องค์กรสากล Transparency International (TI) ประกาศดัชนีรับรู้การทุจริต (Corruption Perceptions Index: CPI) ประจำปี 68 ประเทศไทยได้ 33 เต็ม 100 คะแนน เป็นอันดับที่ 116 ของ 180 ประเทศทั่วโลก ลดลงจาก 34 คะแนน ของปีก่อน และอันดับร่วงลงมาจาก 107 ถือเป็นคะแนนที่ดิ่งลงเรื่อย ๆ ในทุกปี
โดยคะแนนปีนี้ ดัชนีรับรู้การทุจริต ลดลงในหลาย ๆ โจทย์ ได้แก่
- ความชัดเจนโปร่งใสในการจัดสรรและใช้งบประมาณของภาครัฐ ไม่ใช้งบประมาณของรัฐเพื่อประโยชน์ส่วนตนหรือไม่ คะแนนตกลงไป 1 คะแนน
- เจ้าหน้าที่รัฐใช้ทรัพยากรและจำนาจหน้าที่ของรัฐเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนหรือไม่อย่างไร ตกลง 2 คะแนน
- เจ้าหน้าที่รัฐที่กระทำผิดถูกลงโทษอย่างไร รัฐบาลประสบความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาการทุจริตอย่างไรนั้น คะแนนตกลง 4 คะแนน
- การให้สินบนและการทุจริตคอร์รัปชันยังคงมีอยู่หรือไม่ คะแนนดิ่งลงมากถึง 10 คะแนน จากปีก่อน
ทางด้านรัฐบาลรักษาการ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี และภูมิวิศาล เกษมศุข เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ได้ออกมาแถลง ถึงการหารือเร่งปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบ และขั้นตอนต่าง ๆ โดยเฉพาะการกิโยตินกฎหมาย เพื่อปราบปรามการทุจริตให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
อย่างไรก็ตามการปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบ และขั้นตอนต่าง ๆ เพื่อขจัดคอร์รัปชันเป็นนโยบายรัฐบาลที่อนุทินเคยแถลงไว้ต่อสภา เมื่อแรกเริ่มดำรงตำแหน่ง หากแต่ยังเป็นนโยบายที่ไม่สามารถทำให้สำเร็จได้
เช่นเดียวกับหลาย ๆ รัฐบาล ที่มีนโยบายขจัดทุจริตคอร์รัปชัน หากแต่ไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จได้ ส่งผลให้คะแนน CPI ต่ำลงเรื่อย ๆ รวมทั้งดัชนีชี้ว่าความโปร่งใสไร้คอร์รัปชันอื่น ๆ
Policy Watch จึงชวน ต่อภัสสร์ ยมนาค ผู้อำนวยการศูนย์ความรู้เพื่อความร่วมมือในการต่อต้านการคอร์รัปชัน (KRAC) มาร่วมออกแบบนโยบายเพื่อขจัดคอร์รัปชันให้สำเร็จ สำหรับรัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้ง 69
Policy Watch: ทำไมดัชนีรับรู้การทุจริต หรือ CPI ปี 68 ของไทยถึงร่วงลงมาที่ 33 คะแนน เป็นอันดับที่ 116 ของโลก
ต่อภัสสร์: ปีที่แล้วนี่มันหนักหนาจริง ๆ ครับ ตั้งแต่ตึก สตง. ถล่ม ทั้งเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างของประกันสังคม แล้วก็พอมาเลือกตั้งอีก มันทำให้เห็นทุจริตคอร์รัปชันในทุกทุกหย่อมหญ้าในทุกประเด็นเลย
เราต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า CPI หรือดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชัน ซึ่งก็เป็นการไปถามภาพลักษณ์ว่า มองเห็นคอร์รัปชันในประเทศนี้อย่างไรใน 1 ปีที่ผ่านมา ซึ่งก็ไปถามคนต่าง ๆ เช่น นักลงทุน นักธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศที่เข้ามาทำธุรกิจในไทย
