ความเคลื่อนไหวล่าสุด
9 ม.ค. 69 กกต. จัดพิมพ์บัตรจำนวน 3 ประเภท ได้แก่ บัตรเลือกตั้ง สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง บัตรเลือกตั้ง สส. แบบบัญชีรายชื่อ และบัตรออกเสียงประชามติ ประเภทละ 56,100,000 บัตร โดยคำนวณจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งและผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ ประมาณ 53,400,000 คน บวกจำนวนสำรองประมาณร้อยละ 5 ของจำนวนผู้มีสิทธิฯ จำนวน 3 รอบ ดังนี้
- การลงคะแนนนอกราชอาณาจักร
- การลงคะแนนก่อนวันเลือกตั้ง สส. (ล่วงหน้า)
- การลงคะแนนวันเลือกตั้ง สส./วันออกเสียงประชามติ
7 ม.ค. 69 กกต. ประกาศรายชื่อพรรคการเมืองที่ยื่นบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส.ปาร์ตี้ลิสต์ และรายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ที่พรรคการเมืองจะเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาแต่งตั้ง ดังนี้
- ประกาศรายชื่อพรรคการเมืองที่ยื่นบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ (สส. 4/23)
- ประกาศรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ (สส. 4/24)
- ประกาศการแจ้งรายชื่อบุคคลที่พรรคการเมืองจะเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี (สส. 4/31)
6 ม.ค. 69 ข่าวประชาสัมพันธ์ กกต. เผยแพร่ตัวเลขผู้ลงทะเบียน ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าและนอกเขตนอกราชอาณาจักร ตั้งแต่ 20 ธ.ค. 68 – 5 ม.ค. 69 จำนวน 2,410,425 คน และผู้ใช้สิทธิออกเสียงประชามตินอกเขตและนอกอาณาจักร ตั้งแต่ 3-5 ม.ค.69 จำนวน 1,598,056 คน
30 ธ.ค. 69 ครม.เห็นชอบตามที่ กกต. เสนอแนวทางปฏิบัติในการเลือกตั้ง-ประชามติ โดยขอให้หน่วยงานของรัฐให้ความร่วมมือและสนับสนุนการดำเนินงานของ กกต. 6 ประเด็น ดังนี้
- ให้บุคลากรของรัฐทุกระดับปฏิบัติหน้าที่วางตัวเป็นกลางอย่างเคร่งครัด
- สนับสนุนสถานที่ราชการเพื่อใช้เป็นหน่วยออกเสียงเลือกตั้ง-ประชามติ ให้เพียงพอและเหมาะสม
- ขอความร่วมมือกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ตรวจสอบหน่วยเลือกตั้งทุกแห่งให้มีความพร้อมรองรับคนพิการหรือทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุ
- ให้หน่วยงานสนับสนุนการจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอต่อการดำเนินการต่าง ๆ ให้เพียงพอและมีประสิทธิภาพ
- กรณีสถานการณ์ความไม่สงบในบริเวณพื้นที่ชายแดนไทย – กัมพูชา ให้หน่วยงานรัฐ จัดยานพาหนะไป-กลับ และอำนวยความสะดวกให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
- ประชาสัมพันธ์การลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งก่อนวันเลือกตั้ง
29 ธ.ค. 68 ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ พ.ร.บ. ยกเลิกประกาศและคำสั่ง คสช. และ คำสั่งหัวหน้า คสช. 48 ฉบับ ทันทีในวันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา และยกเลิกอย่างมีเงื่อนไขอีก 7 ฉบับ
25 ธ.ค. 68 กกต. วางแนวทางจัดการเลือกตั้งและประชามติพื้นที่ชายแดนไทย- กัมพูชา 7 จังหวัด รองรับสถานการณ์ไม่สงบ อำนวยความสะดวกผู้มีสิทธิเลือกตั้งในศูนย์อพยพ และปรับเปลี่ยนหน่วยเลือกตั้งในพื้นที่ไม่ปลอดภัย
23 ธ.ค. 68 ครม. มีมติอนุมัติในหลักการให้สำนักงาน กกต. ตั้งดำเนินการขอรับการสนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 8,978,267,690 บาท ประกอบด้วย
1. ค่าใช้จ่ายที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งดำเนินการเอง จำนวน 7,276,423,790 บาท
2. ค่าใช้จ่ายของหน่วยงานสนับสนุนที่ร่วมดำเนินการ จำนวน 1,701,843,900 บาท
22 ธ.ค. 68 ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ระเบียบ กกต. ว่าด้วยการออกเสียงประชามติในวันเดียวกับวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่
20 ธ.ค. 68 กกต. เผยแพร่ ระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการออกเสียงประชามติที่กำหนดวันออกเสียงประชามติในวันเดียวกับวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่เป็นการเลือกตั้งทั่วไป ระบุว่า การออกเสียงประชามติ หากอยู่ในช่วงเวลาใกล้เคียงกันกับการเลือกตั้ง สส. ให้กำหนดเป็นวันเดียวกันได้
16 ธ.ค. 68 ครม. เห็นชอบคำถามประชามติเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ตามที่รัฐสภาเสนอ พร้อมเสนอคำถามเพิ่มเติม และจะส่งความเห็นของครม.ไปยัง กกต. เพื่อหรือว่าทำประชามติพร้อมเลือกตั้งได้หรือไม่
