หลังจากที่สังคมตั้งข้อสังเกตมานาน ทำไม ป.ป.ช. มีมติ “เอกฉันท์” ยกคำร้อง ถึงยกคำร้อง กรณี คดีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีกระทรวงคมนาคม อดีตเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย 2 คดี ประกอบด้วย กรณียื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินเป็นเท็จ และ กรณีมีหนังสือร้องเรียนนายศักดิ์สยาม กรณีเข้าไปมีส่วนได้เสียในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ขณะที่เป็นรัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมหรือไม่
คำตัดสินดังกล่าวแตกต่างจากคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งชี้ว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 7 : 1 ให้ความเป็นรัฐมนตรี “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามคำร้อง คดีซุกหุ้นบุรีเจริญ นับแต่วันที่ศาลหยุดสั่งปฏิบัติหน้าที่ คือวันที่ 3 มีนาคม 2566 คดีถือหุ้นบุรีเจริญ เนื่องจากศาลตรวจสอบเส้นทางเงินและเชื่อได้ว่าเงินที่ใช้ซื้อหุ้น หจก.บุรีเจริญฯ อาจเป็นของนายศักดิ์สยามเอง จึงขัดต่อคุณสมบัติ/ลักษณะต้องห้ามของรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญ
ป.ป.ช. เผยแพร่เอกสารชี้แจงเป็น Press Release แจกแก่สื่อมวลชน ถึงสาเหตุที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติ “เอกฉันท์” ยกคำร้อง กรณีกล่าวหา “ศักดิ์สยาม”
สำนักงาน ป.ป.ช. แถลงข้อเท็จจริง การดำเนินการต่อนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ กรณีครอบครองหุ้นของห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น แยกออกเป็นรายคดีดังนี้
1.กรณียื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.
ป.ป.ช.ได้ไล่เรียงการยื่นบัญชีทรัพย์สินของนายศักดิ์สยาม ต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม จำนวน 6 ครั้ง มีรายละเอียดดังนี้
(1) กรณีเข้ารับตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สมัยที่ 1) เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2562 ได้ยื่นบัญชีเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2562
(2) กรณีเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2562 ได้ยื่นบัญชีไว้เพื่อเป็นหลักฐาน เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2562
(3) กรณีพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2566 ได้ยื่นบัญชีเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2567 โดยเป็นการยื่นบัญชีล่าช้าเป็นเวลา 573 วัน ซึ่งเป็นการยื่นบัญชีล่าช้าอันเนื่องมาจากที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัย ที่ 1/2567 เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2567 ให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัว นับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ (วันที่ 3 มีนาคม 2566)
(4) กรณีพ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สมัยที่ 1) เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2566 ได้ยื่นบัญชีเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2566
(5) กรณีเข้ารับตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สมัยที่ 2) เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2566 ได้ยื่นบัญชีเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2566
(6) กรณีพ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สมัยที่ 2) เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2567 ได้ยื่นบัญชีเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2567 โดยเป็นการยื่นบัญชีล่าช้าเป็นเวลา 16 วัน
ป.ป.ช.สรุปยื่น 6 ครั้งไม่มีรายการเงินลงทุนบุรีเจริญคอนสตรัคชั่น
อย่างไรก็ตาม ป.ป.ช.ไล่ไทม์ไลน์มาว่า การยื่นบัญชีทรัพย์สินของนายศักดิ์สยามระหว่างปี 2562-2567 รวม 6 ครั้ง ไม่ปรากฏการแจ้งถือหุ้น หจก.บุรีเจริญฯ
ป.ป.ช. ได้อ้างถึง คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยที่ 1/2567 เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2567ว่า นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ กับนาย ศ. ได้ตกลงกันให้นำเงินของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ไปทำธุรกรรมต่าง ๆ ในนามของนาย ศ. โดยขั้นตอนสุดท้ายได้มีการนำเงินนั้นไปซื้อกองทุน TMB-T-ES-DPlus และกองทุน TMB-T-ES-IPlus ในชื่อนาย ศ. แล้วขายกองทุนดังกล่าวเพื่อชำระค่าสิทธิเงินลงหุ้นให้แก่ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เช่นนี้เงินจำนวน 119,500,000 บาท ยังคงเป็นของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ
นายศักดิ์สยาม จึงยังคงไว้ซึ่งความเป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น โดยมีนาย ศ. เป็นผู้ครอบครองหุ้นของห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น และดูแลห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น แทนนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ มาโดยตลอด
อันเป็นการถือหุ้นของรัฐมนตรีที่อยู่ในความครอบครองหรือดูแลของบุคคลอื่นไม่ว่าโดยทางใด ๆ ซึ่งเป็นการกระทำอันเป็นการต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 187 ดังนั้น ความเป็นรัฐมนตรีของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ จึงสิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (5)
“ศักดิ์สยาม”แจ้งช้าเหตุนาย ศ. คัดค้านไม่ให้ยื่นบัญชีทรัพย์
อย่างไรก็ตาม ป.ป.ช. ได้ไล่ไทมไลน์ ซึ่งเป็นรายละเอียดการ การยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อพ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สมัยที่ 2) ระบุว่ายื่นแจ้งทรัพย์สินไม่ได้เพราะ นาย ศ.คัดค้านไม่ให้นายศักดิ์สยามระบุในบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินต่อป.ป.ช. โดยมีรายละเอียดดังนี้
เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2567 นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ได้ยื่นหนังสือชี้แจงกรณีที่ไม่ได้แสดงรายการเงินลงทุนในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ว่า นาย ศ. โต้แย้งความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในหุ้นส่วนของห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น
และไม่ยินยอมปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และคัดค้านไม่ให้นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ระบุรายการทรัพย์สินดังกล่าวในแบบบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน
ซึ่งนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ได้ยื่นฟ้องนาย ศ. ต่อศาลจังหวัดนนทบุรี ขอให้กระทำการตามคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ โดยขอให้ศาลบังคับให้นาย ศ. โอนสิทธิเงินลงหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น จำนวน 119,500,000 บาท ให้แก่นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ
และให้นาย ศ. ดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมหุ้นส่วนผู้จัดการ โดยให้นาย ศ. ออกจากการเป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดและหุ้นส่วน และให้นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เข้าไปเป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดและหุ้นส่วน แทนนาย ศ.
ต่อมาเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2568 นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ และนาย ศ. ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 โดยนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ไม่ติดใจให้นาย ศ. โอนสิทธิเงินลงหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น จำนวน 119,500,000 บาท อีกต่อไป และยอมรับว่านาย ศ. เป็นผู้ซื้อหุ้นและเป็นผู้มีสิทธิในการถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น จำนวน 119,500,000 บาท โดยเป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิด
และนาย ศ. ยังคงเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ซึ่งรายการจดทะเบียนของห้าง ณ วันที่ทำสัญญาประนีประนอมยอมความ เป็นของนาย ศ. ตามที่ได้จดทะเบียนไว้ต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์
และนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ยอมรับว่าได้ขายหุ้นให้แก่นาย ศ. ดังนั้น นาย ศ. จึงเป็นผู้มีสิทธิในการดำเนินธุรกิจและบริหารกิจการของห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญ คอนสตรัคชั่น
ทั้งนี้ เพื่อเป็นการยุติข้อพิพาท นาย ศ. ตกลงจะรับซื้อที่ดินของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เป็นการตอบแทน โดยนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ตกลงจะขายที่ดินทั้งหมดจำนวน 19 แปลง เนื้อที่รวม 323 ไร่ 373 ตารางวา ให้แก่นาย ศ. แบบเหมายกแปลงราคาเฉลี่ยไร่ละ 159,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น จำนวน 51,505,267.50 บาท โดยนาย ศ. ตกลงชำระเงินให้แก่นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ภายในวันที่ 4 กรกฎาคม 2568
และนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ตกลงดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งหมดให้แก่นาย ศ. ภายในวันที่ 9 กรกฎาคม 2568 อีกทั้ง นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ และนาย ศ. ไม่ติดใจเรียกร้องสิ่งใดต่อกัน และไม่ติดใจดำเนินคดีใด ๆ ทั้งทางแพ่งและทางอาญาต่อกันอีก ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้มีคำพิพากษาตามยอม โดยเห็นว่าไม่ขัดต่อกฎหมาย จึงพิพากษาให้คดีเป็นอันเสร็จเด็ดขาดไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความ
“ศักดิ์สยาม”ยื่นปรับปรุงบัญชีทรัพย์สิน ก่อนศาล รธน.วินิจฉัย
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2568 นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ได้มีหนังสือขอปรับปรุงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินให้เป็นปัจจุบัน (ทุกบัญชี) และยื่นเอกสารหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อปรับปรุงรายการที่ดินที่ขายและโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้กับนาย ศ. ตามคำพิพากษาตามยอมที่มีการชำระเงินค่าที่ดินให้แก่นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รวมจำนวน 51,505,267.50 บาท
จากเอกสารหลักฐานทางทะเบียนของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ปรากฏว่า นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ได้โอนเงินลงหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น จำนวน 119,499,000 บาท ให้แก่นาย ศ. เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2561 และจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงห้างหุ้นส่วน เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2561
ซึ่งเป็นการดำเนินการก่อนวันที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2567 โดยนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ และนาย ศ. ได้ซื้อขายสิทธิเงินลงทุนในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น และชำระเงินเสร็จสิ้น
รวมทั้งได้เปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นทางทะเบียนแล้ว ก่อนที่นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ จะมีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในทุกตำแหน่ง ต่อมาเมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่าความเป็นรัฐมนตรีของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ สิ้นสุดลง
ป.ป.ช.แจ้งผลการตรวจสอบทรัพย์สินไม่ปรากฏว่าผิดปกติ
เนื่องจากนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ยังคงไว้ซึ่งความเป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น โดยมีนาย ศ. เป็นผู้ครอบครองหุ้นและดูแลห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น แทน นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ จึงได้ปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ โดยขอให้นาย ศ. โอนสิทธิเงินลงทุนในหุ้นของห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น คืนให้กับนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ
และให้นาย ศ. ออกจากการเป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดและหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น แต่นาย ศ. เพิกเฉย นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ จึงได้มีการนำคดีมาฟ้องต่อศาลจังหวัดนนทบุรี อันเป็นที่มาของคำพิพากษาตามยอมดังกล่าว
และเป็นการดำเนินการให้เป็นไปตามคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญ ในการแสดงสิทธิเงินลงทุนในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น เพื่อติดตามและดำเนินคดีให้ได้สิทธิคืนมา
ประกอบกับหลังจากมีการซื้อขายและโอนเงินลงหุ้นระหว่าง นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ กับนาย ศ. เมื่อวันที่ 6กุมภาพันธ์ 2561 หลักฐานทางทะเบียนยังปรากฏชื่อนาย ศ. เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการอยู่ โดยยังไม่มีการจดทะเบียนแก้ไข และไม่ปรากฏพยานหลักฐานหรือปรากฏพฤติการณ์อื่นว่า ภายหลังจากที่นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ โอนเงินลงหุ้นให้นาย ศ. แล้ว
นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ได้เข้าไปบริหารกิจการหรือเกี่ยวข้องกับการดำเนินกิจการของห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น แต่อย่างใด
ส่วนนาย ศ. เมื่อซื้อสิทธิเงินลงหุ้นมาแล้ว ยังแสดงตนเป็นเจ้าของหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น และไม่ยอมโอนคืนเงินลงหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ให้แก่นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ทำให้นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ต้องไปดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลจนกระทั่งประนีประนอมยอมความกัน อีกทั้ง เมื่อดำเนินการทางกฎหมายเสร็จสิ้นแล้ว นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ได้ขอปรับปรุงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินโดยแจ้งข้อเท็จจริงและแสดงเอกสารหลักฐานการซื้อขายที่ดินและการชำระเงินค่าที่ดินเพิ่มเติมต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.