ไปถามนักวิชาการที่ทำวิจัย ไปถามประชาชนทั่วไปที่ไปเข้ารับบริการต่าง ๆ จากหน่วยงานภาครัฐว่าที่ผ่านมาเขารู้สึกว่าคอร์รัปชันเป็นอย่างไร ข้อเสียของมันก็คือมันเป็นแค่ภาพลักษณ์ มันไม่อาจจะไม่ใช่ชุดความเป็นจริงใช่ไหมครับ
แต่ข้อดีของก็คือ เพราะคอร์รัปชันมันอยู่ใต้โต๊ะ เราจะไปหาข้อเท็จจริงมาพูดเรื่องคอร์รัปชันมากหรือน้อยมันยาก เพราะฉะนั้นสุดท้ายแล้วภาพลักษณ์ที่คนสะท้อนออกมามันก็จะสะท้อนถึงภาพเป็นจริงได้มากที่สุด
เพราะฉะนั้นคะแนน CPI 33 คะแนนจึงไม่เกินคำความคาดหมาย เพราะทิศทางมันปักหัวลงไปเรื่อย ๆ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา
Policy Watch: ทิศทางทั่วโลกก็เป็นเช่นนั้น ที่คะแนน CPI ลดลง เป็นไปได้ไหมว่า เพราะหลายประเทศกำลังกลับหลังหันไปทางอนุรักษ์นิยมมากขึ้น ใช้ดุลยพินิจมากขึ้น การผูกขาดมากขึ้น ความโปร่งใสน้อยลง
ต่อภัสสร์: ก็เป็นไปได้ ส่วนหนึ่งก็อาจจะเป็นเทรนด์ว่าหลายประเทศก็มีทิศทางแบบนี้เหมือนกัน แต่อย่าลืมว่าเรากำลังดูเปรียบเทียบกับอีกหลายประเทศ ซึ่งในเอเชียแปซิฟิก ถ้าดูตามข้อมูลก็มีหลายประเทศมากที่เขาก็คะแนนเพิ่มขึ้น อย่างเช่นเวียดนามที่คะแนนเป็นบวกขึ้นเรื่อย ๆ และเป็นประเทศที่ไทยกำลังแข่งขันทางการค้า แต่เดิมที่เวียดนามแซงเราครั้งแรก เราก็ตกใจ แต่วันนี้เขาทิ้งห่างแล้ว
เพราะฉะนั้น มันเป็นข้ออ้างไม่ได้ว่าหลายประเทศก็คะแนนตกลง เพราะก็มีหลายประเทศที่พัฒนาได้คะแนนขึ้นมาเช่นเดียวกัน
Policy Watch: คะแนน CPI ส่งผลกระทบอะไรต่อประเทศบ้าง
ต่อภัสสร์: คะแนน CPI ทำให้นักลงทุนต่างชาติรู้สึกว่า ถ้าไปประเทศนี้แล้วดีกว่านะ เพราะว่าโอกาสที่เขาจะต้องจ่ายสินบนมันน้อยลง ประเทศไทยต่อให้โหมโฆษณาทรัพยากรธรรมชาติที่สวยงาม มีผู้คนยิ้มแย้มแจ่มใส มีจิตใจงดงาม แต่ถ้าต้องจ่ายเงินใต้โต๊ะเยอะขึ้น เท่ากับว่าต้นทุนมันสูงขึ้น เขาก็ไปลงทุนประเทศอื่น และนักลงทุนก็เป็นกลุ่มที่ตอบแบบสอบถาม CPI นี้ด้วย
เหมือนที่ช่วงที่ไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ช่วงก่อนเลือกตั้งที่มีกระแสข่าวแชร์กันในในโซเชียลมีเดียว่า ผู้บริหารเทสล่าบอกว่า ถ้าจะมาลงทุนในประเทศไทย ต้องจ่ายสินบน
คอร์รัปชันในไทย มันเป็นภาพที่เขาเห็นอยู่ไง เพราะฉะนั้นถ้าเกิดมีบริษัทใหญ่ขนาดนี้เขาบอกจะต้องให้สินบนนะ สมมุติผมเป็นบริษัทขนาดกลางเหมือนกันหรือใหญ่ก็ได้ อยู่ในต่างประเทศอยากจะมาลงทุนในประเทศไทย เห็นข่าวแบบนี้ แถมตามมาด้วยคะแนน CPI ที่แย่ลงไปเรื่อย ๆ ถ้าเป็นนักลงทุน ก็จะคิดเยอะแล้วว่าถ้าจะมาสร้างโรงงานในประเทศนี้ ต้นทุนโรงงานอาจจะพอเดาได้นะว่าเท่าไหร่ แต่ต้นทุนจ่ายสินบนไม่รู้เลยว่าเท่าไหร่เลย
แล้วถ้าไปเปรียบเทียบกับประเทศข้าง ๆ ต้นทุนมันคาดเดาได้มากกว่านะครับ มันก็น่าจะลงทุนมากกว่าประเทศไทย เพราะฉะนั้นมันส่งผลในเชิงเศรษฐกิจ