ทั้งนี้ ครม.ไม่เสนอการทำประชามติยกเลิก MOU 43/44 เพราะกฤษฎีกามีความเห็นว่า เป็นการทำประชามติที่มีผลผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่
16 ธ.ค. 68 กกต. ประกาศ หลักเกณฑ์และวิธีการตรวจสอบนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณา พ.ศ 2568 หรือที่เรียกว่า “นโยบายประชานิยม” หากนโยบายใดที่ต้องใช้เงิน ต้องระบุถึงวงเงินที่จะใช้ ที่มาของเงินที่จะใช้ในการดำเนินการ ความคุ้มค่าและประโยชน์ในการดำเนินนโยบาย ผลกระทบและความเสี่ยงในการดำเนินนโยบาย พร้อมกันนี้ยังกำหนดเวลาให้พรรคการเมืองต้องรายงานนโยบายดังกล่าวต่อ กกต.ก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 20 วัน
15 ธ.ค. 68 ราชกิจจานุเบกษา ประกาศ กกต. กำหนดวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรดังนี้
- วันอาทิตย์ที่ 8 ก.พ. 69 เป็นวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
- วันอาทิตย์ที่ 1 ก.พ. 69 เป็นวันลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าในเขตเลือกตั้ง/นอกเขตเลือกตั้ง และสำหรับคนพิการหรือทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุ
วันรับสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง แบบบัญชีรายชื่อ และพรรคการเมืองแจ้งรายชื่อบุคคลที่จะแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ดังนี้
- 27-31 ธ.ค. 68 เป็นวันรับสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ณ สถานที่ที่ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งประกาศกำหนด
- 28-31 ธ.ค. 68 เป็นวันรับสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ (เฉพาะพรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัคร ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้งแล้วเท่านั้น) และพรรคการเมืองแจ้งรายชื่อบุคคลที่จะแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี
และกำหนดระยะเวลาลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า วันที่ 20 ธ.ค. 68 – 5 ม.ค. 69 ผ่าน 3 ช่องทาง ยื่นด้วยตนเองต่อนายทะเบียนอำเภอ/ท้องถิ่นหรือสถานทูต ในวันเวลาราชการ – ไปรษณีย์ และยื่นออนไลน์ตลอด 24 ชม. เฉพาะผู้ลงคะแนนนอกเขตและนอกประเทศ
12 ธ.ค. 68 ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ พระราชกฤษฎีกายุบสภา ให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่ ไม่น้อยกว่า 45 วันแต่ไม่เกิน 60 วัน
11 ธ.ค. 68 อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กราบบังคมทูลฯ เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้มีการเลือกตั้ง สส. ใหม่เป็นการทั่วไป
9 ธ.ค. 68 ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศแต่งตั้งประธานกรรมการการเลือกตั้ง และ กรรมการการเลือกตั้งคนใหม่ ได้แก่
1. ณรงค์ กลั่นวารินทร์ เป็นประธานกรรมการการเลือกตั้ง
2. อนันต์ สุวรรณรัตน์ เป็นกรรมการการเลือกตั้ง
3. ณรงค์ รักร้อย เป็นกรรมการการเลือกตั้ง
2 ธ.ค. 68 ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งและเขตเลือกตั้งของแต่ละจังหวัดจะพึงมี โดยระบุว่า ด้วยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ได้บัญญัติให้มีการกำหนดจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ที่แต่ละจังหวัดจะพึงมีและจำนวนเขตเลือกตั้ง รวม 400 เขตทั่วประเทศ
19 พ.ย. 68 นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ยืนยัน นโยบายการขยายอายุเกษียณราชการว่า ขณะนี้ให้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) หารือกับกรมบัญชีกลาง และสำนักงบประมาณ เพื่อเสนอขยายอายุเกษียณ จาก 60 ปี เป็น 65 ปี เพราะหากไม่ดำเนินการอีก 10 ปี จากนี้ข้าราชการน้อยลง และเมื่อรัฐบาลขยับอายุเกษียณเป็น 65 ปี ภาคเอกชนก็จะขยับตาม จึงทำให้เศรษฐกิจเป็นไปตามระบบ
18 พ.ย. 68 กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติโหวต 4 ต่อ 3 เลือก ณรงค์ กลั่นวารินทร์ อดีตตุลาการ นั่งเป็นประธาน กกต.คนใหม่ แทน อิทธิพร บุญประคอง ที่พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากครบวาระ
จากนั้น สำนักงาน กกต. จะเสนอผลการคัดเลือกต่อประธานวุฒิสภา ให้นำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อให้ทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นประธาน กกต. พร้อมกับแต่งตั้ง อนันต์ สุวรรณรัตน์ และ ณรงค์ รักร้อย เป็น กกต.
