหารเช้า รถรับส่งเด็ก
- จัดบริการเฉพาะสำหรับเด็กพิเศษและเด็กพิการ ผ่านระบบคัดกรองและการดูแลตั้งแต่ระยะแรก
ผู้สูงอายุและแรงงานนอกระบบ
- ยกระดับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุแบบถ้วนหน้า เพิ่มเป็น 3000 บาทต่อเดือน
- ปลดล็อกสิทธิการออมของแรงงานนอกระบบในประกันสังคมมาตรา 40 ให้สามารถออมและเข้าถึงสิทธิประโยชน์ด้านบำนาญได้อย่างแท้จริง
- พัฒนาการเข้าถึงหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าในทางปฏิบัติ โดยแก้ไขปัญหาความแออัดและระยะเวลาในรอคอย
นโยบายด้านที่อยู่อาศัย
- ยกระดับสิทธิที่อยู่อาศัยให้เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ
- เพิ่มการเข้าถึงสินเชื่อและการเช่า ผ่อนปรนสินเชื่อที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ควบคุมดอกเบี้ยไม่เกินร้อยละ 2
- ขยายที่อยู่อาศัยเช่าราคาถูกโดยรัฐและท้องถิ่น ให้อปท.จัดสวัสดิการที่อยู่อาศัยได้โดยตรง ควบคู่การกระจายการถือครองที่ดินผ่านเครื่องมือทางภาษีและธนาคารที่ดิน
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม รัฐสวัสดิการถ้วนหน้า แก้เหลื่อมล้ำ
สังคมสูงวัย

ไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยสมบูรณ์ในปี 2567 ขณะที่จำนวนประชากรวัยเด็กและแรงงานลดลงกลายเป็นความท้าทายเชิงโครงสร้างที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจ สังคมและระบบสวัสดิการของประเทศในระยะยาว
นโยบายภูมิใจไทย
“สูงวัยพลัส” เกษียณสำราญ มีงานทำ เป็นกำลังสำคัญของประเทศ
- จ้างงานผู้สูงอายุ เอกชนลดหย่อนภาษี 2 เท่า สูงสุด 30,000 บาท
- ผู้สูงอายุรายได้ไม่เกิน 1.5 ล้านบาทได้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีสูงสุด 50 %
- 1 หมู่บ้าน 1 พยาบาลอาสา 100,000 อัตรา จ้างเดือนละ 1.5 หมื่นบาท
- การดูแลและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ โดยจะดึงศักยภาพของภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศ ให้มามีส่วนร่วมในการสร้างระบบนิเวศในการดูแลผู้สูงอายุอย่างครบวงจร คือ “การสร้างศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ” ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ
ข้อเสนอจากภาคประชาชน
- สร้างความมั่นคงทางรายได้ของผู้สูงอายุ ส่งเสริมแนวคิด Silver Economy
- จัดระบบสวัสดิการภาครัฐอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน
- สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการ “อยู่ดี แก่ดี”
- กระจายอำนาจท้องถิ่นในการดูแลผู้สูงอายุ
- พัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านสาธารณสุขแบบสหวิชาชีพ
- เสริมความเข้มแข็งให้หน่วยงานท้องถิ่น
- พัฒนาระบบการสังจ่ายกิจกรรมทางสังคม (Social Prescribing) เชื่อมโยงฐานทรัพยากรด้านการสร้างเสริมสุขภาวะองค์รวมที่ตั้งอยู่บน ความสัมพันธ์และการเชื่อมต่อทางสังค
- พัฒนากลไกจิตอาสาและนักบริบาลผู้สูงอายในชุมชนให้มีจำนวนและคุณภาพเพียงพอ
- พัฒนาระบบดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง รองรับผู้ป่วยระยะท้ายอย่างครบวงจร
