การตรวจเลือกบังคับเกณฑ์ทหาร ประจําปี 2569 ระหว่าง 1-12 เม.ย. 69 มียอดความต้องการเข้ากองประจำการอยู่ที่ 84,380 นาย และเนื่องจากมีผู้สมัครทหารออนไลน์ ไปแล้ว 22,062 นาย การบังคับเกณฑ์ทหารจริงจึงมียอดอยู่ที่ 62,318 นาย
ยอดตัวเลขความต้องการทหารเกณฑ์ กว่า 80,000 นาย แบ่งออกเป็น
- กองทัพบก มีความต้องการ 42,926 นาย
- กองทัพเรือ 11,101 นาย
- กองทัพอากาศ 6,704 นาย
- สํานักงานปลัดกระทรวงกลาโหม 770 นาย
- กองทัพไทย 817 นาย
ยอดนี้เป็นไปตามปรกติที่ความต้องการทหารเกณฑ์ใหม่อยู่ที่ประมาณ 70,000 – 90,000 คนต่อปี และหากเป็นไปตามแผนการปฏิรูปกองทัพของกระทรวงกลาโหม ระบบการบังคับเกณฑ์ทหารจะถูกยกเลิกสำเร็จ 100 % ในปี 71
ยกเลิกบังคับเกณฑ์ทหารถือเป็นอีกรูปแบบหนึ่งในการปฏิรูปกองทัพของกระทรวงกลาโหม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความสามารถของกองทัพ และรัฐบาลที่จะสามารถทำตามนโยบายปฏิรูปกองทัพ – ยกเลิกเกณฑ์ทหารได้ตามที่รับปากไว้หรือไม่
ความคืบหน้าล่าสุดของการปฎิรูปกองทัพ
เมื่อวันที่ 23 มี.ค. 69 กองทัพบกได้ออกมาแถลงความพร้อมการตรวจเลือกทหารกองเกินเข้ารับราชการเป็นทหารกองประจำการ ประจำปี 69 ระหว่างวันที่ 1-12 เม.ย.นี้ ว่าได้สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดังนี้
- ตรวจเลือกทหารกองเกินให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ และปลอดภัย
- ให้โรงพยาบาลในสังกัดกองทัพบก 37 แห่ง วางระบบการดูแลสุขภาพทหารใหม่ทุกมิติทั้งร่างกายและจิตใจ พร้อมจัดตั้งวอร์รูม ทบ. และแพทย์ใหญ่กองทัพภาคให้คําปรึกษาในระหว่างการตรวจเลือก
- ประเมินความพร้อมสุขภาพจิตของครูฝึก โดยจัดอบรมให้ความรู้ด้านสุขภาพครูฝึกทั่วประเทศ
- จัดที่พัก-ห้องน้ำเพื่อให้เกิดความสบายใจและก็สอดคล้องกับเพศสภาพที่หลากหลาย
- กำหนดให้ทหารกองประจําการรับเงินเดือนและสิทธิประโยชน์ที่เป็นตัวเงิน 11,000 บาท และเปิดบัญชีใหม่ให้พลทหารทุกคนในกรณีที่ทหารเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับบัญชีม้า
- ให้ทุกหน่วยปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเด็ดขาด ห้ามเก็บสมุดเงินฝากและบัตรเอทีเอ็ม ห้ามจ่ายเงินสด ให้จ่ายเงินเข้าบัญชีฝากธนาคาร และห้ามนํารายการหนี้สินอื่นมาหักเงินเดือนของทหาร ให้หักเฉพาะหนี้สินของทางราชการ
- สั่งห้ามใช้ความรุนแรงเกินกว่าที่กองทัพบกกําหนดในทุกกรณี ห้ามมีการลงโทษที่เป็นอันตรายต่อชีวิตและร่างกายอย่างเด็ดขาด หากเกิดเหตุการณ์ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรวดเร็วและโปร่งใส หากมีการละเมิดจะลงโทษทางวินัยและอาญา และห้ามลงโทษหลังเวลา 18.00 น.