7 พ.ย. 68 อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวว่าจะปฏิบัติตามข้อตกลงกับพรรคประชาชน ทุกประการ ตามที่ได้แถลงต่อรัฐสภาไว้แล้วโดยจะยุบสภา ภายใน 120 วัน ซึ่งจะครบกำหนดวันที่ 31 ม.ค. 69
20 ต.ค. 68 วุฒิสภามีมติเห็นชอบบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จำนวน 2 ราย ประกอบด้วย
- อนันต์ สุวรรณรัตน์ อดีตปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับคะแนนเห็นด้วย 137 เสียง ไม่เห็นด้วย 1 เสียง จำนวนผู้ลงมติ 167 คน งดออกเสียง 29 คน
- ณรงค์ รักร้อย อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร ได้รับคะแนนเห็นด้วย 135 เสียง ไม่เห็นด้วยไม่มี งดออกเสียง 32 คน ไม่ลงคะแนนเสียง 1 คน จำนวนผู้ลงมติ 168 คน
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 กำหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชนเหมือนกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่มีข้อแตกต่างกับรัฐธรรมนูญฉบับก่อน ๆ ในเรื่องของจำนวนสว. ที่มา และการสังกัดพรรคการเมือง
ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 กําหนดวุฒิสภามี 2 ช่วง คือ
ช่วงที่ 1 เป็นไปตามบทเฉพาะกาลที่กําหนดให้วุฒิสภามีจํานวน 250 คน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ถวายคําแนะนํา โดยมาจากการดําเนินการจัดให้มีการเลือกสมาชิกวุฒิสภาของคณะกรรมการการเลือกตั้งจํานวน 50 คน และมาจากการคัดเลือกของคณะกรรมการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาจํานวน 194 คน รวมกับผู้ดํารงตําแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการ ทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ และผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ โดยดำรงตำแหน่ง 5 ปี
ช่วงที่ 2 หลังจากพ้นระยะเวลา 5 ปีนับแต่วันที่มีพระบรมราชโองการแต่งตั้งวุฒิสมาชิกในช่วงแรก กำหนดให้มีการเลือกตั้งวุฒิสมาชิก 200 คน
แต่แทนที่จะมีการเลือกตั้งจากประชาชนโดยตรง เปลี่ยนเป็นมาจากการเลือกกันเองของบุคคล ซึ่งมีความรู้ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์อาชีพ โดยแบ่งกลุ่มเป็นกลุ่มอาชีพ และขั้นตอนการเลือกตั้งมีหลายระดับ จากระดับอำเภอ สู่ระดับจังหวัดและระดับประเทศ ซึ่งจะได้สว. จำนวน 200 คน
คุณสมบัติผู้สมัคร
ผู้ที่สนใจและประสงค์จะสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เตรียมความพร้อมตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามในการสมัคร โดยผู้สมัครต้องมีคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้
(1) มีสัญชาติไทยโดยการเกิด
(2) มีอายุไม่ต่ำกว่า 40 ปีในวันสมัครรับเลือก
(3) มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ หรือทำงานในด้านที่สมัครไม่น้อยกว่า 10 ปี (ไม่ใช้บังคับแก่สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการหรือทุพพลภาพ กลุ่มชาติพันธุ์ และกลุ่มอัตลักษณ์อื่น ซึ่งสมัครในกลุ่มตามมาตรา 11 (14) และ (15))
(4) ผู้สมัครต้องมีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ด้วย
- เป็นบุคคลซึ่งเกิดในอำเภอที่สมัครรับเลือก
- มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในอำเภอที่สมัครรับเลือกมาแล้วเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 2 ปี นับถึงวันสมัครรับเลือก
- ทำงานอยู่ในอำเภอที่สมัครรับเลือกมาแล้วเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 2 ปี นับถึงวันสมัครรับเลือก
- เคยทำงานหรือเคยมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านอยู่ในอำเภอที่สมัครรับเลือก แล้วแต่กรณีเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 2 ปี
- เคยศึกษาในสถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในอำเภอที่สมัครรับเลือกเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 2 ปีการศึกษา
ผู้สมัครจะต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561
หากผู้ใดฝ่าฝืน รู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกไม่ว่าเพราะเหตุใด ได้สมัครรับเลือกต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 – 10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000 – 200,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด 20 ปี นอกจากนี้ ผู้ใดรับรองหรือเป็นพยานซึ่งลงลายมือชื่อรับรองเอกสารหรือหลักฐานที่ใช้ประกอบการสมัครเป็นเท็จ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด 5 ปี
ลักษณะต้องห้าม
ลักษณะต้องห้ามในการสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา 3 ประเด็น ดังนี้
- กรณีเป็นสมาชิกพรรคการเมือง ออกจากการเป็นสมาชิกกี่วัน
- กรณีบุคคลดำรงตำแหน่งตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด ถือเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือไม่
