สำหรับการบังคับเกณฑ์ทหารในปี 69 ที่มีผู้สมัครที่เพิ่มขึ้นนั้น ทางกองทัพบกมองว่า เป็นเพราะเยาวชนชายไทยเชื่อมั่นในการเข้ารับราชการทหารกองประจำการมากขึ้น แต่อีกด้านหนึ่ง กลับยังมีเหตุการณ์ทหารกองประจำการที่เสียชีวิตในค่ายอย่างต่อเนื่องทุกปีซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ล่าสุดมีพลทหารที่ตายในค่ายถึง 2 นาย ไล่เลี่ยกัน คือ ค่ายสุรธรรมพิทักษ์ จ.นครราชสีมา เมื่อ 12 ม.ค. 69 พลทหารใหม่ถูกกลุ่มครูฝึกและรุ่นพี่รุมทำร้ายบริเวณพื้นที่ภายในหน่วยที่เรียกว่า “ถ้ำเสือ” จนได้รับบาดเจ็บสาหัส ตับและม้ามแตก เสียชีวิตคาที่ 1 ราย และไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาลค่ายทหารเพิ่มอีก 1 ราย
ทาง มูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CrCF) ได้สำรวจการเสียชีวิตของทหารเกณฑ์เฉพาะที่เป็นกระแสข่าวพบว่า ในรอบ 10 ปี (พ.ศ. 2560 – 2569) มีทหารเกณฑ์เสียชีวิตขณะเข้ารับการเกณฑ์ทหารมากถึง 25 ราย เดือนที่มีทหารเกณฑ์เสียชีวิตมากที่สุดคือเดือนพฤศจิกายน (7 ราย) ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นของการเกณฑ์ทหารในผลัดที่ 2 ของปี อีกทั้งยังคาดการณ์ว่า น่าจะมีจำนวนทหารเกณฑ์เสียชีวิตมากกว่านี้ แต่ไม่ปรากฏข้อมูลในสื่อ
ทั้งนี้สาเหตุส่วนใหญ่มาจากอาการเจ็บป่วยที่ไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมทันท่วงที รวมถึงการซ้อมทรมานโดยครูฝึกหรือพลทหารรุ่นพี่ ซึ่งหลายครั้งมักอ้างว่าเป็นการธำรงวินัย เนื่องจากทหารเกณฑ์ทำผิดวินัย
วินัยทหารและการธำรงวินัย ตามกฎหมาย
สำหรับวินัยทหาร การกระทำความผิดและการธำรงวินัยนั้น มีกฎหมายที่ใช้กับทหารเป็นการเฉพาะ และยึดถือปฏิบัติมายาวนาน เช่น ประมวลกฎหมายอาญาทหาร และ พ.ร.บ. ว่าด้วยวินัยทหาร พ.ศ. 2476
ประมวลกฎหมายอาญาทหาร นั้นมีบทบัญญัติต่าง ๆ โดยมุ่งการบังคับใช้กับทหารชั้นผู้น้อยภายใต้การบังคับบัญชา เช่น การไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา การประมาทหรือมิเอาใจใส่เป็นยามประจำหน้าที่ การหนีราชการ การแสดงความอาฆาต หรือหมิ่นประมาทผู้บังคับบัญชาหรือทหารผู้ใหญ่ ไปจนถึงรวมตัวกัน 5 คนขึ้นไปมั่วสุม ทำร้าย หรือขู่เข็ญทำร้ายกันเอง
กฎหมายนี้มีบทลงโทษตั้งแต่ปรับ จำคุกไปจนถึงประหารชีวิต ขึ้นอยู่กับสถานการณ์นั้น ๆ เช่น ละเมิดต่อหน้าราชศัตรู ในยามศึกสงคราม ในอำนาจกฎอัยการศึก หรือเวลาปรกติ
นอกจากนี้ทหารเกณฑ์ยังต้องยึดวินัยตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยวินัยทหาร พ.ศ. 2476 ที่มาตรา 5 บัญญัติว่า
“มาตรา ๕ วินัยเป็นหลักสําคัญที่สุดสําหรับทหาร เพราะฉะนั้นทหารทุกคนจักต้องรักษาโดยเคร่งครัดอยู่เสมอ ผู้ใดฝ่าฝืนท่านให้ถือว่าผู้นั้นกระทําผิด ตัวอย่างการกระทําผิดวินัยมีดั่งต่อไปนี้
(๑) ดื้อ ขัดขืน หลีกเลี่ยง หรือละเลยไม่ปฏิบัติตามคําสั่งผู้บังคับบัญชาเหนือตน
(๒) ไม่รักษาระเบียบการเคารพระหว่างผู้ใหญ่ผู้น้อย
(๓) ไม่รักษามรรยาทให้ถูกต้องตามแบบธรรมเนียมของทหาร
(๔) ก่อให้แตกความสามัคคีในคณะทหาร
(๕) เกียจคร้าน ละทิ้ง หรือเลินเล่อต่อหน้าที่ราชการ
(๖) กล่าวคําเท็จ
(๗) ใช้กิริยาวาจาไม่สมควร หรือประพฤติไม่สมควร
(๘) ไม่ตักเตือนสั่งสอน หรือลงทัณฑ์ผู้ใต้บังคับบัญชาที่กระทําผิด
(๙) เสพเครื่องดองของเมาจนถึงเสียกิริยา”
กฎหมายนี้กำหนดการลงโทษไว้ 5 สถานสำหรับผู้ทำผิดวินัย ได้แก่ ภาคทัณฑ์, ทัณฑกรรม(สั่งให้ทำหน้าที่สุขาภิบาล งานโยธา หรือทำงานเพิ่มจากหน้าที่ประจำ เช่น อยู่เวรยาม), กัก, ขัง และจำขังในความควบคุมของเรือนจำทหาร
อย่างไรก็ตาม การยกตัวอย่างในลักษณะกว้าง ๆ ของการกระทำความผิดวินัย ก็ทำให้การกระทำความผิดขึ้นอยู่กับดุลยพินิจการตีความ ซึ่งอาจสุ่มเสี่ยงต่อทหารชั้นผู้น้อยถูกทหารชั้นผู้ใหญ่กลั่นแกล้งได้