ดังนั้น จากพฤติการณ์ดังกล่าวจึงแสดงให้เห็นว่า นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เข้าใจว่าตนได้มีการโอนหุ้นดังกล่าวไปโดยชอบ เนื่องจากมีการจดทะเบียนโอนหุ้นและไม่ปรากฏว่านายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เข้าไปดำเนินการใด ๆ
ภายหลังจากมีการโอนหุ้นแล้ว จึงไม่ได้แสดงหุ้นดังกล่าวไว้ในบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ประกอบกับนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ได้ดำเนินการตามคำพิพากษา ภายหลังจากศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัย
และได้มีการแจ้งต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงของรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2568 แล้ว เห็นว่า รายการทรัพย์สินและหนี้สินที่แสดงถูกต้องและมีอยู่จริง
ผลการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินไม่ปรากฏว่าผิดปกติ จึงให้จัดทำผลการตรวจสอบแล้วเปิดเผยให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไป ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา
ทั้งนี้ จากข้อเท็จจริงข้างต้น กรณีที่นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ได้ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินโดยไม่ปรากฏว่ามีรายการเงินลงทุนที่เป็นหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น จึงยังฟังไม่ได้ว่าเป็นการจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินหรือหนี้สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ
และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สินนั้นและข้อเท็จจริงดังกล่าวที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้วินิจฉัยและมีมติ เป็นข้อเท็จจริงคนละประเด็นกับที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยเกี่ยวกับความเป็นรัฐมนตรีของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ประกอบกับ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้นำคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวมาประกอบการพิจารณาวินิจฉัยแล้ว
ดังนั้น มติคณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงไม่ขัดหรือแย้งกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ อีกทั้งศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยภายหลังจากที่นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ได้ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. แล้ว
2. กรณีร้องเรียนศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม มีส่วนได้เสียในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น
ยังคงไว้ซึ่งความเป็นหุ้นส่วน และใช้อำนาจแทรกแซงเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อเอื้อประโยชน์ให้ห้างดังกล่าว และนิติบุคคลที่เป็นพวกพ้องของตนได้เข้าทำสัญญากับกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท อันเป็นหน่วยงานที่อยู่ภายใต้กำกับดูแล
จากการตรวจสอบเบื้องต้น ได้ดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานโดยการสอบปากคำพยานบุคคลจำนวน 25 ปาก และขอทราบข้อเท็จจริงจากกระทรวงคมนาคม กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท กรมพัฒนาธุรกิจการค้า สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน และธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน)
รวมถึงคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 1/2567 แล้ว เห็นว่า การที่ศาลรับฟังข้อเท็จจริงว่านายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ยังคงไว้ซึ่งความเป็นหุ้นส่วน โดยมีนาย ศ. เป็นผู้ครอบครองและดูแลห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น แทนนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ มาโดยตลอดเท่านั้น โดยยังมีปัญหาเกี่ยวกับความเป็นหุ้นส่วนในการถือหุ้นของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ที่อาจเข้าลักษณะของการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวมหรือไม่