- เตรียมสิ่งที่ทหารใหม่จะได้รับ 22 รายการ ซึ่งทางกองทัพยืนยันว่า มีคุณภาพสูงและมีมาตรฐานเดียวกัน พร้อมตัดชุดสนาม แบบวัดขนาด เช่น เครื่องแบบตัดพอดีตัว กางเกงกีฬา ผ้าเช็ดตัว รองเท้า ถ้าปูที่นอน
สำหรับเงินเดือนทหารเกณฑ์นั้น เมื่อวันที่ 4 พ.ย. 68 กองทัพบกได้อธิบายข้อมูลเรื่องเงินเดือน เบี้ยเลี้ยง ค่าตอบแทน และระเบียบการหักค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ของทหารกองประจำการ ดังนี้
- เงินเดือน ทหารกองประจำการจะได้รับเงินเดือนตั้งแต่ 1,630 – 4,870 บาท ขึ้นอยู่กับระดับชั้นปีของทหารกองประจำการ
- เบี้ยเลี้ยง ได้รับวันละ 96 บาท โดยจะหักค่าอาหารวันละ 70 บาท เพื่อนำไปประกอบเลี้ยงเป็นส่วนรวมจำนวน 3 มื้อ คงเหลือวันละ 26 บาท
- เงินเพิ่มการครองชีพชั่วคราว ซึ่งเป็นเงินเพิ่มตามระเบียบของทางราชการ โดยรัฐบาลจะจ่ายเพิ่มเติมจากเงินเดือนและเบี้ยเลี้ยงปกติ จนครบ 11,000 บาท
- เบี้ยเลี้ยงในกรณีปฏิบัติราชการนอกที่ตั้งปกติ จากเดิมได้รับเบี้ยเลี้ยง 96 บาท จะได้รับเบี้ยเลี้ยงเพิ่มเป็น 120 บาทต่อวัน และหากไปปฏิบัติราชการเพื่อป้องกันและปราบปรามนอกที่ตั้ง หรือปฏิบัติราชการเพื่อความมั่นคงแห่งชาติ จะได้รับเบี้ยเลี้ยง 200 บาทต่อวัน
- ทหารกองประจำการที่ประจำการในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ จะได้รับเงิน 2,500 บาทต่อเดือน ตามหนังสือกระทรวงการคลังที่แจ้งการปฏิบัติเกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงินเดือนค่าตอบแทนพิเศษรายเดือน ให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้
สำหรับหลักเกณฑ์การหักเบี้ยเลี้ยง-เงินเดือนของทหารกองประจำการ กองทัพบกชี้แจงว่า ยึดข้อปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของกระทรวงกลาโหม ในกรณี ค่าประกอบเลี้ยง วันละ 70 บาท ค่าใช้จ่ายในการจัดหาของใช้ส่วนตัวในขั้นตอนแรกรับ เช่น มีดโกน กรรไกร ไฟฉาย ถุงเท้า ซึ่งเป็นสิ่งของที่ไม่สามารถเบิกจากงบประมาณได้ ส่วนค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่หักตามความสมัครใจของทหารกองประจำการ เช่น ค่าซักรีด ค่าร้านค้า (PX) ค่าจัดหาชุดฝึก หรือชุดกีฬาเพิ่มเติม
และทางกองทัพบกไม่อนุญาตให้หักค่าเครื่องช่วยฝึก ค่าเครื่องสนาม และค่าสาธารณูปโภคต่าง ๆ จากเงินเดือนของทหารกองประจำการโดยเด็ดขาด
อีกทั้งเมื่อมี พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ทางกระทรวงกลาโหมได้ออก คำสั่งกระทรวงกลาโหมที่ 1379/2567 เรื่อง มาตรการควบคุมและป้องกันลงทัณฑ์หรือลงโทษที่ไม่เป็นไปตามกฎหมายและแบบธรรมเนียมทหาร ในวันที่ 15 พ.ย. 67 กำหนดแนวทางการลงโทษ ไม่ให้มีการทำร้ายหรือทรมานร่างกาย โดยให้ออกกำลังกายแทน