ดังเช่นในกรณีเสมียนงบประมาณ กรมสรรพาวุธทหารบก ยื่นเรื่องร้องเรียนกับผู้ตรวจการแผ่นดิน ในปี 2562 เรื่องทุจริตโครงการของกองทัพ ที่เบิกเบี้ยเลี้ยง เบิกค่าเดินทาง โดยที่ไม่ได้มีการเดินทางจริง ๆ หรือไม่ได้มีโครงการจริงตามเอกสาร ทำให้ผู้ยื่นร้องเรียนถูกตั้งคณะกรรมการสอบวินัยทหาร ฐานไม่เชื่อฟังผู้บังคับบัญชา และถูกลงโทษจำขังเป็นเวลา 7 วัน ตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยวินัยทหาร พ.ศ. 2476
การธำรงวินัยที่ไม่ “ซ้อมทรมาน”
ผลสืบเนื่องจาก พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 (พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ) มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 22 ก.พ. 66 ที่ทำให้กระทรวงกลาโหมได้ออก คำสั่งกระทรวงกลาโหมที่ 1379/2567 เรื่อง มาตรการควบคุมและป้องกันลงทัณฑ์หรือลงโทษที่ไม่เป็นไปตามกฎหมายและแบบธรรมเนียมทหาร ลงนามวันที่ 15 พ.ย. 67 กำหนดแนวทางในการลงโทษ ไม่ให้มีการทำร้ายหรือทรมานร่างกาย โดยกำหนดให้ออกกำลังกายแทน และห้ามไม่ให้คิดขึ้นใหม่ หรือใช้รูปแบบอื่นนอกเหนือจากที่กำหนด
การสั่งลงโทษที่ฝ่าฝืนมาตรการนี้ ที่มีลักษณะของการทรมาน การกระทำที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม ย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ให้ถือว่าเป็น “พฤติกรรมการฝ่าฝืนที่รุนแรง” จะต้องถูกดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญา และ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ
สำหรับผู้บังคับบัญชาที่ไม่ได้กำกับดูแลให้ปฏิบัติตามมาตรการ จะต้องถูกสอบสวนวินัย และหากผู้บังคับบัญชาไม่ดำเนินการสอบสวนและดำเนินคดีตามกฎหมาย ก็จะต้องมีความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ด้วยเช่นกัน
ต่อมา ทางด้านกองทัพบกก็ได้ออก คำสั่ง ที่ 499/2567 เรื่อง มาตรการควบคุมและป้องกันการลงทัณฑ์หรือลงโทษที่ไม่เป็นไปตามกฎหมายและแบบธรรมเนียมทหาร มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 26 ธ.ค. 67 ให้การลงทัณฑ์และลงโทษเป็นไปตามข้อกฎหมาย
พร้อมระบุรูปแบบการลงโทษอย่างชัดเจนรวม 13 ท่า เช่น ท่าการลงโทษ-ยกเข่าบิดลำตัวท่าการลงโทษ-ตั้งศอก ท่าการลงโทษ-กระโดดตบ ท่าการลงโทษ-ดันพื้น และวิ่ง ซึ่งเน้นการเคลื่อนไหวร่างกาย ใช้พลังงาน สร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ แต่ละท่าจะมีการอนุโลมตามสุขภาพร่างกาย ความเจ็บป่วย อายุ ข้อจำกัดทางร่างกาย ของผู้ถูกลงโทษโดยละเอียด
จากคำสั่งที่ 499/2567ในการควบคุมการปฏิบัติในการลงโทษ ยังได้กำหนดรายละเอียดที่ต้องปฏิบัติตามไว้เช่น
- ผู้สั่งลงโทษ ต้องเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรง ผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น ผู้ควบคุมการปฏิบัติงานหรือการฝึก ผู้ปฏิบัติหน้าที่เวร หรือผู้ที่ผู้บังคับบัญชามอบหมายเท่านั้น
- แต่ละท่าลงโทษได้เพียงครั้งเดียวต่อครั้ง หากลงโทษด้วยการวิ่ง ให้กำหนดเป็นการลงโทษสุดท้าย
- ลงโทษได้มากกว่า 1 ท่า เมื่อปฏิบัติแต่ละท่าจนครบแล้วต้องให้ผู้ถูกลงโทษพัก 3 – 5 นาที (ตามความเบา – หนัก) จึงเริ่มท่าถัดไป โดยระยะเวลาลงโทษสูงสุดรวมพักต้องไม่เกิน 30 นาที
- สถานที่ลงโทษต้องเปิดเผย หรือมีกล้องวงจรปิด ต้องไม่เป็นสถานที่ลับสายตา หรือเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย เช่น ภายในห้องน้ำ ด้านหลังอาคาร หรือสถานที่รกทึบ
- ผู้สั่งลงโทษต้องอยู่ในสถานที่นั้นตลอดเวลาที่ลงโทษ
- ห้ามมิให้สั่งลงโทษแก่ผู้ที่เจ็บป่วยเด็ดขาด และหากเห็นว่าผู้ถูกลงโทษไม่สามารถกระทำต่อไปได้ ให้หยุดการลงโทษทันที
- หากผู้บังคับบัญชาหรือกำลังพลพบเห็นการกระทำที่ผิดในการลงโทษหรือลงทัณฑ์ ให้รายงานด่วนต่อผู้บังคับบัญชาโดยตรง พร้อมแจ้งผู้เกี่ยวข้องเข้าระงับเหตุโดยด่วน หากละเลยให้ถือว่าผิดวินัย หรืออาจเข้าข่ายเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดอีกด้วย โดยหลังสถานการณ์คลี่คลายให้หน่วยที่เกิดเหตุได้รายงานตามลำดับชั้นจนถึง ผบ.ทบ.