หลายคนมักบอกว่า เรื่องคอรัปชันมันเกี่ยวกับปากท้องหรือเปล่า อยากจะบอกว่าเกี่ยวกับปากท้องตรง ๆ เพราะฉะนั้น CPI คือภาพลักษณ์ที่มันสะท้อนออกมา แต่อีกสิ่งนึงที่มันสะท้อนก็คือ สะท้อนให้เห็นสิ่งที่มันเละเทะอยู่ภายในประเทศตอนนี้ครับ
Policy Watch: ทั้งคอร์รัปชัน และภาพลักษณ์คอร์รัปชันกระทบชีวิตและปากท้องพวกเราโดยตรง
ต่อภัสสร์: เงินที่เราอยากเอาไปปฏิรูปการศึกษา เงินที่เราอยากเอาไปลด PM 2.5 เงินที่เราอยากจะไปลดไฟป่าเงินที่เราอยากจะไปพัฒนาสวัสดิภาพสวัสดิการของประชาชน เงินที่เราอยากจะไปสร้างโรงพยาบาล เงินต่าง ๆเหล่านี้ก็รั่วไหลออกไปหมดเพราะคอร์รัปชัน อย่างที่องค์กรต่อต้านคอรัปชั่นประเมินมาปีละ 300,000 – 500,000 ล้านบาท นี่ก็เกินครึ่งหนึ่งของงบลงทุนในแต่ละปีเลยนะครับ
มันยังมีอีกเยอะมากเลยเมื่อเราพูดถึงเรื่องทรัพยากรที่มันขาดหายไปเพราะคอร์รัปชัน เพราะคอร์รัปชันนั้น อาจารย์ธานี ชัยวัฒน์ เคยให้คำนิยามไว้อย่างง่าย ๆ บอกว่าคอร์รัปชันคือ “การขโมย”
การขโมยของผู้ที่มีอำนาจ ไม่จำเป็นต้องมีอำนาจมากหรืออำนาจน้อย แค่เป็นคนจัดคิวแล้วบอกว่าไปให้คนอื่นแซงคิวเราได้ ก็เป็นการใช้อำนาจในการขโมยแล้ว แต่มันไม่ได้ขโมยแค่ทรัพย์สิน เงินที่รั่วไหลออก แต่คือการขโมยโอกาสไปด้วย
ขโมยสิทธิเสรีภาพของพวกเราทุกคน โอกาสที่เราจะเข้าถึงข้อมูลที่ควรเป็นข้อมูลสาธารณะ โอกาสที่เราจะเข้าถึงสวัสดิการสวัสดิภาพต่าง ๆ
และมันเป็นเรื่องใหญ่และรุนแรงที่สุดแล้วคือ มันขโมยเอาชีวิตคนไปด้วย อย่างกรณีตึก สตง. มีผู้เสียชีวิตมากมายในกรณีนี้ ลองจินตนาการดูว่า แล้วถ้าสมมุติว่า เหตุการณ์แผ่นดินไหวเกิดขึ้นช้ากว่านั้น ไปอีกสัก 2-3เดือน แปลว่าตึกนั้นสร้างเสร็จแล้ว ผู้ที่จะนั่งอยู่ในตึกนั้นที่จะถล่มลงมาคือเจ้าหน้าที่ สตง. ทุกคนในวันนี้ เพราะฉะนั้นความเสียหายมันจะเกิดขึ้นเยอะกว่าที่ที่มันเกิดขึ้นไปอีกเยอะแค่ไหน หรืออย่างกรณีถนนพระรามที่ 2 ที่มีหลายคนต้องเสียชีวิต บาดเจ็บ
ถ้าให้ถามว่า คอร์รัปชันมีผลกระทบต่อชีวิตของท่านได้จริงจริงหรือเปล่า คือมันเป็นความเสี่ยงของท่านในทุก ๆ วันเลย เพราะมันไม่ใช่แค่ถนนพระรามที่ 2 ถ้าจินตนาการถนนทุกสายที่เราสร้างขึ้นมา มันมีความเสี่ยงของการคอร์รัปชันอยู่แค่ไหน อาคารสถานที่ถูกสร้างขึ้นมาในปัจจุบัน ท่านแน่ใจได้ไงว่ามันเป็นไปตามมาตรฐาน ไม่มีคอร์รัปชัน
Policy Watch: ทุกพรรคการเมืองมีนโยบายปราบโกง และทุกรัฐบาลก็แถลงนโยบายขจัดขจัดคอร์รัปชันกันทั้งนั้น จนดูเหมือนเป็นธรรมเนียมทางการเมือง มากกว่าเจตจำนงทางการเมือง เพราะอะไร
ต่อภัสสร์: จริง ๆ เหมือนที่ผ่านมา ทุกพรรคการเมืองก็จะมีคำมั่นสัญญากับประชาชนว่า จะเข้ามาเพื่อแก้รักษาคอร์รัปชันแต่จะตื้นลึกหรือละเอียดหรือไม่ละเอียด ก็แตกต่างกันออกไป พอเป็นรัฐบาลแล้วก็ไม่ได้ยกประเด็นคอรัปชันขึ้นมาเป็นวาระสำคัญเร่งด่วน