ต่อมาในวันที่ 26 ธ.ค. 67 ทางกองทัพบกก็ได้ออก คำสั่ง ที่ 499/2567 เรื่อง มาตรการควบคุมและป้องกันการลงทัณฑ์หรือลงโทษที่ไม่เป็นไปตามกฎหมายและแบบธรรมเนียมทหาร ที่กำหนดรูปแบบการลงโทษอย่างชัดเจน ซึ่งเน้นการใช้พลังงาน สร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ 13 ท่า พร้อมทั้งหลักการอนุโลมลงโทษตามสุขภาพร่างกายและอายุของผู้ถูกลงโทษอย่างละเอียด อย่างไรก็ตามทหารเกณฑ์ยังคงเสียชีวิตในค่ายจากการธำรงวินัยอย่างต่อเนื่องเรื่อยมา
ทหารเกณฑ์เสียชีวิตในค่าย ยังคงเกิดขึ้นซ้ำซาก
ทหารเกณฑ์เสียในค่ายยังคงเกิดขึ้นซ้ำซาก มูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CrCF) ได้รวบรวมข่าวการเสียชีวิตของทหารเกณฑ์ในค่าย ในรอบ 10 ปี (พ.ศ. 2560 – 2569) ซึ่งพบว่ามีมากถึง 25 ราย เดือนที่มีทหารเกณฑ์เสียชีวิตมากที่สุดคือเดือนพฤศจิกายน (7 ราย) ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นของการเกณฑ์ทหารในผลัดที่ 2 ของปี โดยคาดการณ์ว่า น่าจะมีจำนวนทหารเกณฑ์เสียชีวิตมากกว่านี้ที่ไม่ได้เป็นข่าว
สาเหตุส่วนใหญ่มาจากอาการเจ็บป่วยที่ไม่ได้รับการรักษาอย่างทันการณ์และเหมาะสม รวมถึงการซ้อมทรมานโดยครูฝึกหรือพลทหารรุ่นพี่ ซึ่งหลายครั้งมักอ้างว่าเป็นการธำรงวินัย
ในตลอดระยะเวลา 1 ปี ตั้งแต่การเกณฑ์ทหาร 68 มาถึงปี 69 มีข่าวทหารเกณฑ์เสียชีวิตในค่ายอย่างน้อยที่สุด 4 ข่าวได้แก่
- วันที่24 ก.ค. 2568 ที่กองพันทหารอากาศโยธิน 1 ดอนเมือง กรุงเทพฯ ทหารเกณฑ์กองทัพอากาศเสียชีวิตหลังจากอยู่ในค่ายทหารเพียง 2 เดือน หลังจากถูกสั่งให้ฝึกทหารระหว่างป่วย จนหมดสติ น้ำลายฟูมปาก ตาค้าง และครูฝึกไม่ให้ไปรักษาที่หน่วยแพทย์ แต่ให้นอนแปลใต้อาคาร ทางกองทัพอากาศ ชี้แจงว่าเสียชีวิตจากฝีในสอง ไม่เกี่ยวกับการฝึก
- วันที่ 11 พ.ย. 68 ที่ค่ายพรหมโยธี จ.ปราจีนบุรี พลทหารเสียชีวิตปริศนา ด้วยอาการล้มลง ชักเกร็ง แล้วหมดสติ ในเรือนจำมณฑลทหารบกที่ 1
- วันที่11 พ.ย. 68 ที่ค่ายสฤษดิ์เสนา จ. พิษณุโลก ทหารเกณฑ์ผูกคอเสียชีวิตในห้องน้ำห้องขังกองรักษาการณ์ หลังเข้ารับการฝึกผลัด 2/2568 ได้เพียงไม่ถึง 10 วัน
- วันที่ 11 ม.ค. 69 ที่ค่ายสุรธรรมพิทักษ์ จ.นครราชสีมา พลทหารใหม่ถูกกลุ่มครูฝึกและรุ่นพี่รุมทำร้ายบริเวณพื้นที่ภายในหน่วยนที่เรียกว่า “ถ้ำเสือ” จนได้รับบาดเจ็บสาหัส ตับและม้ามแตกเสียชีวิตคาที่ 1 ราย และไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาลค่ายทหารอีก 1 ราย