- ผู้บังคับบัญชาต้องมีมาตรการคุ้มครองผู้ที่รายงานการกระทำผิดนั้นและพิจารณาให้ได้รับบำเหน็จความชอบ
- ผู้บังคับบัญชาโดยตรงของหน่วยเกิดเหตุ ให้ดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริง หากพบว่ามีการกระทำผิด ให้ดำเนินการทางวินัย พร้อมลงทัณฑ์ตามฐานความผิด และให้มีการดำเนินการตามมาตรการทางการปกครองควบคู่ไปด้วย เช่น การงดบำเหน็จ หรือการปรับย้าย
- หากมีการฝ่าฝืนมาตรการจนเกิดผลเสียหายอย่างรุนแรง ให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาดำเนินคดีความตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
- ให้มีการชี้แจงทำความเข้าใจต่อผู้เสียหาย และครอบครัว พร้อมทั้งให้การดูแล รักษาพยาบาล ทั้งสภาพร่างกายและจิตใจของผู้เสียหาย รวมทั้งพิจารณาจ่ายเงินชดเชย ค่าทำขวัญ และให้การช่วยเหลืออื่น ๆ
อีกราว 3 เดือนให้หลังคำสั่งกองทัพบก ในวันที่ 5 มี.ค. 68 กรมกำลังพลทหารบก ได้จัดนิทรรศการ “สร้างการรับรู้ด้านกำลังพล และมาตรการควบคุมและป้องกันการลงทัณฑ์หรือลงโทษ” เพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับมาตรการที่ป้องกันการลงทัณฑ์หรือลงโทษที่ไม่เป็นไปตามกฎหมายและแบบธรรมเนียมทหาร ให้กับผู้บังคับบัญชาและกำลังพลกองทัพบก
รวมทั้งจัดงานเสวนา “การลงโทษทางทหารภายใต้มาตรการด้านสิทธิมนุษยชน” ร่วมกับกรรมการสิทธิมนุษยชน กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และมีการบรรยายพิเศษในหัวข้อ “สุขภาพจิต และการสังเกตพฤติกรรมที่มีความเสี่ยง” โดย กรมแพทย์ทหารบก และ “จริยธรรมกระทรวงกลาโหม” โดย กรมยุทธศึกษาทหารบก
และเมื่อวันที่ 20 ก.พ. 69 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้ร่วมมือกองทัพบกและกองทัพเรือยกระดับมาตรฐานการฝึกทหารใหม่จัดทำแนวปฏิบัติ Do’s & Don’ts เพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชนและการทรมานในค่ายทหาร ให้สอดคล้องกับ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ และเป็นบรรทัดฐานกลางสำหรับการฝึกทหารทั่วประเทศ โดยมีสาระสำคัญดังนี้
สิ่งที่ควรทำ (Do’s) เพื่อยกระดับสิทธิมนุษยชน
- เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์: ปฏิบัติต่อทหารใหม่เท่าเทียมกันตามกฎหมาย
- สร้างพื้นที่ปลอดภัย: ฝึกตามหลักวิชาการ ปราศจากความรุนแรง และมีช่องทางร้องเรียนที่เป็นความลับ
- ลงทัณฑ์ตามระเบียบ: ต้องใช้ท่าลงโทษมาตรฐานที่กลาโหมกำหนดและมีการประเมินสภาพร่างกายทุกครั้ง
- ดูแลสภาพจิตใจ: อนุญาตให้ติดต่อญาติและมีระบบปรึกษาทางจิตวิทยา
ข้อห้ามเด็ดขาด (Don’ts) ที่ห้ามละเมิด
- ห้ามใช้ความรุนแรง: ห้ามตี เตะ ต่อย หรือบังคับให้เปลือย รวมถึงการใช้คำพูดลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์
- ห้ามใช้ระบบอาวุโสในทางมิชอบ: รุ่นพี่หรือผู้ช่วยครูฝึกไม่มีสิทธิลงโทษตามอำเภอใจ
- ห้ามใช้แรงงานส่วนตัว: ห้ามนำทหารใหม่ไปทำงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับการฝึกเพื่อประโยชน์ส่วนตัวของผู้บังคับบัญชา
นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 9 มี.ค. 69 ทางโฆษกกองทัพบก ได้เผยแพร่บทความ “มาตรการในการควบคุมการลงทัณฑ์หรือลงโทษกำลังพลของกองทัพบก” ลง เว็บไซต์กองทัพบก เพื่อย้ำถึง คำสั่งกองทัพบกที่ 499/2567 พร้อมระบุว่า
ผู้บังคับบัญชามีอำนาจที่จะลงทัณฑ์หรือลงโทษผู้ใต้บังคับบัญชาที่กระทำความผิดได้ เพื่อกำกับดูแลให้มีระเบียบวินัย ตามธรรมเนียมทหาร ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการปฏิบัติภารกิจทางทหาร ที่มักจะเกี่ยวพันกับความมั่นคงและผลประโยชน์ของชาติ ซึ่งการลงทัณฑ์หรือลงโทษต้องใช้อย่างมีจริยธรรมและเหมาะสม ภายใต้กรอบกฎหมาย หรือระเบียบคำสั่ง
อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่มีคำสั่งกระทรวงกลาโหมที่ 1379/2567 ยังคงมีทหารเสียชีวิตในค่ายจากการถูกธำรงวินัยและฝึกซ้อมถึง 3 นาย ซึ่งทาง พรพิมล มุกขุนทด ทนายความด้านสิทธิมนุษยชน มูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CrCF) องค์กรที่ช่วยเหลือเรื่องกฎหมายแก่เหยื่อและครอบครัวที่ถูกซ้อมทรมาน บังคับสูญหาย หรือเสียชีวิตในค่ายทหารกล่าวกับ PolicyWatch Thai PBS ว่า
คำสั่งของกลาโหมที่ออกมา เป็นการยกระดับระเบียบหรือมาตรการของทหารให้สอดคล้องกับ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ซึ่งต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ดี ที่กองทัพมีกลไกที่เป็นรูปธรรมมากขึ้นในการป้องกันปราบปรามการซ้อมทรมาน การระบุการลงโทษที่เป็นการออกกำลังกายแทน โดยคำนึงกายวิภาคศาสตร์และสรีรวิทยา และวิทยาศาสตร์การกีฬาด้วย ทำให้มาตรการมีความชัดเจนขึ้น
อย่างไรก็ตาม มูลนิธิยังคงได้รับเรื่องร้องเรียนการทรมานทหารเกณฑ์ที่ปรากฏร่องรอยบาดแผล และก็มีหลายเคสที่ไม่ปรากฏร่องรอยบาดแผลแต่เสียชีวิต หรือเป็นกระทำย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ซึ่งไม่เข้าข้อหาทรมานแน่ ๆ แต่เป็นการปฏิบัติ “การกระทำที่โหดร้าย” ซึ่งทางมูลนิธิก็ตั้งข้อสังเกตว่า เป็นการเลี่ยงบาลีการซ้อมทรมาน เช่นการไปลงโทษทรมานด้วยวิธีการอื่นอย่าง สั่งให้ไปแช่น้ำ แล้วก็ให้นอนในชุดที่เปียก ๆ อยู่
และจากคำสั่ง กห. ที่ 1379/2567 ข้อ 4.2.1 ระบุการดำเนินการต่อผู้เสียหายว่า
“แก้ไขปัญหาโดยเร็ว มิให้เรื่องลุกลามบานปลาย ที่จะส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของ กห. โดยให้ดำเนินการชี้แจงทำความเข้าใจต่อผู้เสียหาย ครอบครัว และสังคมในภาพรวม รวมทั้งรายงานความคืบหน้าการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง จนการดำเนินการแล้วเสร็จ”
และข้อ 4.2.4
“ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง และหน่วยงานที่มีหน้าที่รีบดำเนินการ ประชาสัมพันธ์ และปฏิบัติการจิตวิทยาเชิงรุก เพื่อป้องกันมิให้เกิดความเข้าใจผิดและเกิดความเสียหาย แก่ภาพลักษณ์ของ ทบ.”