- ผลักดันการวางแผนดูแลสุขภาพตลอดช่วงชีวิต ให้เป็นวาระแห่งชาติ
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม เสนอขยายอายุเกษียณ 60-65 ปี สร้างระบบนิเวศงานที่ดี รับเศรษฐกิจสูงวัย
รัฐโปร่งใสไร้คอร์รัปชัน

องค์กรสากล TI ประกาศดัชนีรับรู้การทุจริต (Corruption Perceptions Index: CPI) ประจำปี 68 ประเทศไทยได้ 33 คะแนน เป็นอันดับที่ 116 ของ 180 ประเทศทั่วโลก ซึ่งเป็นคะแนนที่ลดลงจาก 34 คะแนน ของปีก่อน และอันดับหล่นมาจาก 107 ซึ่งตลอดปี 68 ที่ผ่านมาประเทศไทยเต็มไปด้วยข่าวคดีคอร์รัปชันเกือบทุกวงการ ตั้งแต่ภาครัฐ วงการแพทย์ ตำรวจไปจนถึงพระสงฆ์
นโยบาย-วิสัยทัศน์ พรรคภูมิใจไทย
- กำหนดมาตรการตรวจสอบโครงการที่ใช้งบประมาณจำนวนมากที่เข้มข้น
- นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาเพิ่มประสิทธิภาพการบริการภาครัฐลดขั้นตอน เพิ่ม e-Service และ One Stop Service
- เปิดเผยข้อมูลภาครัฐให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย ตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน ใช้เทคโนโลยีสร้างฐานข้อมูลที่สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ เช่นการจัดซื้อจัดจ้าง
- ปฏิรูประบบอนุมัติ อนุญาต ด้วยการเร่งปรับปรุงกฎหมาย ขั้นตอน ระเบียบ และเร่งตรากฎหมายขึ้นมาใหม่ เช่น พ.ร.บ. การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน
- บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด โปร่งใส และเสมอภาค
- หน่วยงานและผู้บังคับใช้กฎหมาย ต้องมีการตรวจสอบและกระบวนการทำงานที่โปร่งใส และเปิดเผยข้อมูล เช่นสถานะของคดี ผู้ที่รับเรื่อง และอัพเดทสถานการณ์ล่าสุดในแต่ละขั้นตอน เพื่อตรวจสอบได้แบบเรียลไทม์
- นำเทคโนโลยีมาใช้ในกระบวนการทำงานเช่น การล็อกอินเพื่อกรอกข้อมูล การทำงบประมาณ การแต่งตั้งโยกย้าย จะช่วยให้สามารถติดตามและระบุตัวผู้กระทำผิดได้ และการตรวจสอบเส้นทางการเงินด้วยระบบออนไลน์
- ปลูกฝังจิตสำนึก ด้านจริยธรรมและความโปร่งใส
- ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ภาคประชาสังคม และสื่อมวลชน เฝ้าระวังและแจ้งเบาะแสการทุจริต
- การคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสอย่างจริงจัง
ข้อเสนอจากภาคประชาชน
- เผยแพร่ข้อมูลรัฐ 25 ชุดข้อมูลให้เพียงพอ มีมาตรฐานเทียบเท่าสากล เข้าถึงง่าย เชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ
- เปลี่ยนบริการภาครัฐให้เป็น Digital by Default
- ปฏิรูปกฎหมายและระบบใบอนุญาต ลดความซับซ้อนในการอนุมัติ เพื่อไม่ให้ดุลยพินิจเจ้าหน้าที่มากเกินไป ซึ่งนำไปสู่การคอร์รัปชันเรียกเงินใต้โต๊ะ
- ยกเลิกกฎระเบียบที่ไม่จำเป็น หรือ “กิโยตินกฎหมาย”
- สร้างมาตรฐานการแจ้งเบาะแสที่รัดกุม ปลอดภัย ผู้ร้องเรียนสามารถติดตามความคืบหน้าได้
- พัฒนาปรับปรุง โครงการ CoST และ โครงการข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact – IP) ดึงภาคประชาชนเข้ามาเป็น “ผู้สังเกตการณ์อิสระ” ในทุกขั้นตอน เพื่อเพิ่มการตรวจสอบและมีส่วนร่วมของประชาชน
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม รัฐโปร่งใส ไร้คอร์รัปชัน เริ่มจากข้อมูลเปิดภาครัฐ