ปฏิรูปกองทัพ-ยกเลิกบังคับเกณ์ทหาร นโยบายที่รัฐบาลหาเสียงไว้
หนึ่งในนโยบายหาเสียงของภูมิใจไทย พรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ที่เสนอต่อ สำนักงานคณะกรรมการเลือกตั้ง คือ นโยบายจ้างทหารอาสาจำนวน 100,000 คน โดยให้รายได้ 12,000 บาทต่อเดือน และสวัสดิการอีกประมาณ 6,900 บาทต่อคนต่อเดือน พร้อมฝึกอาชีพทหารอาสาและมีโอกาสศึกษาต่อ หรือสอบเลื่อนตำแหน่งเป็นนายสิบ และตำแหน่งที่สูงขึ้น โดยมีระยะเวลาประจำการ 4 ปี ซึ่งเป็นนโยบายปูทางนำไปสู่การยกเลิกบังคับเกณฑ์ทหาร เปลี่ยนไปเป็นทหารอาสา
อย่างไรก็ตาม ภูมิใจไทยไม่ได้มีรายละเอียดของนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม แม้แต่สวัสดิการที่กล่าวว่าจะเพิ่มขึ้น ก็ยังไม่ได้ระบุว่าคืออะไร รวมทั้งไม่ได้กล่าวถึงหลักประกันหรือมาตรการป้องกันไม่ให้ทหารเกณฑ์โดนหักเงินเดือน นอกเหนือจากที่กลาโหมกำหนด
อีกทั้งไม่มีการกล่าวถึงการป้องกันไม่ให้เกิดการซ้อมทรมานพลทหาร และการนำทหารเกณฑ์ที่ไปเป็น “ทหารบ้านนาย” หรือ “พลทหารรับใช้” ที่ถูกนำไปใช้งานในบ้านพักเป็นการส่วนตัวของผู้บังคับบัญชา ทำให้ไม่มีโอกาสเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกในค่ายที่กองทัพจัดหาไว้ให้
โดบประเด็นทั้งเรื่อง สวัสดิการ รายได้ที่ได้จริงของทหาร การตายของทหารเกณฑ์ในค่าย ไปจนถึงการนำทหารไปรับใช้เป็นการส่วนตัว ล้วนเป็นข้อวิพากษ์วิจารณ์การเกณฑ์ทหารมาโดยตลอด
ดังนั้น นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล มีกำหนดการแถลงนโยบายต่อที่ประชุมรัฐสภา ในวันที่ 9-10 เม.ย. จึงต้องจับตากันต่อไปว่า นโยบายยกเลิกบังคับเกณ์ทหารจะอยู่ในนโยบายที่นายกฯ จะแถลงไว้หรือไม่ และจะสามารถทำได้จริงตามที่เคยหาเสียงไว้หรือไม่
ทางด้าน พรรคเพื่อไทย ที่ได้เป็นพรรคร่วมหลักของรัฐบาลอนุทิน เคยหาเสียงชัดเจนเรื่องยกเลิกบังคับเกณฑ์ทหารมาตั้งแต่การเลือกตั้งปี 66 ว่าจะผลักดันระบบสมัครใจ 100% แม้ว่าหลังการเลือกตั้ง 66 พรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาล แต่ก็ไม่สามารถผลักดันให้สำเร็จตามหาเสียงไว้
หลังจัดตั้งรัฐบาลสมัย เศรษฐา ทวีสิน ก็ไม่ได้ลงนามรับรอง ร่าง พ.ร.บ. รับราชการทหาร เพื่อยกเลิกการบังคับเกณฑ์ทหาร ฉบับพรรคก้าวไกล ที่ถูกตีความว่าเป็นร่าง พ.ร.บ. เกี่ยวกับการเงิน ต้องรอให้นายกฯ เท่านั้นเป็นผู้ลงนามรับรอง ทำให้ร่างกฎหมายนี้ไม่สามารถพิจารณาในสภาได้