พรพิมล มุกขุนทด กล่าวถึงปัญหานี้ด้วยว่า ถือว่าเป็นปัญหาใหญ่ เพราะกำหนดให้กองทัพรีบจัดการเรื่องภาพลักษณ์หรือใช้ปฏิบัติการทางจิตวิทยา หลังจากเกิดเหตุ ทำให้สิ่งที่กองทัพออกมาแถลงนั้น กลายเป็นว่าผู้ตายไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติดบ้าง ผู้ตายมีโรคประจำตัวคือจิตเภทบ้าง
มันเป็นการใส่ความผู้เสียชีวิตมากกว่าจะมาพูดถึงมาตรการในการป้องกันหรือแก้ปัญหาระยะยาว และไม่เคยกลับไปแสวงหาข้อเท็จจริงเลยว่าแล้วก่อนหน้านั้น มันเกิดอะไรขึ้น ก่อนหน้านั้นมันมีพฤติกรรมยังไงที่ทำให้ทหารเกณฑ์ต้องเสียชีวิต
สุดท้ายกระบวนการในการหาข้อเท็จจริงมันไม่มีประสิทธิภาพ เพราะใช้วิธีการปกป้องภาพลักษณ์องค์กรมากกว่าการยอมรับความจริง มันก็ยากที่จะแก้ปัญหาได้แบบยั่งยืน
นอกจากนี้ “การนำคนผิดมาลงโทษ” ที่ผ่านมา มักจะเห็นแค่การลงโทษทางวินัย หรือการสั่งย้าย แต่การดำเนินคดีอาญาจนถึงที่สุดกับผู้บังคับบัญชาที่ปล่อยปละละเลยยังมีน้อยมาก ถ้ากฎหมายใหม่นี้สามารถทำให้ผู้บังคับบัญชาต้องรับผิดชอบร่วมด้วยเมื่อมีการทรมานเกิดขึ้นในหน่วยของตนเอง จะถือว่าสร้างความเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงได้
สิทธิทหารเกณฑ์ และข้อจำกัดในการร้องทุกข์-ร้องเรียน
ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยวินัยทหาร พ.ศ. 2476 มาตรา 21 และ 22 ได้กำหนดสิทธิทหารผู้ใต้บังคับบัญชาร้องทุกข์ได้ในกรณีที่ผู้บังคับบัญชาใช้อํานาจในทางที่ผิดไม่ยุติธรรม ซึ่งขั้นตอนการร้องทุกข์กำหนดไว้อย่างละเอียดว่า
“มาตรา 23 ทหารจะร้องทุกข์ได้แต่สําหรับตนเองเท่านั้น ห้ามมิให้ร้องทุกข์แทนผู้อื่นเป็นอันขาด และห้ามมิให้ลงชื่อรวมกัน หรือเข้ามาร้องทุกข์พร้อมกันหลายคน และห้ามมิให้ประชุมกันเพื่อหารือเรื่อง จะร้องทุกข์
มาตรา 24 ห้ามมิให้ร้องทุกข์ในเวลาที่ตนกําลังเข้าแถว หรือในขณะที่กําลังทําหน้าที่ราชการอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น เวลาเป็นยาม เป็นเวร ดั่งนี้เป็นต้น และห้ามมิให้ร้องทุกข์ก่อนเวลาล่วงไปแล้ว 24 ชั่วโมง นับตั้งแต่ที่มีเหตุจะต้องร้องทุกข์เกิดขึ้น
มาตรา 25 ห้ามมิให้ร้องทุกข์ว่า ผู้บังคับบัญชาลงทัณฑ์แรงเกินไป ถ้าหากว่าผู้บังคับบัญชานั้น มิได้ลงทัณฑ์เกินอํานาจที่จะทําได้ตามความในหมวด 3 แห่งพระราชบัญญัตินี้”
ในขั้นตอนการร้องทุกข์นั้น ตามมาตรา 26 – 27 ได้กำหนดให้ร้องทุกข์ต่อผู้บังคับบัญชาโดยตรงของผู้นั้น ได้ทั้งด้วยวาจาหรือลายลักษณ์อักษร ผู้รับการร้องทุกข์ต้องจดข้อความสําคัญ และให้ผู้ร้องทุกข์ลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐาน เพื่อเสนอไปตามลําดับชั้นจนถึงผู้ที่จะสั่งการไต่สวน และแก้ความเดือดร้อน
ในกรณีร้องทุกข์เป็นจดหมายลายลักษณ์อักษร จะต้องลงลายมือชื่อของผู้ร้องทุกข์ ซึ่งใบร้องทุกข์ฉบับใดไม่มีลายมือชื่อผู้บังคับบัญชาไม่ต้องพิจารณา
และเมื่อร้องทุกข์ไปแล้วเกิน 15 วัน ยังไม่ได้รับคำชี้แจง และไม่ได้แก้ไขปัญหา ก็สามารถร้องทุกข์ใหม่ต่อ ผู้บังคับบัญชาชั้นที่สูงถัดขึ้นไปเป็นลําดับอีก และให้ชี้แจงด้วยว่าได้ร้องทุกข์ต่อผู้บังคับบัญชาชั้นใดมาแล้วแต่เมื่อใด ตามมาตรา 28
ในกรณีที่ผู้บังคับบัญชาได้ชี้แจงแล้ว แต่ยังไม่หมดข้อสงสัย ก็สามารถร้องทุกข์ต่อผู้บังคับบัญชาชั้นที่สูงถัดขึ้นไปอีก พร้อมต้องชี้แจงด้วยว่าได้ร้องทุกข์ต่อผู้ใด และได้รับคําชี้แจงอย่างไร ตามมาตรา 30 หากแต่การร้องทุกข์นั้นเป็นเท็จ หรือเป็นการร้องทุกข์ที่ผิดระเบียบ ผู้ร้องทุกข์จะต้องมีความผิดฐานกระทําผิดต่อวินัยทหารตามมาตรา 31