- กรณีบุคคลดำรงตำแหน่งคณะกรรมการชุมชน ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยคณะกรรมการชุมชน พ.ศ. 2565 และที่แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่สอง พ.ศ.2566 ข้อ 16 และ ข้อ 18 วรรคสอง ถือเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือไม่ ถ้าไม่ ต้องลาออกในวันรับสมัครหรือไม่ และกี่วัน
สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณาแล้ว มีความเห็นดังนี้
พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 14 (21) กำหนดว่า ผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภาต้องไม่เป็นสมาชิกพรรคการเมือง ดังนั้น หากปรากฏข้อเท็จจริงว่า ในวันสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา บุคคลซึ่งสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคการเมืองใด ย่อมถือว่าบุคคลนั้นไม่มีลักษณะต้องห้ามในการสมัครตามมาตรา 14 (21) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว
พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 4 กำหนดคำนิยามคำว่า “ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง” ซึ่งหมายความว่า (1) นายกรัฐมนตรี (2) รัฐมนตรี (3) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (4) สมาชิกวุฒิสภา (5) ข้าราชการการเมืองอื่นนอกจาก (1) และ (2) ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการการเมือง (6) ข้าราชการรัฐสภาฝ่ายการเมือง ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการรัฐสภา กรณีตามข้อหารือเกี่ยวกับการดำรงตำแหน่งทางการเมือง จึงเทียบเคียงจากบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว
ศาลรัฐธรรมนูญได้เคยมีคำวินิจฉัยที่ 5/2543 ลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2543สรุปลักษณะของ “เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ” ไว้ โดยเป็นบุคคลที่ได้รับแต่งตั้งหรือเลือกตั้งตามกฎหมายรวมทั้งมีอำนาจหน้าที่ดำเนินการหรือหน้าที่ปฏิบัติการให้เป็นไปตามกฎหมายและปฏิบัติงานประจำโดยอยู่ในบังคับบัญชาหรือกำกับดูแลของรัฐและมีเงินเดือน ค่าจ้าง หรือค่าตอบแทนตามกฎหมาย
ดังนั้น บุคคลใดจะมีสถานะเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐหรือไม่ ต้องพิจารณาตามแนวคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าว ทั้งนี้ ควรหารือไปยังหน่วยงานต้นสังกัด เพื่อวินิจฉัยว่าตำแหน่งคณะกรรมการชุมชนอยู่ในความหมายของคำว่า “เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ” ตามแนวคำวินิฉัยของศาลรัฐธรรมนูญข้างต้นหรือไม่
ด้วยปรากฏว่ามีบุคคล กลุ่มบุคคล ได้ดำเนินการจัดทำข้อมูลเกี่ยวกับการแนะนำตัวของผู้ที่ประสงค์จะลงสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาและเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ตามสื่อต่าง ๆ รวมถึงการรวมกลุ่มจัดกิจกรรมต่าง ๆ ของบุคคลที่ประสงค์จะลงสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา ก่อนที่ระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการแนะนำตัวในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2567 มีผลใช้บังคับ
สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ขอเรียนว่า ระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการแนะนำตัวในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2567 ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 26 เมษายน 2567 และระเบียบดังกล่าวจะมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ดังนั้น เพื่อให้การแนะนำตัวในการเลือกสมาชิกวุฒิสภาเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด จึงขอให้ผู้ประสงค์จะลงสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาศึกษาและทำความเข้าใจระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการแนะนำตัวในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2567 และพึงระมัดระวังในการดำเนินการแนะนำตัวให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบกำหนดด้วย
ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งได้เก็บรวบรวมข้อมูลของบุคคล กลุ่มบุคคล ที่ดำเนินการจัดทำข้อมูลเกี่ยวกับการแนะนำตัวของผู้ที่ประสงค์จะลงสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาและเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ตามสื่อต่าง ๆ รวมถึงการรวมกลุ่มจัดกิจกรรมต่าง ๆ ของบุคคลที่ประสงค์จะลงสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาไว้ด้วยแล้ว และหากพบว่ามีการกระทำที่เข้าข่ายเป็นความผิด จักดำเนินการตามที่กฎหมายและระเบียบกำหนดต่อไป
ที่มา: สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)