ซ้ำรัฐบาลพรรคเพื่อไทยเองก็ไม่มีร่างกฎหมายแก้ไข พ.ร.บ. รับราชการทหาร พ.ศ.2497 หรือร่าง พ.ร.บ. ยกเลิกบังคับเกณฑ์ทหาร เสนอรัฐสภาให้พิจารณาแม้แต่ฉบับเดียว
ต่อมาในการเลือกตั้ง 69 เพื่อไทยได้เสนอ นโยบายลดจำนวนนายพลเพื่อนำงบไปพัฒนาอาวุธ ด้วยการเปลี่ยนทหารเกณฑ์เป็นตามจำนวนที่เหมาะสมกับสถานการณ์ และนำงบประมาณที่เหลือไปเสริมสวัสดิการกำลังพล พร้อมเสนอโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด (Early Retirement Program) เพื่อนำงบประมาณไปพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์ให้ทันสมัยและลดจำนวนทหารชั้นนายพลที่ไม่จำเป็น
สำหรับฝ่ายค้าน พรรคประชาชน มีนโยบายยกเลิกการเกณฑ์ทหารแบบบังคับ เปลี่ยนเป็นระบบสมัครใจ 100% โดยจะใช้ประกาศกระทรวงกลาโหม เรื่อง การรับบุคคลเข้าทำหน้าที่ทหารเป็นการชั่วคราว (ทหารอาสา) พ.ศ.2565 ในการรับสมัคร “ทหารอาสา” มาแทนที่ พร้อมกับปรับปรุงระเบียบเพื่อให้พลทหารที่ผ่านการฝึก และปรับตัวกับภารกิจที่ได้รับมอบหมายได้แล้ว สามารถปฏิบัติงานแบบ “เช้าไป-เย็นกลับ” หรือมีวันหยุดที่มีความถี่มากขึ้นได้ทำให้พลทหารเสมือนอาชีพลูกจ้างชั่วคราว หรือลูกจ้างเหมาบริการของหน่วยงานราชการอื่น ๆ สามารถสร้างสมดุลในการดำเนินชีวิตและดูแลครอบครัวได้
นโยบายนี้เป็นไปตามข้อเสนอของคณะกรรมาธิการทหาร สภาผู้แทนราษฎร ตามรายงานการศึกษา “การรับทหารแบบสมัครใน 100 %” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการปฏิรูปกองทัพให้มีความแข็งแรง แก้ไขปัญหาการบังคับเกณฑ์ทหาร
พรรคประชาธิปัตย์ ก็เช่นกันที่เสนอนโยบายทหารอาสา อายุราชการ 4 ปี มีสวัสดิการเทียบเท่าทหารประจำการ พร้อมส่งเสริมการศึกษาเรียนฟรีถึงระดับอนุปริญญาขึ้นไป และโควตาพิเศษสอบเข้ารับราชการหรือพนักงานของรัฐในหน่วยงานต่างๆ หลังปลดประจำการ โดยให้กองทัพขอสัดส่วนตำแหน่งงานพิเศษ เช่น นายสิบทหาร นายสิบตำรวจ เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง เจ้าหน้าที่ป้องกันภัย เจ้าหน้าที่ทรัพยากรธรรมชาติ
สำหรับ พรรครวมไทยสร้างชาติ เน้นระบบทหารสมัครใจพร้อมเพิ่มสวัสดิการและค่าตอบแทน เช่น ทหารเกณฑ์รับรวม 15,000 บาทต่อเดือน และดูแลครอบครัวทหารที่เสียสละในการป้องกันประเทศ หากทหารออกรบ รับ 200,000 บาท เกณฑ์ทหารสมัครใจ รับ 30,000 บาท ทหารเกณฑ์ รับเงินเดือน เงินเพิ่มช่วยค่าครองชีพ รวม 15,000 บาท และเร่งด่วนดูแลครอบครัวทหารผู้สูญเสียจากการป้องกันประเทศ ลูกทหารที่เสียชีวิตจากการป้องกันประเทศไม่ต้องออกจากบ้านพัก และได้สิทธิรับราชการทหารก่อน
สมัครทหารมากขึ้นสะท้อนผลปฏิรูปกองทัพ?