แต่ในช่วงเลือกตั้ง 69 เวทีดีเบต ๆ เกือบทุกเวทีดีเบตเลยจะต้องมีการพูดถึงเรื่องคอร์รัปชัน ทุนเทา สแกมเมอร์ เพราะฉะนั้นทุกพรรคจึงเหมือนถูกบังคับให้ต้องพูดเรื่องนี้ ทำให้หลายพรรคต้องประกาศนโยบายออกมาอย่างชัดเจนถึงการยุติทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งมีความหลากหลายกันออกไป ซึ่งก่อนหน้านี้ ประเด็นคอร์รัปชันเป็นนโยบายหาเสียงแบบแตะเล็กแตะน้อย หรือพูดว่าจะเอาจริง จะไม่ทนอีกแล้ว แต่ไม่รู้ว่าไอ้ที่ไม่ทนน่ะหรือจะเอาจริงน่ะจะทำอย่างไร แต่วันนี้เราเริ่มเห็นรายละเอียดแล้วว่า แต่ละพรรคจะทำอะไรมากยิ่งขึ้น นี่ถือเป็นพัฒนาการที่ดี
อย่างวันหลังทราบผล CPI ประจำปี 68 นายกรัฐมนตรี รัฐบาลรักษาการ ทั้งนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี เลขาธิการ ป.ป.ท. ออกมาแถลง ข่าวเองในเรื่องดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชันที่มันลดลง ก็แสดงถึงคำมั่นสัญญา ความสนใจของผู้ที่กำลังจะจัดตั้งรัฐบาล มาพูดถึงเรื่องคอร์รัปชันมากขึ้น แต่จะทำจริงหรือไม่ อันนี้เราต้องติดตามดูกันต่อไป แต่อย่างน้อยที่สุด การที่ออกมาประกาศแล้วพูดถึงเรื่องนี้
ผมคิดว่าเป็นภาพที่ไม่เคยเห็นมาเป็นเวลานานแล้ว เพราะรัฐบาลก่อน ๆ ก็ไม่ได้มีปฏิกิริยาตอบรับแบบนี้ ผมจำไม่ได้ว่าเคยเห็นนายกรัฐมนตรีออกมาพูดถึงเรื่อง CPI เลยนะครับ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หรือ ป.ป.ท. นะครับที่ออกมาแถลงข่าวและประกาศในเรื่องนี้
Policy Watch: เราสามารถดูเจตจำนงทางการเมืองของรัฐบาลในการเดินหน้าขจัดคอร์รัปชัน จากการดึงคนมาร่วมทำงานได้หรือไม่
ต่อภัสสร์: โอ้ สำคัญมาก ๆ อย่างแน่นอน ซึ่งเราต้องดูไปถึงประวัติที่ผ่านมาเลยของนักการเมืองหลายท่านที่เคยมีอำนาจอยู่ ว่าหนึ่งสามารถจัดการปัญหาคอร์รัปชันในหน่วยงานตัวเองได้หรือไม่ สองดูเหมือนจะกลายเป็นผู้สนับสนุนให้เหตุการณ์เหล่านั้นเกิดขึ้นอีกหรือไม่นะครับ ซึ่งถ้าผลออกมาว่าไม่สามารถจัดการปัญหาคอร์รัปชันได้หรือเป็นผู้สนับสนุนคอร์รัปชัน ก็แปลว่ารัฐบาลไม่ได้จริงจังกับการปราบคอร์รัปชันตามที่บอกไว้
ที่ผ่านมาเรื่องงนี้ก็เป็นปัญหาของประเทศไทยที่เราไม่มีเจตจำนงทางการเมืองอย่างชัดเจนเพราะฉะนั้นต่อให้ประกาศเรื่อง CPI นั่งแถลงข่าวกันอย่างชัดเจน แต่ถ้าคนที่เลือกมาใช้อำนาจรัฐมีความสุ่มเสี่ยงต่อการทุจริต มันคือการส่งสัญญาณออกมาว่าไม่มีเจตจำนงที่แท้จริงหรอก
และถ้าภาพนี้ออกมาแปลว่าเจ้าหน้าที่ข้าราชการที่ลำดับต่อมาที่ต้องปฏิบัติงานจริง ก็จะรู้สึกว่า ตกลงก็ทำได้เหรอ ตกลงโกงได้เหรอ เพราะว่าคนที่จะมาบริหารหรือดูแลกำกับดูแลฉันก็มีลักษณะแบบนี้
Policy Watch: นอกจากเจตจำนงทางการเมืองแล้ว เป็นไปได้ไหมว่า ปัญหาคอร์รัปชันที่เรื้อรังมายาวนาน เป็นเพราะเครื่องมือในการแก้ปัญหาหรืออุดช่องว่างคอร์รัปชันยังไม่เพียงพอ
ต่อภัสสร์: อันที่จริงเครื่องมือกลไกประเทศไทย มีเยอะมากนะครับ มีเยอะจริงจริง ผมจำได้ว่าสำนักงาน ป.ป.ช. ก็เคยทำโครงการที่เรียกว่า คลังเครื่องมือป้องกันการทุจริต (Anti-Corruption Toolbox) ที่เป็นศูนย์รวมองค์ความรู้และเครื่องมือเชิงรุกในการป้องกันการทุจริต เช่น มาตรการ หลักสูตรต้านทุจริตศึกษา การประเมิน ITA กลไกตรวจสอบทรัพย์สิน และการร้องเรียนออนไลน์
หน่วยงานต่าง ๆ ก็มีหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับการปลูกฝังจิตสำนึก คุณธรรม จริยธรรม เยอะมาก ๆ ผมเคยทำงานวิจัยออกมาแล้วพบว่า ในประเทศไทยมีมากถึง 20-30 หลักสูตรเลยนะครับ
ไม่รวมถึงออกกฎหมายต่าง ๆ ที่ อาจารย์มานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ออกมาสรุปว่ากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการต่อต้านคอร์รัปชันในประเทศไทยมีมากถึง 15 ฉบับ ซึ่งถือว่าเยอะมาก ซึ่งแต่ละฉบับก็มีรายละเอียดเต็มไปหมดเลย ฉบับหนึ่งหนาปึ้กเลย
แค่เฉพาะกฎระเบียบจัดซื้อจ้าง บางที่เจ้าหน้าที่กุมหัวเลยบอกว่าไม่รู้แล้วว่าจะจัดต้องทำอะไรบ้าง เพราะระเบียบมันเต็มไปหมดเลย
มันแปลว่าอะไรครับ แปลว่าเรากำลังเดินมาผิดทางอยู่หรือเปล่า เรากำลังใช้เครื่องมือที่ไปสร้างภาระและลดประสิทธิภาพในการทำงานของภาครัฐอยู่หรือเปล่า เช่นการใช้กฎหมายที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อไปป้องกันคอร์รัปชันแล้วมันป้องกันไม่ได้จริงหรือเปล่า ก็เลยต้องกลับมาดูว่า แล้วสากลโลกที่ทำแล้วประสบความสำเร็จ มันมีอะไรบ้าง
สุดท้ายแล้ว ที่หลายประเทศทั่วโลกประสบความสำเร็จในการต้านทุจริตคอร์รัปชันคือ การสร้างความโปร่งใสการสร้างความรับผิดรับชอบ การลดดุลอำนาจผูกขาดดุลยพินิจ
ในประเทศไทย ถ้าเราอยากจะตั้งโรงงานหรือบริษัทขึ้นมา เราจะต้องพบกับใบอนุญาตเยอะไปหมด แล้วต้องไปอีก 10 หน่วยงาน มันเยอะมาก
แต่ละหน่วยงานก็ใช้อำนาจดุลยพินิจหมดเลยไม่ได้บอกชัดเจนนะว่า ต้องใช้ใบอะไรบ้าง ต้องใช้เวลารอเท่าไหร่เพราะฉะนั้นนักธุรกิจเขากู้เงินมาลงทุนต่าง ๆ มันไม่คุ้มอยู่แล้วนะครับ เพราะฉะนั้นต้องลดอำนาจดุลยพินิจแบบนี้ลง ให้มีความชัดเจนมากขึ้น มีความโปร่งใสมากยิ่งขึ้น เราอยากจะตั้งโรงงาน เราต้องรู้เลยนะว่าต้องใช้เงินเท่าไหร่ในการลงทะเบียนใบอนุญาตแต่ละใบ แล้วต้องไปขอที่ใครบ้าง แล้วก็รู้ด้วยว่าต้องมีเอกสาร 10 ชิ้นภายใน 30 วันต้องได้แน่นอน เพราะถ้าเกิดไม่รู้ว่าต้องรอเท่าไหร่ แล้วต้องใช้เอกสารกี่ชิ้น
แปลว่าอำนาจดุลยพินิจอยู่ที่เจ้าหน้าที่ก็เสร็จสิครับ เจ้าหน้าที่ก็จะอ้างเอกสารไม่ครบ คราวหน้ามาก็ยังไม่ครบ อันนี้ลืมลายเซ็นไปสามจุด มันไปได้เรื่อย ๆ สุดท้ายก็เลยมารู้ทีหลังว่าเพราะฉันไม่ได้จ่ายไง ถ้าฉันจ่ายปุ๊บ ทุกอย่างครบตั้งแต่วันแรกใช่ไหมครับ
Policy Watch: ขอตัวอย่างประเทศ ที่มีนโยบายแก้ปัญหาทุจริตด้วยการสร้างความโปร่งใส สร้างความรับผิดรับชอบ และลดดุลอำนาจผูกขาดดุลยพินิจ