สกัดเส้นเงินทุนสีเทา

ไทยมีปัญหาเรื่องทุนเทามาเป็นระยะเวลานาน โดยมีขนาดใหญ่ติดอันดับ 10 ประเทศแรกของโลก หรือคิดเป็นสัดส่วนกว่า 40% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) และสถานการณ์มีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น ถือเป็นอีกโจทย์เร่งด่วนที่ต้องเร่งแก้ไข
นโยบาย-วิสัยทัศน์ พรรคภูมิใจไทย
- ปราบอาชญากรรมข้ามชาติ สแกมเมอร์ ค้ามนุษย์ และยาเสพติด ด้วยการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง
- สร้างกำแพงเพื่อปกป้องประเทศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ ทั้งภัยทางทหาร เครือข่ายสแกมเมอร์ การพนัน กาสิโน และทุนสีเทา
- ใช้นโยบายการทูตเชิงรุก ครอบคลุมทุกมิติ ปราบอาชญากรรมข้ามชาติ สแกมเมอร์ ค้ามนุษย์ และยาเสพติด
- ปราบทุนเทาที่มาในรูปแบบ “ธุรกิจอุตสาหกรรมศูนย์เหรียญ” ด้วยแก้กระบวนการงบประมาณและเงินนอกงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อจัดจ้าง พัฒนาระบบ E-procurement ด้วยการเปิดเผยข้อมูลทั้งในขั้นตอนการประมูลไปถึงขั้นตอนการตรวจรับงาน สร้างกติกาเพื่อขัดขวางธุรกิจผิดกฎหมาย ด้วยการกำจัดซิมบัญชีม้า
ข้อเสนอจากภาคประชาชน
- ทำ Open data เชื่อมข้อมูลเรียลไทม์ ของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้แบ่งปันเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน
- บังคับใช้กฎหมายให้เข้มข้นจริงจัง เอาผิดกับธุรกิจตัวกลางที่ไม่รายงานพฤติกรรมที่ผิดปรกติ ปราบปรามเจ้าหน้าที่รัฐที่ไม่ปฏิบัติหน้าที่อย่างจริงจัง
- ตรวจสอบธนาคารที่มีความบกพร่อง และปรับธนาคารที่ไม่ตรวจสอบบัญชีและการเงินอย่างจริงจัง
- ขึ้นบัญชีดำบุคคลต้องห้ามทางธุรกรรม และเปิดเผยให้สาธารณะเห็น
- บังคับกฎหมายฟอกเงินอย่างเข้มข้น เพื่ออายัดบัญชีป้องกันการเปิดบัญชีม้า
- ปรับปรุงกฎหมาย บทลงโทษที่สอดคล้องกับความเสียหาย
- ผลักดันการลงนามในอนุสัญญาที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งการใช้กฎหมาย
- พัฒนาบุคลากรที่เกี่ยวข้องให้เท่าทันการฟอกเงินรูปแบบใหม่ ๆ
- ภาครัฐและสถาบันการเงินมุ่งแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ป้องกันไม่ให้เกิดบัญชีม้า
- ยกระดับความสามารถและมาตรฐานของรัฐในการป้องกัน สกัดกั้น พฤติกรรมและกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ผิดกฎหมาย
- หาเครื่องมือและเทคโนโลยีช่วยเจ้าหน้าที่ ปปง. และเพิ่มประสิทธิภาพให้สามารถยึดทรัพย์ทันที
- ยกระดับมาตรฐานให้ ก.ล.ต. เร่งดำเนินคดีให้รวดเร็ว
- พัฒนาศูนย์ AOC 1441 สายด่วนภัยออนไลน์ แก้ปัญหาการสอบสวนของตำรวจที่มีการโยนกันไปมาหลายพื้นที่
- ตั้งกองทุนเยียวยา ใช้แหล่งจากเงินใน ปปง. ที่ยึดมาแล้วหาเจ้าของไม่เจอ เงินประกันความเสี่ยงจากภาคธนาคาร แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย โทรคมนาคม รวมถึงรัฐบาล เพื่อช่วยเหลือผู้เสียหายเบื้องต้น
- ดำเนินการคืนเงินผู้เสียหายโดยเร็ว ไม่ต้องรอคดีสิ้นสุด
- เพิ่มบทบาทประชาชนในการมีส่วนร่วม
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม สกัดทุนเทา ลบภาพสวรรค์ของการฟอกเงิน