และสำหรับผู้บังคับบัญชา ตามมาตรา 29 ได้กำหนดไว้ว่า “ถ้าผู้บังคับบัญชาได้รับเรื่องร้องทุกข์เมื่อใด ต้องรีบไต่สวนและจัดการแก้ไข ความเดือดร้อน หรือชี้แจงให้ผู้ยื่นใบร้องทุกข์เข้าใจ จะเพิกเฉยเสียไม่ได้เป็นอันขาด ผู้ใดเพิกเฉยนับว่ากระทําผิด ต่อวินัยทหาร”
อย่างไรก็ตาม พรพิมล มุกขุนทด ได้ชี้ให้เห็นช่องโหว่ของกฎหมายว่า
“ตามความเป็นจริงแล้ว ต้องยอมรับว่า การร้องทุกข์ร้องเรียนในกรณีที่เกี่ยวกับทหารเป็นไปได้ยากมาก และอาจจะส่งผลกระทบต่อผู้ร้องเรียนเอง คือสมมติถ้าเราไปร้องเรียนผู้บังคับบัญชาเสร็จ สิ่งที่อาจจะต้องเจอกลับมา คืออาจถูกกลั่นแกล้ง ถูกลงโทษ ถูกทำให้ไม่ปลอดภัย”
เนื่องจากเคยมีผู้ออกมาร้องเรียนกับมูลนิธิฯ แต่พอกลับค่ายไปก็ต้องถูกลงโทษ ถูกซ้อม เหตุเอาข้อมูลภายในไปไขในที่แจ้ง และขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชา ซึ่งพรพิมลสรุปถึงต้นตอของปัญหาว่า
วัฒนธรรมอำนาจนิยมในค่ายทหารถือเป็นอุปสรรคสำคัญ การมีระบบที่สั่งการตามลำดับชั้น มีเรื่องของ “บุญคุณ” เรื่องของ “ความจงรักภักดีต่อหน่วยงาน” ดังนั้นพอเกิดเหตุขึ้น สิ่งแรกที่เค้าคิดไม่ใช่การเอาคนผิดมาลงโทษนะ แต่มันคือการทำยังไงไม่ให้หน่วยงานเสียชื่อเสียง หรือทำยังไงไม่ให้ผู้บังคับบัญชาเดือดร้อน มันก็เลยเกิดกระบวนการพยายามไกล่เกลี่ยกับญาติ หรือการพยายามบิดเบือนข้อเท็จจริง
อีกอันหนึ่งที่น่ากลัวคือ “การข่มขู่” อย่างในบางกรณีที่พยานเป็นเพื่อนพลทหารด้วยกัน เค้าไม่กล้าพูด เพราะเค้ายังต้องอยู่ในค่ายต่อ เค้ายังต้องอยู่ภายใต้อำนาจของผู้บังคับบัญชาคนเดิมที่อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์
ดังนั้นต่อให้เรามี พ.ร.บ. ที่ดี มีบทลงโทษที่หนัก แต่ถ้า “คน” ในระบบยังมีความคิดแบบเดิมว่า เรื่องอะไรที่เกิดขึ้นในค่าย ต้องจบในค่าย หรือว่าการลงโทษรุนแรงคือการฝึกวินัย กฎหมายมันก็แทบจะไร้ความหมายเลย”
ศาลทหาร ที่พึ่งในกระบวนการยุติธรรม ?
ตาม รัฐธรรมนูญ ปี 2560 มาตรา 199 และ พ.ร.บ. ธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498 นั้น ศาลทหาร มีหน้าที่พิจารณาคดีอาญากับผู้ที่อยู่ในอำนาจของศาลทหาร เช่น ทหาร นักเรียนทหาร หรือพลเรือนที่สังกัดทหาร ซึ่งถือได้ว่าเป็นสถาบันประกันความยุติธรรมให้กับทหารและผู้ที่กฎหมายทหารบังคับใช้
อย่างไรก็ตาม ศาลทหารก็เต็มไปด้วยเสียงวิพากษ์วิจารณ์และความกังขาถึงความโปร่งใส ยุติธรรม น่าเชื่อถือ เช่นกรณีศาลทหารสูงสุดพิพากษาคดีที่ ภคพงศ์ ตัญกาญจน์ นักเรียนเตรียมทหารเสียชีวิตในปี 2560 จากการธำรงวินัยและทำร้ายร่างกาย โดยผ่านมา 8 ปีศาลตัดสินในปี 2568 ให้จำเลย จำคุก 4 เดือน 16 วัน ปรับ 15,000 บาท และรอลงอาญา 2 ปี โดยศาลเห็นว่าจำเลยไม่เคยต้องโทษ และลงโทษจำเลยไปก็ไม่เป็นประโยชน์ จึงให้โอกาสปรับปรุงตัวเพื่อรับราชการ รับใช้ชาติต่อไป
และการตัดสินคดีนี้เป็นเพียง 1 ใน 5 คดีที่ครอบครัวของนักเรียนเตรียมทหาร ภคพงศ์ ตัญกาญจน์ ฟ้องร้อง อีก 4 คดีที่เหลือนั้น พนักงานสอบสวนและอัยการสั่งไม่ฟ้อง อ้างว่าไม่มีประจักษ์พยาน
เช่นเดียวกับคดีก่อนหน้านั้น คดี พลทหารวิเชียร เผือกสม ในปี 2554 ที่เสียชีวิตจากการถูกรุมซ้อมทรมานและธำรงวินัยในค่ายทหาร ซึ่งกระบวนการดำเนินคดีในชั้นศาลเป็นไปอย่างล่าช้า จนถูกตั้งข้อาสังเกตถึงความพยายามปกปิดข้อมูลช่วยเหลือผู้กระทำผิด จนในปี 2566 ศาลตัดสินให้ผู้บังคับบัญชาและผู้ที่อยู่ในที่เกิดเหตุจำคุก 4 ปี