ดังนั้น การที่นาย ศ. เป็นผู้ครอบครองหุ้นและดูแลบริหารจัดการห้างดังกล่าว และทำสัญญากับกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท จึงไม่ปรากฏว่านายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ได้ใช้อำนาจหน้าที่โดยตรงหรือสามารถใช้อำนาจใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับห้างในการดำเนินกิจการที่เป็นคู่สัญญา
รวมถึงไม่ปรากฏว่านายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเข้าแทรกแซงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานในกระทรวงคมนาคมแต่อย่างใด ประกอบกับวงเงินอนุมัติในการจัดซื้อจัดจ้างเป็นอำนาจของหัวหน้าส่วนราชการ ไม่อยู่ในอำนาจของรัฐมนตรี
และไม่ปรากฏว่านายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ใช้อำนาจในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเอื้อประโยชน์ให้กับห้างหรือมีการสมยอมกันเสนอราคาของกลุ่มเอกชนในการเข้าเสนอราคากับกรมทางหลวงหรือกรมทางหลวงชนบทแต่อย่างใด
และจากการตรวจสอบข้อมูลการเข้าเป็นคู่สัญญากับกระทรวงคมนาคมของห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ก่อนที่นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม คือ วันที่ 10 กรกฎาคม 2562
และในระหว่างที่นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม จนถึงวันที่ 3 มีนาคม 2566 ห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ได้เข้าเป็นคู่สัญญา เฉลี่ยปีละ 27 สัญญา ซึ่งเห็นว่าไม่ได้มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นจนผิดปกติ เมื่อเปรียบเทียบกับก่อนที่นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ดำรงตำแหน่งแต่ประการใด ซึ่งจากการสอบปากคำพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องได้ความว่า ในการเข้าประกวดราคากับกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท ในระหว่างปี 2562 ถึง 2566 นั้น เป็นเรื่องของการเสนอราคาและแข่งขันราคาในการเสนองานของทางราชการตามปกติ
และเสนอราคาผ่านระบบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยวิธีอิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-bidding โดยไม่เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจในตำแหน่งของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ทั้งในทางตรงหรือทางอ้อมรวมถึงการกระทำที่เข้าข่ายความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐแต่อย่างใด
นอกจากนี้ จากการตรวจสอบบัญชีงบดุล กำไร ขาดทุน ที่มีการเปลี่ยนแปลงของห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น เห็นว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น เริ่มมีผลกำไรที่มากกว่า 10 ล้านบาทต่อปีในปี 2559
จากข้อมูลการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น นั้น ปรากฏว่าในปี 2558 มีการจดทะเบียนเพิ่มเงินลงทุนเพื่อขยายกิจการ ทำให้สินทรัพย์ของห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น เพิ่มขึ้นจาก 77 ล้านบาทเศษ ในปี 2557 เป็น 147 ล้านบาทเศษ ในปี 2558 ซึ่งเป็นเวลา
ก่อนที่นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ถึงประมาณ 5 รอบปีบัญชี จึงไม่เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ
อีกทั้ง จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงและขอเอกสารจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินก็ไม่ปรากฏข้อร้องเรียนว่าห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น และนิติบุคคลอื่น ที่ชนะการเสนอราคาและได้เข้าทำสัญญากับกรมทางหลวง และกรมทางหลวงชนบท ในระหว่างปีงบประมาณ 2562 ถึง 2566 นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมในขณะนั้น ได้มีการแทรกแซงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้ประกอบการรายอื่น แต่อย่างใด พยานหลักฐานจึงไม่มีมูลให้รับฟังว่า การกระทำของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ได้มีการใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่แทรกแซงหรือมีพฤติการณ์ฝ่าฝืนกฎหมายแต่ประการใด
ทั้งนี้ ป.ป.ช.ระบุว่าสำหรับคดีฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง นั้นเป็นการร้องเรียนเข้ามาในประเด็นเดียวกัน ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการตรวจสอบเบื้องต้น
ข้อแตกต่างคำตัดสิน “ศาลรัฐธรรมนูญ-ป.ป.ช.”
แม้ว่าการพิจารณาของ ป.ป.ช.จะอ้างคำวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญ แต่มีความแตกต่างกันในการพิจารณาหลักฐาน ดังต่อไปนี้
1.ศาลรธน.เชื่อได้ว่า”หุ้น”เป็นของ”ศักดิ์สยาม”
ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยดังนี้ โดยตรวจสอบเส้นทางการเงิน โดยเมื่อปี 2561 นายศักดิ์สยามได้โอนหุ้น หจก.บุรีเจริญฯ จำนวน 3 ครั้ง รวมเป็นเงิน 119.5 ล้านบาท ให้แก่นาย ศ.
ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบพยานหลักฐานจากบัญชีธนาคาร กองทุน และสถาบันการเงินต่าง ๆ พบเส้นทางการเงินว่า การโอนเงินทั้ง 3 งวดของนาย ศ. ในการซื้อหุ้น หจก.บุรีเจริญฯ อ้างว่า มาจากการขายกองทุน TMBT จำนวน 2 กองทุน
แต่เมื่อตรวจสอบเส้นทางการเงินพบว่า การซื้อกองทุนดังกล่าวของนาย ศ. พบว่า มีการโอนเงินในวัน และเวลาใกล้เคียงกันจากบริษัท ศิลาชัยบุรีรัมย์ จำกัด (ธุรกิจเครือข่ายตระกูลชิดชอบ) และ หจก.บุรีเจริญฯ ให้แก่นาย ศ. โดยทั้ง 2 บริษัทดังกล่าว ได้รับการโอนเงินมาจากนายศักดิ์สยาม
โดยเงินที่นำไปซื้อกองทุนช่วงแรก มียอดเงินบางส่วนจำนวน 35 ล้านบาท ในวันเวลาใกล้เคียงกันได้รับการโอนจากบริษัท ศิลาชัยฯ และในวันเวลาใกล้เคียงกันนายศักดิ์สยามได้โอนเงินให้กับบริษัท ศิลาชัยฯ จำนวน 40 ล้านบาท
แม้ว่านายศักดิ์สยาม อ้างว่าเป็นการทำสัญญากู้เงินจากบริษัท ศิลาชัยฯ แต่กรณีการโอนเงิน 36.7 ล้านบาทของบริษัท ศิลาชัยฯ ให้แก่นาย ศ.โดยอ้างว่าชำระหนี้เงินกู้นั้น ในวันเวลาใกล้เคียงกัน
ทั้งนี้นายศักดิ์สยาม ได้โอนเงินเข้าบัญชีบริษัท ศิลาชัยฯ 40 ล้านบาท โดยอ้างว่าชำระหนี้เงินกู้เช่นกัน แต่ในวันดังกล่าวบริษัทมีเงินในบัญชี 40-50 ล้านบาท เพียงพอกับการสำรองจ่ายแก่นาย ศ. โดยไม่มีความจำเป็นต้องมีเงินของนายศักดิ์สยามเข้าบัญชีก่อน
ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ข้อกล่าวอ้างดังกล่าวไม่มีน้ำหนัก เมื่อเทียบกับพยานหลักฐานต่าง ๆ ตามข้อสงสัยที่กล่าวมาข้างต้น คำชี้แจงของนาย ศ. และนายศักดิ์สยาม ไม่มีเหตุผลรับฟังได้ดังนั้น เมื่อพิจารณาพยานหลักฐาน พฤติการณ์แวดล้อม กรณีสอดรับกันแล้วดังนี้
เงินที่นาย ศ. นำมาซื้อกองทุน 2 รายการ ก้อนแรก 35 ล้านบาท จากบริษัท ศิลาชัยฯ ก้อนสอง 56.7 ล้านบาท จากบริษัท ศิลาชัยฯ 36.7 ล้านบาท และ หจก.บุรีเจริญฯ 20 ล้านบาท ไม่ได้เกิดจากธุรกรรมการกู้ยืมเงิน หรือสำรองค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ตามที่นายศักดิ์สยาม และนาย ศ. กล่าวอ้าง
ปรากฏความสัมพันธ์ของเส้นทางการเงิน แม้ข้อกล่าวอ้างของทั้ง 2 คนรวมถึงพยานบุคคลต่าง ๆ เป็นเพียงการกล่าวอ้าง เพื่อให้เจือสมกับพยานหลักฐานของสถาบันการเงินต่าง ๆ ที่ปรากฏความสัมพันธ์ของเส้นทางการเงิน ระหว่างนายศักดิ์สยาม นาย ศ. บริษัท ศิลาชัยฯ และ หจก.บุรีเจริญฯ