ต่อภัสสร์: ตัวอย่างประเทศที่เราชอบพูดถึงบ่อย ๆ คือเกาหลีใต้ ที่มีนโยบาย “Regulatory Guillotine” หรือ “กิโยตินกฎหมาย” ก็คือตัดทอนกฎหมายที่ขาดประสิทธิภาพ ที่ล้าหลังออกไป ใบอนุญาตที่แต่เดิมต้องขอเป็นสิบ ๆ ใบ เหลือแค่ไม่กี่ใบ หรือแค่ใบเดียว ลดกระบวนการที่ล่าช้าและดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ ซึ่งเกาหลีใต้ทำได้เสร็จภายใน 1 ปี ซึ่งเพียงแค่นี้ก็สามารถเพิ่มการลงทุนจากต่างประเทศมหาศาล GDP กระโดดเลย กระโดดมากกว่า 1.5 % หรือ 1.6 %
สำหรับเรื่องการผูกขาด ขอยกตัวอย่างเรื่องจัดซื้อจัดจ้าง ถ้าไปหาข้อมูลโครงการขนาด 100 ล้านบาท มีบริษัทเข้าร่วมประมูล 3 บริษัท มี 2 บริษัทเสนอราคาเท่ากันเป๊ะ บริษัทที่ชนะประมูลเสนอต่ำกว่าเพียง 1,000 บาท
ซึ่งราคาในโครงการหลัก 100 ล้านบาท มันต่ำกว่า 0.001 % ประมาณนี้ ซึ่งมันก็น่าสงสัยใช่ไหมครับ ยิ่งไปมากกว่านั้น
ถ้าเราเอาข้อมูลจดทะเบียนธุรกิจการค้ามาดู จะพบว่าทั้ง 3 บริษัทนี้ มีกรรมการบริษัทชื่อเดียวกันหมดเลย จดทะเบียนที่เดียวกัน เป็นตึกแถวเล็ก ๆ มีเป็น 10 บริษัทเลยในตึกแถวนี้ ซึ่งถูกทำให้เป็นเรื่องปกติที่เห็นได้ในประเทศไทย แบบนี้เรียกว่าการผูกขาด เพราะต่อให้เหมือนจะมีแข่งขันกัน แต่มันไม่ได้แข่งขันกันจริง
เพราะฉะนั้นเรื่องนี้จะแก้ไขได้ก็ต้องเปิดให้มีการแข่งขันกันมากขึ้น ลดกำแพงการแข่งขันต่าง ๆ ลง ถ้าเป็นหน่วยงานสร้างถนน เป็นโครงการขนาดใหญ่ แต่มีผู้รับเหมาอยู่ 4-5 รายเท่านั้น มันก็จะแข่งกันอยู่ 4-5 รายมันก็เป็นการผูกขาดในระดับหนึ่ง
เราสามารถปลดล็อกตรงนี้ด้วยการปฏิรูปการจัดซื้อจัดจ้าง นำข้อมูลมาตรวจสอบด้วย ซึ่งจะนำไปสู่ส่วนที่ 3 ที่บอก คือการสร้างความรับผิดรับชอบ
Policy Watch: บางพรรคการเมืองบอกว่า ปราบทุจริตได้ต้องใช้สูตร “โกง = ประหาร” สูตรนี้ใช้ได้จริงหรือไม่
ต่อภัสสร์: บางคนบอกว่า รับผิดรับชอบก็ประหารคนโกงสิ ซึ่งถ้ากลับไปดูกฎหมายแล้วในวันนี้ บทลงโทษสูงสุดของเจ้าหน้าที่รัฐเรียกรับสินบนคือประหารชีวิตนะครับ เพราะฉะนั้นกฎหมายอะให้ประหารชีวิตอยู่แล้ว
แต่ยังไม่มีการบังคับใช้โดยผู้พิพากษา ยังไม่ได้ตัดสินประหารชีวิตใครจากกรณีการโกงขึ้นมา
ที่สำคัญการสร้างความรับผิดรับชอบ มันไม่ใช่แค่การลงโทษ เพราะการลงโทษอาจจะโทษสูงมาก แต่ถ้าไม่มีคนโดนจับได้ มันก็ไม่มีใครโดนลงโทษถูกไหมครับ เพราะมันต้องกลับไปสู่การตรวจสอบแล้วจะตรวจสอบได้อย่างไร มันไม่ใช่แค่เพิ่มอำนาจ เพิ่มเงิน เพิ่มจำนวนเอ่อเจ้าหน้าที่ให้กับ ป.ป.ช.หรือ ป.ป.ท. เท่านั้น
แต่มันต้องเพิ่มอำนาจให้กับประชาชนด้วย แล้ววิธีการที่เพิ่มอำนาจให้ประชาชนได้ดีที่สุดมันคือ การให้ข้อมูลกับประชาชน จำกรณีเสาไฟฟ้ากินรีได้ไหมครับ หรือโครงการลู่วิ่ง ซึ่งวันนี้มีข้อมูลมาใหม่ว่า มีบางจังหวัดซื้อแพงกว่า กรณีนี้เกิดจากข้อมูลมันถูกเปิดเผยออกมา ประชาชนสามารถไปติดตามข้อมูลได้ ทำให้รู้ได้ว่ามีแบบนี้เกิดขึ้น
ตามกฎหมายบอกแล้วว่าข้อมูลโครงการรัฐต้องเป็นข้อมูลสาธารณะ คือประชาชนต้องเห็นได้ แต่วันนี้เราไม่เห็นเพราะอะไร เพราะมันเข้าถึงยาก เราไม่รู้จะไปดูที่ไหน
ที่ผ่านมาองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันประเทศไทยเคยพัฒนาเครื่องมือที่ชื่อว่า ACT Ai แล้วไปดึงข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐจากกรมบัญชีกลาง ไปดึงข้อมูลจดทะเบียนธุรกิจการค้า ที่มีกรรมการบริษัทต่าง ๆ จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เอามาเชื่อมโยงกัน แค่ 2 ชุดข้อมูล ก็ทำให้เห็นการจัดซื้อจัดจ้างเสาไฟฟ้ากินรี เห็นลู่วิ่งแปดแสนแล้ว แค่ 2 ชุดข้อมูลเท่านั้น ซึ่งยังไม่สมบูรณ์ด้วยนะครับ เพราะยังมีอีกหลายข้อมูลที่ยังไม่ได้นำมาประกอบกัน ปัญหาอยู่ที่วันนี้ข้อมูลหน่วยงานภาครัฐต่าง ๆ มันไม่ได้เชื่อมระบบกัน
Policy Watch: แสดงว่า ชุดข้อมูลเปิดหรือ Open data เป็นพื้นฐานสำคัญของการขจัดคอร์รัปชัน
ต่อภัสสร์: มีงานวิจัยบอกแล้วว่า ชุดข้อมูลเปิด หรือ Open data เพื่อการต่อต้านคอรฺรัปชันควรจะเปิด 25 ชุดข้อมูลเป็นจุดเริ่มต้น เสมือนแผนที่ไม่ให้หลงทางอยู่ในในถ้ำมืด เช่น ข้อมูลนิติบุคคล ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์หน่วยงานเจ้าของข้อมูล ข้อมูลผู้ได้รับประโยชน์ ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เป็นเจ้าของข้อมูล ข้อมูลเจ้าหน้าที่รัฐ ที่สำนักเลขาธิการ คณะรัฐมนตรีเป็นเจ้าของข้อมูล อาจจะไม่ได้บอกเปิดครบทั้งหมดแล้ว คอร์รัปชันจะเหลือศูนย์ทันที แต่เรามีโอกาสจะออกจากเขาวงกตอันมืดมิดนี้ได้
ประชาชนควรจะได้รู้ว่าเงินภาษีของตัวเองไม่ว่าท่านจะจ่ายภาษีเป็นรายได้บุคคลธรรมดา นิติบุคคลหรือเป็นจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่มจากการซื้อสินค้าธรรมดาทั่วไป เงินที่ท่านจ่ายไปมันถูกเอาไปใช้ทำอะไร ไม่จำเป็นนะว่าท่านจะต้องไปไล่ติดตามทุกโครงการ แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ท่านสงสัยว่า ทำไมถนนหน้าบ้านฉันมันพัง
ท่านก็สามารถเข้าถึงข้อมูลชุดนี้ได้แล้ว ท่านควรจะรู้ว่าใครเป็นคนเอาเงินเท่าไหร่ ไปจ้างใครมาทำ ท่านไม่ต้องติดตามอยู่ตลอดเวลา แต่ถ้าท่านสงสัยเมื่อไหร่ ท่านต้องเห็นได้
Policy Watch: ทำไม ACT Ai ถึงพัฒนาไปถึงข้อมูลพวกนั้นไม่ได้
ต่อภัสสร์: ต้องฝากไปถามหน่วยงานต่าง ๆ เหล่านั้นต่อด้วย ว่าทำไมถึงไม่ให้ข้อมูลครับ อยากฝากถึงผู้ที่จะเป็นฝ่ายบริหาร เป็นรัฐบาล ผู้ที่จะมาใช้อำนาจรัฐด้วย
อย่าง พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ควรจะเปลี่ยนเป็นข้อมูลข่าวสารสาธารณะ เพื่อให้เกิด ”open data by default” เปิดข้อมูลทั้งหมดก่อน แล้วค่อยบอกว่าอันไหนที่เป็นข้อมูลความลับ ไม่ใช่มาบอกว่าให้เปิดอะไรได้บ้างอย่างที่เป็นอยู่ สำหรับข้อมูลส่วนบุคคลหรือความลับความมั่นคง มันต้องปิดอันนี้เห็นด้วย เข้าใจได้ แต่วันนี้เป็นการเลือกว่าจะเปิดอะไรบ้าง แล้วก็เปิดไม่ครบด้วยซ้ำ และไม่มีมีมาตรฐานในการจัดเก็บและเผยแพร่ คอมพิวเตอร์ไม่สามารถประมวลผลเนื้อหาได้ง่าย ทำให้การตรวจสอบคอร์รัปชันเป็นไปอย่างยากลำบาก ไม่รอบด้าน
เช่นบัญชีทรัพย์สินผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กฎหมายบอกให้เปิดเผย มีเขียนชัดเจน แปลว่าจะปิดก็ได้ แต่อย่างน้อยที่สุดควรจะเปิด 4 ปี แต่เมื่อไปถาม ป.ป.ช. ก็บอกว่าข้อมูลนี้เปิดนะ แต่เปิด 180 วัน หรือ 6 เดือน ทั้ง ๆ ที่เทอมการเมืองคือ 4 ปี
เมื่อถามเจ้าหน้าที่ว่าทำไมปิดข้อมูลชุดนี้ เจ้าหน้าที่บอกว่าไม่ได้ปิด เวลา 180 วัน คือเปิดบนออนไลน์แต่หลังจากนี้ ถ้าประชาชนอยากจะมาดูได้เลย เรียนเชิญที่สำนักงาน สนามบินน้ำ ซึ่งต้องเอาปากกา กระดาษไปนั่งจดครับ เพราะเขาห้ามถ่ายรูป
กรณีนี้ได้มีการเชิญ ป.ป.ช. มาให้เหตุผลที่คณะกรรมาธิการความมีส่วนร่วมและพัฒนาการเมือง ที่รัฐสภา ซึ่งทาง ป.ป.ช. ตอบอย่างชัดเจนว่า กฎหมายบอกให้เปิดเผย แต่กฎหมายไม่ได้บอกให้เผยแพร่
ทั้ง ๆ ที่ ชุดข้อมูลเปิดคือสิทธิ์ของประชาชน และคือความง่ายที่สุดเลยที่จะดึงประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาคอรัปชั่น ให้ประชาชนได้เห็นว่าหน่วยงานรัฐที่เอาเงินภาษีเขาไปใช้กับอะไร ใช้ทำอะไรแล้วมีความสุ่มเสี่ยงอย่างไรบ้าง
Policy Watch: สิ่งแรกที่รัฐบาลใหม่ต้องทำเพื่อแก้ปัญหาคอร์รัปชัน คืออะไร
ต่อภัสสร์: หนึ่งเลยคือ การเปิดเผยข้อมูลตามมาตรฐานสากล 25 ชุดข้อมูลก่อน ถ้าเปิดได้เดี๋ยวมันจะพามาสู่เครื่องมือต่าง ๆ อีกเป็นสิบเป็นร้อยเครื่องมือที่เราจะไปเอาสร้างความร่วมมือ
สองก็คือ กิโยตินกฎหมาย ตัดทอนกฎหมายที่ไม่มีประสิทธิภาพ ล้าหลังแล้วก็เป็นอุปสรรคต่อการแข่งขัน
สาม ให้โครงการต่างๆ ของหน่วยงานภาครัฐต้องเข้า โครงการข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact – IP) ซึ่งกำหนดให้โครงการรัฐที่ใช้งบประมาณตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้น เปิดเผยข้อมูล แล้วให้มีผู้สังเกตการณ์อิสระเข้าไปร่วมตรวจสอบด้วย และโครงการ CoST (Construction Sector Transparency Initiative) ซึ่งเป็นโครงการที่ให้โครงการก่อสร้างภาครัฐต้องเปิดเผยข้อมูลเพิ่มขึ้นสู่สาธารณชนในทุก ๆ ระยะที่ดำเนินการ มากกว่าข้อมูลตามที่กฎหมายกำหนด
ภาครัฐต้องขยายขนาดโครงการ ให้การสนับสนุนภาคประชาสังคมและภาควิชาการที่ทำเรื่องนี้อยู่แล้วมีส่วนร่วมมากขึ้น ผมว่าเพียง 3 ขั้นตอนเบื้องต้นก็จะพลิกโฉมประเทศไทยได้แล้ว
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
- อันดับ CPI ดัชนีการรับรู้ทุจริตไทย ยังตกต่อเนื่อง
- ยกเครื่องกลไกปราบทุจริตโครงการรัฐ
- 25 ชุดข้อมูลสำคัญ ขจัดคอร์รัปชันภาครัฐ