สำหรับโครงสร้างศาลทหารนั้น ตามธรรมนูญศาลทหาร แบ่งออกเป็น 3 ชั้น ได้แก่
- ศาลทหารชั้นต้น มีศาลจังหวัดทหาร รับฟ้องคดีที่จำเลยมีชั้นยศเป็นนายทหารประทวน ศาลมณฑลทหาร รับฟ้องคดีที่จำเลยมีชั้นยศตั้งแต่ชั้นประทวนจนถึงชั้นยศสัญญาบัตรแต่ไม่เกินพันเอก มีทั้งหมด 35 แห่ง ศาลทหารกรุงเทพ รับฟ้องได้หมดทุกชั้นยศ ศาลประจำหน่วยทหาร และศาลทหารในเวลาไม่ปกติ
สำหรับศาลชั้นต้น มีคณะพิพากษาคือ ตุลาการ 3 นาย ประกอบไปด้วย นายทหารชั้นสัญญาบัตร 2 นาย ที่ไม่รู้กฎหมายก็ได้ ได้รับการแต่งตั้งจากผู้บังคับบัญชามา และพระธรรมนูญ 1 นาย ซึ่งเป็นผู้ที่มีความรู้กฎหมาย จบปริญญาตรีนิติศาสตร์
- ศาลทหารกลาง มีศาลเดียว ตั้งอยู่ในกรมพระธรรมนูญซึ่งตุลาการประกอบไปด้วย ทหารชั้นนายพล 1-2 นาย ชั้นนายพัน นายนาวา หรือนายนาวาอากาศขึ้นไป 1-2 นายที่ไม่รู้กฎหมายก็ได้ และตุลาการพระธรรมนูญ 2 นาย
- ศาลทหารสูงสุด มีศาลเดียว ตั้งอยู่ในกรมพระธรรมนูญ มีตุลาการ 5 นาย เป็นชั้นนายพล 2 นาย ที่ไม่รู้กฎหมายก็ได้ และตุลาการพระธรรมนูญ 3 นาย
ยศจำเลยมีผลต่อการแต่งตั้งองค์คณะตุลาการที่จะพิจารณาคดีด้วย โดยอย่างน้อยองค์คณะตุลาการต้องมียศเท่ากันหรือสูงกว่าจำเลย อย่างไรก็ตาม องค์คณะตุลาการล้วนแล้วแต่เป็นข้าราชการทหาร ที่มาจากการแต่งตั้งโดยผู้บังคับบัญชา ไม่ใช่การสอบแข่งขัน ตามระบบคุณธรรม (Merit System)
ทางด้าน ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เคยได้ตั้งข้อสังเกตถึงปัญหาของศาลทหารในปี 2562 ว่า ในต่างจังหวัด มีตุลาการศาลทหารราว 30 คนเศษ ใช้ระบบเวียนไปตามศาลต่าง ๆ ในแต่ละช่วงเดือน และศาลมณฑลทหารบกที่เปิดทำการมีทั้งหมด 29 ศาล แต่ละศาลมีอัยการทหารประจำอยู่เฉลี่ยศาลละ 1 นาย และมีเจ้าหน้าที่ธุรการศาล 2-3 นาย ซึ่งเจ้าหน้าที่ศาลเองยังต้องทำหน้าที่เป็นหน้าบัลลังก์ในระหว่างการพิจารณาด้วย ด้วยจำนวนบุคลากรในศาลทหารไม่เพียงพอต่อการรองรับคดี ส่งผลให้กระบวนการพิจารณาคดีเป็นไปอย่างล่าช้า
ขณะเดียวกัน ศาลทหารยังใช้ระบบจดคำเบิกความด้วยมือ หรือการบอกเจ้าหน้าที่หน้าบัลลังก์พิมพ์ตาม ไม่ได้มีการใช้เครื่องมือบันทึกเสียงคำเบิกความเหมือนกับศาลพลเรือน ทำให้กระบวนการพิจารณาคดีเป็นไปอย่างล่าช้า ไม่ต่อเนื่อง เนื่องจากต้องหยุดรอให้ศาลจดกระบวนพิจารณาก่อนเป็นระยะ
และเหตุเพราะศาลทหารมีอำนาจโดยเฉพาะคดีอาญาเท่านั้น ไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่ง หากโจทก์จะร้องขอให้ยึดทรัพย์จำเลย หรือเรียกร้องค่าเสียหาย ก็ต้องส่งคดีไปยังศาลพลเรือนอีกครั้ง ซึ่งหมายถึงระยะเวลาในการกระบวนการยุติธรรมที่ถูกยืดให้ยาวนานขึ้น
มากไปกว่านั้น การที่ศาลทหารสังกัดกรมพระธรรมนูญ สำนักปลัดกระทรวงกลาโหม ทำให้องค์คณะตุลาการของศาลทหารไม่ได้มีอิสระจากฝ่ายบริหาร ทั้งองค์กรบริหารงานบุคคลและงบประมาณ ขัดกับตามหลักการแบ่งแยกและถ่วงดุลอำนาจ ไม่นำไปสู่ความโปร่งใส สุ่มเสี่ยงต่อการเปิดช่องให้ระบบอุปถัมภ์ช่วยเหลือพวกพ้องและการตรวจสอบกันเองภายในสายบังคับบัญชา
สำหรับญาติทหารเกณฑ์ผู้เสียหายที่ต่อสู้ในชั้นศาล พรพิมล มุกขุนทด ได้พูดถึงเคสที่มูลนิธิผสานวัฒนธรรมเข้าไปมีส่วนช่วยเหลือว่า
“เมื่อญาติผู้เสียหายหรือเสียชีวิตเข้าสู่กระบวนการในศาลทหารแล้ว เค้าก็ท้อตั้งแต่วันที่รู้ว่าต้องขึ้นศาลทหารแล้วยิ่งขึ้นศาลทหาร เห็นตุลาการเป็นทหาร อัยการก็เป็นทหาร คนที่มาเบิกความต่อหน้าศาลก็เป็นทหาร มันเป็นกระบวนการที่คนนอกแทบจะเข้าไปตรวจสอบความโปร่งใสไม่ได้เลย
ญาติรู้สึกกังวลว่า จะได้รับความยุติธรรมจริง ๆ เหรอ หลายเคสก็เลยเลือกที่จะรับเงินเยียวยาแล้วจบเรื่องไป เพราะไม่อยากสู้กับระบบที่เค้ามองไม่เห็นทางชนะ
และปรกติ ถ้าผู้เสียหายไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาก็อุทธรณ์คำสั่งไม่ได้ด้วย และยิ่งถ้าอยู่ในพื้นที่ความมั่นคง ก็จะมีแต่ศาลทหารชั้นต้นก็จะมีชั้นเดียว”
พรพิมล จึงเสนอการปฏิรูปกองทัพด้านระบบยุติธรรมและการร้องทุกข์ของทหารเกณฑ์ดังนี้
- การจัดตั้งกลไกการร้องเรียนที่เป็นอิสระ ควรมีการจัดตั้งหน่วยงานหรือช่องทางการรับเรื่องร้องเรียนสำหรับทหารชั้นผู้น้อย ที่ไม่ขึ้นตรงกับสายบังคับบัญชาตามปกติ เพื่อให้พลทหารสามารถส่งข้อมูลการถูกละเมิดออกมาภายนอกได้อย่างปลอดภัย โดยปราศจากการแทรกแซงหรือการกลั่นแกล้งจากผู้บังคับบัญชาในหน่วย
- การเปิดพื้นที่ให้ตรวจสอบจากภายนอกโดยทันที กองทัพควรปรับนโยบายให้หน่วยงานภายนอกเข้าตรวจสอบ แทนการตรวจสอบ-สืบสวนกันเอง เช่น พนักงานอัยการ หรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง สามารถเข้าตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุหรือเข้าพบผู้ถูกควบคุมตัวในค่ายได้ทันทีเมื่อมีเหตุอันควรสงสัย โดยไม่ต้องรอการอนุญาตตามลำดับชั้นซึ่งมักใช้เวลานานจนหลักฐานอาจถูกทำลาย
- การปฏิรูประบบความคุ้มครองพยานในระบบปิด พัฒนาระบบคุ้มครองพยานที่เป็นพลทหารให้มีประสิทธิภาพจริงจัง และให้พยานรู้สึกปลอดภัยจริง ๆ เช่น การสั่งย้ายหน่วยสังกัดทันทีเมื่อมีการแจ้งความดำเนินคดี และให้หน่วยงานภายนอกเป็นผู้ดูแลความปลอดภัยแทนทหารด้วยกันเอง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้พยานกล้าให้ข้อมูลข้อเท็จจริง
- นโยบายความโปร่งใสผ่านเทคโนโลยี เร่งรัดการติดตั้งกล้องวงจรปิดให้ครอบคลุมพื้นที่ฝึกและพื้นที่ควบคุมตัวในค่ายทหาร พร้อมระบบจัดเก็บข้อมูลที่หน่วยงานภายนอกสามารถเข้าตรวจสอบย้อนหลังได้
- การปรับเปลี่ยนทัศนคติเชิงมานุษยวิทยา บรรจุหลักสูตรด้านสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เข้าเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกอบรมครูฝึกและผู้บังคับบัญชาทุกระดับ เพื่อเปลี่ยนนิยามของการสร้างวินัยจากการใช้ความรุนแรง เป็นการสร้างวินัยตามมาตรฐานสากลที่เคารพในสิทธิมนุษยชน และปรับทัศนคติให้มองว่าพลทหารก็คือ “มนุษย์” ที่มีสิทธิและศักดิ์ศรีเท่าเทียมกับครูฝึกและผู้บังคับบัญชา
พรพิมล ย้ำว่า อยากให้ทุกคนเลิกมองว่าการใช้ความรุนแรงในค่ายทหารเป็นเรื่องปกติ พลทหารคือลูกหลานของเรา พวกเขาเข้าไปตามหน้าที่ ไปรับใช้ชาติ ไม่ใช่เข้าไปเพื่อถูกละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สังคมต้องช่วยกันจับตาและสนับสนุนให้มีการตรวจสอบกองทัพให้โปร่งใส
และกองทัพต้องเลิกอ้างเรื่อง “ความลับทางราชการ” หรือ “วินัยทหาร” มาปิดกั้นการเข้าถึงข้อเท็จจริง เมื่อมีคนตายในค่าย มันไม่ใช่เรื่องภายในของกองทัพอีกต่อไป แต่มันคือเรื่องของกระบวนการยุติธรรมทางอาญา และ การละเมิด พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
- ถอดบทเรียน พ.ร.บ.ซ้อมทรมาน-อุ้มหาย 3 ปี ยังมีช่องโหว่
- เปิดข้อเสนอ กมธ. ยกเลิกเกณฑ์ทหาร ปฏิรูปกองทัพ
- ยกเลิกเกณฑ์ทหาร บนเส้นทางที่ยาวไกล