จากการเปิดรับสมัครทหารออนไลน์ (ระหว่าง 1 ก.ย. 68 – 25 ม.ค. 69) มียอดรวมผู้สมัครทั้งหมด 32,742 คน คิดเป็น 108 % ของยอดที่เปิดรับ แบ่งเป็น
- สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม เปิดรับ 60 คน มีผู้สมัคร 129 คน คิดเป็น 215 %
- กองบัญชาการกองทัพไทย เปิดรับ 550 คน มีผู้สมัคร 370 คน คิดเป็น 67%
- กองทัพบกเปิดรับ 28,209 คน มีผู้สมัคร 29,891คน คิดเป็น 106%
- กองทัพเรือเปิดรับ 700 คน มีผู้สมัคร 1,271 คน คิดเป็น 181%
- กองทัพอากาศเปิดรับ 700 คน มีผู้สมัคร 1,081 คน คิดเป็น 154%
ซึ่งเป็นจำนวนที่มากกว่าความต้องการ และถือว่ามียอดผู้สมัครพุ่งสูงอย่างก้าวกระโดด เมื่อเทียบสถิติผู้สมัครใจเป็นทหาร ย้อนหลังดังนี้
- ปี 2564 ผู้สมัคร 38,135 คน คิดเป็น 36.1% ของยอดความต้องการ
- ปี 2565 ผู้สมัคร 38,583 คน คิดเป็น 45.2% ของยอดความต้องการ
- ปี 2566 ผู้สมัคร 40,599 คน คิดเป็น 41.3% ของยอดความต้องการ
- ปี 2567 ผู้สมัคร 42,260 คน คิดเป็น 47.8% ของยอดความต้องการ
- ปี 2568 ผู้สมัคร 46,623 คน คิดเป็น 52.83% ของยอดความต้องการ
ยอดผู้สมัครทหารที่เพิ่มขึ้น ส่งผลต่อจำนวนใบแดงที่ต้องจับน้อยลง ซึ่งมีแนวโน้มความเป็นไปได้ หากกองทัพปรับตัว สร้างแรงจูงใจให้คนสมัครทหาร การยกเลิกเกณฑ์ทหารจะมีความเป็นไปได้มากขึ้น แต่จะเท่ากับว่าจะมีการเกณฑ์ทหารหรือไม่ขึ้นอยู่กับจำนวนผู้สมัครในแต่ละปี และคนที่ถูกเกณฑ์ยังคงมีมากกว่าสมัครใจ
สำหรับการบังคับเกณฑ์ทหาร 69 ที่มีผู้สมัครที่เพิ่มขึ้นนั้น ทางกองทัพบกมองว่า เป็นเพราะเยาวชนชายไทยเชื่อมั่นในการเข้ารับราชการทหารกองประจำการมากขึ้น ในขณะที่ข่าวคราวการเสียชีวิตของทหารเกณฑ์ก็ยังมีปรากฏให้เห็นอย่างต่อเนื่อง นำมาสู่ข้อเรียกร้องที่ต้องการเห็นมาตรการลดความสูญเสียที่เป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพ
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
- รู้เรื่อง สิทธิ กม.คุ้มครอง การร้องทุกข์ ก่อนเกณฑ์ทหาร
- เปิดข้อเสนอ กมธ. ยกเลิกเกณฑ์ทหาร ปฏิรูปกองทัพ
- ยกเลิกเกณฑ์ทหาร บนเส้นทางที่ยาวไกล