บัญชีไม่ได้โอนจากศักดิ์สยามโดยตรง แต่นายศักดิ์สยาม มีอำนาจใช้จ่ายเงินของนิติบุคคล 2 แห่ง ดังนี้แม้เงินที่นาย ศ. นำมาซื้อกองทุนรายการต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่ได้โอนจากบัญชีธนาคารของนายศักดิ์สยามโดยตรง แต่โอนจากบัญชีบริษัท ศิลาชัยฯ และ หจก.บุรีเจริญฯ
ในช่วงเวลาดังกล่าว นายศักดิ์สยาม อยู่ในฐานะผู้มีอำนาจใช้จ่ายเงินของนิติบุคคล 2 แห่ง แม้แหล่งที่มาของเงินซื้อกองทุนจะเกิดขึ้นปี 2560 เกิดขึ้นก่อนนายศักดิ์สยามเป็น รมว.คมนาคม ปี 2562 แต่ช่วงเวลาดังกล่าวนายศักดิ์สยาม และนาย ศ. ยอมรับว่า การโอนหุ้น หจก.บุรีเจริญฯ เกิดขึ้นเนื่องจากมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2560 นายศักดิ์สยามประสงค์เตรียมลงสมัครรับเลือกตั้ง สส.อันแสดงให้เห็นถึงเจตนาที่แท้จริงของนายศักดิ์สยาม
ดังนั้นข้อเท็จจริงที่ได้จากพฤติการณ์แวดล้อม หลายประการ ประกอบกันมีน้ำหนักรับฟังได้ว่า เงินที่นาย ศ. นำมาชำระค่าเงินลงหุ้นแก่นายศักดิ์สยาม เป็นเงินของนายศักดิ์สยามเอง
อย่างไรก็ตามคำวินิจฉัยในส่วนเส้นทางเงิน ป.ป.ช.ไม่ได้ชี้แจงและนำเอาคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญมาพิจารณาประกอบ
2 ศาล รธน.ระบุ .นาย ศ. คืออดีตลูกจ้างในบริษัท ศิลาชัยฯ
นอกจากนี้ ยังพบว่า นาย ศ. คืออดีตลูกจ้างในบริษัท ศิลาชัยฯ ได้เงินเดือน 9 พันบาท ต่อมาได้รับการเพิ่มเงินเดือนเป็น 15,000 บาท
ทั้งนี้จากการตรวจสอบเอกสารการแสดงภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.91) ของนาย ศ. ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ระหว่างปี 2556-2565 มีรายได้ต่อปี เฉลี่ยไม่ถึงเกณฑ์เสียภาษี จากการเป็นลูกจ้างของบริษัท เอ เอ็น อาร์ เอนจิเนียริ่ง จำกัด และบริษัท ศิลาชัยฯ รวมถึงไม่ปรากฏพยานหลักฐานใดที่เห็นว่านายศุภวัฒน์ ประกอบธุรกิจกับบริษัท ศิลาชัยฯ และ หจก.บุรีเจริญฯ
เมื่อครั้งนาย ศ.เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการใน หจก.บุรีเจริญฯแล้ว มิได้กำหนดค่าตอบแทนแก่ตนเอง แต่หากเมื่อใด ต้องการนำเงินใน หจก.มาใช้จ่ายส่วนตัว จะรวบรวมใบเสร็จรับเงินค่าน้ำมัน มาตั้งเบิกเพื่อบันทึกค่าใช้จ่าย รับเป็นเงินสดแต่ละเดือน โดยระบุว่าในใบเสร็จว่า ติดตามนาย
3.ที่ตั้งของ หจก.บุรีเจริญ เป็นที่เดียวกับ “ศักดิ์สยาม”
ขณะที่เมื่อตรวจสอบที่อยู่ของ หจก.บุรีเจริญฯ ข้อเท็จจริงปรากฏอีกว่า ที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของ หจก.บุรีเจริญฯ เปลี่ยนแปลงจากเลขที่ 30/2 ต.อิสาณ อ.เมืองบุรีรัมย์ จ.บุรีรัมย์ ซึ่งเป็นที่อยู่ของนายศักดิ์สยาม เป็นที่ตั้งใหม่ 30/17 ต.อิสาณ อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ เมื่อ 18 มิ.ย. 2562 เกิดขึ้นก่อนนายศักดิ์สยามดำรงตำแหน่ง รมว.คมนาคม เพียง 23 วัน ขณะที่สถานที่ทั้ง 2 แห่ง ล้วนตั้งอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกัน โดยอยู่บนที่ดินของบริษัท ศิลาชัยฯ
นอกจากนี้ยังตรวจสอบพบเอกสารการวางบิลของ หจก.บุรีเจริญฯ ระหว่าง ก.พ. 2561-7 มิ.ย. 2562 พบว่า ระบุที่อยู่เป็น 30/17 ต.อิสาณ อ.เมืองบุรีรัมย์ จ.บุรีรัมย์ ทั้งที่ในช่วงเวลาดังกล่าว หจก.แห่งนี้ยังตั้งอยู่ที่บ้านนายศักดิ์สยาม
แม้นาย ศ. อ้างว่า การแจ้งเปลี่ยนแปลงที่อยู่ ดำเนินการจดทะเบียนภายหลัง แต่เมื่อพิจารณาเอกสารการวางบิลตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นมา ช่วงเวลาดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อเปลี่ยนแปลงที่อยู่นานถึง 1 ปีเศษ ผิดปกติวิสัยการทำธุรกิจ จึงไม่น่าเชื่อถือ
เนื้อหาในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ จึงระบุชัดเจน และเชื่อได้ว่า “หุ้นดังกล่าว”เป็นของนายศักดิ์สยาม ขณะที่ ป.ป.ช. ไม่ได้ตั้งประเด็น หรือว่าชี้แจงเรื่องเหล่านี้ จึงทำให้คำตัดสินของป.ป.ช.ยังไม่ชัดเจนและทำให้สงคมยังค้างคาใจถึงมาตรฐานของการวินิจฉัย
อ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง




