ทุกเช้าที่รถไฟฟ้าแน่นจนล้น ทุกคืนที่ถนนยังเต็มไปด้วยแรงงานส่งอาหาร พนักงานออฟฟิศ คนงานก่อสร้าง นักศึกษา และผู้คนที่ไม่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านกรุงเทพฯ กำลังสะท้อนข้อเท็จจริงสำคัญว่า เมืองนี้ไม่เคยถูกออกแบบให้รองรับคนจริงๆที่ใช้งานเมืองอยู่จริงอย่างเพียงพอ
ปัญหาของกรุงเทพมหานครจึงไม่ใช่แค่เรื่องรถติด น้ำท่วม หรือฝุ่น PM2.5 หากแต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของเมืองที่มีประชากรมากกว่าตัวเลขทางการ เมืองที่ต้องให้บริการสาธารณะแก่ผู้คนจำนวนมหาศาล โดยใช้งบประมาณ การวางแผน และระบบราชการที่ยังอิงอยู่กับข้อมูลประชากรบนกระดาษ ความย้อนแย้งนี้ทำให้กรุงเทพมหานครกลายเป็นเมืองที่ดูเหมือนมีทรัพยากรมหาศาล แต่กลับไม่เคยพอต่อภาระที่ต้องรับผิดชอบจริง
ช่องว่างระหว่างประชากรทางทะเบียน กับ ประชากรที่ใช้เมืองจริง จึงไม่ใช่เพียงความคลาดเคลื่อนทางสถิติ แต่คือรากฐานของความล้มเหลวในการบริหารเมืองสมัยใหม่ เพราะเมื่อรัฐมองไม่เห็นคนจำนวนหนึ่งในระบบข้อมูล คนเหล่านั้นก็มักไม่ถูกนับรวมในการออกแบบบริการสาธารณะ งบประมาณ หรือโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวัน เมืองจึงค่อย ๆ เติบโตบนความไม่สมดุลระหว่างจำนวนคนกับศักยภาพของระบบรองรับอย่างเงียบงัน
นี่เองคือเหตุผลที่การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในปี 2569 สำคัญกว่าการเลือก “ผู้บริหารเมือง” ในความหมายทั่วไป เพราะผู้ว่าฯ กทม. ไม่ได้มีหน้าที่เพียงดูแลความสะอาดของถนนหรือแก้ปัญหาการจราจรเฉพาะหน้า แต่ต้องรับผิดชอบต่อการบริหารมหานครที่มีความซับซ้อนที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมืองที่ตัวเลขประชากรไม่เคยตรงกับความเป็นจริงและเมืองที่ทุกความล้มเหลวของบริการสาธารณะสะท้อนกลับมาที่ชีวิตของผู้คนหลายล้านคนโดยตรง
บทความนี้มุ่งอธิบายว่า เหตุใดการเลือกตั้งครั้งนี้จึงสำคัญกว่าที่หลายคนคิด โดยวิเคราะห์ผ่านสี่มิติหลัก ได้แก่ ปัญหาประชากรแฝงและงบประมาณ โครงสร้างอำนาจพิเศษของกรุงเทพมหานคร ความล้มเหลวของบริการสาธารณะที่สะสมมานาน และการเลือกตั้งในฐานะกลไกตรวจสอบและสร้างความรับผิดชอบในระบอบประชาธิปไตย
ปัญหาประชากรแฝงภาระที่ไม่มีงบประมาณรองรับ
ระบบการจัดสรรงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในประเทศไทย รวมถึงกรุงเทพมหานคร ยังคงผูกติดกับจำนวนประชากรตามทะเบียนราษฎร์เป็นฐานคำนวณหลัก ซึ่งหมายความว่า กรุงเทพมหานครได้รับงบประมาณสำหรับดูแลคนประมาณ 5–6 ล้านคน แต่ต้องให้บริการจริงแก่คนกว่า 10 ล้านคนขึ้นไปทุกวัน ความไม่สมดุลนี้ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ แต่กลับถูกมองข้ามในการอภิปรายนโยบายสาธารณะของเมืองมาอย่างยาวนาน
แรงกดดันจากช่องว่างนี้สะสมอยู่ในทุกระบบบริการพื้นฐานของเมือง ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างต่อไปนี้ ด้านระบบขนส่งมวลชน รถไฟฟ้า BTS และ MRT ถูกออกแบบมาสำหรับความจุระดับหนึ่ง แต่ในชั่วโมงเร่งด่วน ผู้ใช้บริการจำนวนมากคือประชากรแฝงที่ไม่ได้นับในการวางแผน ส่งผลให้ระบบแออัดเกินขีดความสามารถอย่างเรื้อรัง
งานวิจัยพบว่ามากกว่าร้อยละ 50 ของประชาชนในกรุงเทพฯ อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีอุปสงค์ด้านการขนส่งสูงแต่ได้รับบริการน้อย (อุปทานต่ำ) และความน่าเชื่อถือของตารางเดินรถรวมถึงปัญหารถแน่นยังคงเป็นจุดอ่อนหลักที่ส่งผลโดยตรงต่อความพึงพอใจของผู้ใช้บริการ ยิ่งกว่านั้น คุณภาพรถเมล์ซึ่งเป็นระบบขนส่งสาธารณะที่คนรายได้น้อยพึ่งพามากที่สุด ยังคงย่ำแย่จากปัญหาโครงสร้างการบริหารที่มีภาระหนี้สูงและเส้นทางล้าสมัย ทำให้ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงระบบขนส่งตามรายได้ยังคงดำรงอยู่
ด้านระบบสาธารณสุข โรงพยาบาลในสังกัด กทม. เช่น โรงพยาบาลกลาง และโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ ต้องรองรับผู้ป่วยที่ไม่มีทะเบียนบ้านในกรุงเทพฯ จำนวนมาก โดยไม่มีกลไกชดเชยงบประมาณที่ชัดเจนจากรัฐบาลกลาง ภาระนี้ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นในสถานการณ์วิกฤต ดังที่เห็นชัดจากวิกฤตโควิด-19 ที่กรุงเทพมหานครแสดงให้เห็นถึงข้อจำกัดด้านศักยภาพและปัญหาการประสานงานระหว่างหน่วยงานหลายฝ่าย ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อการให้บริการสุขภาพและมาตรการควบคุมโรค
ด้านการจัดการขยะและสิ่งแวดล้อม ปริมาณขยะที่เกิดขึ้นจริงในแต่ละวันสัมพันธ์กับจำนวนคนที่อยู่ในเมือง ไม่ใช่จำนวนคนในทะเบียนราษฎร์ กรุงเทพมหานครผลิตขยะวันละกว่า 10,000–11,000 ตัน (กรมควบคุมมลพิษ, 2565) ซึ่งสะท้อนภาระที่เกินกว่าตัวเลขประชากรทางการอย่างชัดเจน
นอกจากนี้ ระบบจัดการน้ำเสียก็มีขีดความสามารถจำกัดและไม่ทันต่อปริมาณน้ำเสียที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ต้องการการลงทุนและขยายขีดความสามารถอย่างเร่งด่วน
ด้านการจัดการน้ำและความเสี่ยงน้ำท่วม การขยายตัวของชุมชนไม่เป็นทางการ (informal settlements) ซึ่งมักเป็นที่อยู่ของประชากรแฝง ทำให้พื้นที่ซึมน้ำลดลงและความเสี่ยงน้ำท่วมเพิ่มขึ้นในพื้นที่ที่ระบบระบายน้ำไม่ได้ถูกออกแบบมารองรับ บทเรียนจากน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ชี้ให้เห็นว่าโครงสร้างความรับผิดใน กทม. ยังเน้นการเมืองมากกว่าการจัดการภัยพิบัติที่มีประสิทธิภาพ และขาดกลไกเครือข่ายความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เพียงพอ
อำนาจและข้อจำกัดของ “องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ”
กรุงเทพมหานครไม่ใช่เทศบาลทั่วไป และผู้ว่าฯ กทม. ก็ไม่ใช่นายกเทศมนตรี พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 กำหนดสถานะพิเศษที่ให้ผู้ว่าฯ มีอำนาจบริหารที่กว้างขวางและครอบคลุม ซึ่งต่างจากจังหวัดอื่นที่อำนาจเหล่านั้นกระจายอยู่ในหลายหน่วยงาน ทั้งในด้านการศึกษา สาธารณสุข โยธาธิการ สิ่งแวดล้อม การจัดระเบียบเมือง และการพัฒนาเมือง ด้วยงบประมาณรายจ่ายประจำปีราว 80,000–90,000 ล้านบาท (กรุงเทพมหานคร, 2567) กรุงเทพมหานครมีทรัพยากรทางการเงินมากกว่าหลายจังหวัดรวมกัน
ในแง่การศึกษา กรุงเทพมหานครบริหารโรงเรียนในสังกัดกว่า 430 แห่ง ครอบคลุมนักเรียนหลายแสนคน ซึ่งเป็นระบบการศึกษาท้องถิ่นที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ในแง่สาธารณสุข มีโรงพยาบาลและศูนย์บริการสาธารณสุขในสังกัดกว่า 68 แห่งกระจายอยู่ทั่วพื้นที่ และในแง่การพัฒนาเมือง ผู้ว่าฯ มีอำนาจในการกำหนดผังเมืองและกฎระเบียบการใช้ที่ดินที่ส่งผลต่อทิศทางการพัฒนาของเมืองในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ความ “พิเศษ” นี้มีสองด้านเสมอ กทม. ยังต้องพึ่งพาการอนุมัติจากส่วนกลางในโครงการขนาดใหญ่ที่ต้องประสานกับกระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานรัฐวิสาหกิจอีกหลายแห่ง เช่น การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) การทางพิเศษแห่งประเทศไทย กรมทางหลวงชนบท และการประปานครหลวง ในพื้นที่กรุงเทพฯ มีหน่วยงานรัฐหลายสิบแห่งที่มีอำนาจทับซ้อนกัน
ความซ้อนทับของอำนาจนี้คือต้นตอของปัญหาที่คนกรุงเทพฯ คุ้นเคยดีในชีวิตประจำวัน ปรากฏการณ์ถนนที่ถูกขุดซ้ำซ้อนโดยหน่วยงานต่างกันในเวลาไล่เลี่ยกัน ระบบระบายน้ำที่วางแผนไม่สอดคล้องกันระหว่างหน่วยงาน แผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ขาดเอกภาพ และการพัฒนาพื้นที่สีเขียวที่ล่าช้าเพราะต้องรอการอนุมัติจากหลายกระทรวง ล้วนเป็นผลผลิตของโครงสร้างการกำกับดูแลที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นระบบ
งานวิจัยด้านธรรมาภิบาลเมืองชี้ว่า ระบบราชการแบบรวมศูนย์ยังมีบทบาทควบคุมบริการสาธารณะอย่างมาก แม้จะนำแนวคิดการบริหารแบบ New Public Management (NPM) และ good governance มาใช้แล้วก็ตาม
นอกจากนี้ กรุงเทพฯ ยังเติบโตอย่างรวดเร็วโดยเน้น “โครงสร้างเทา” (grey infrastructure) คือถนนและระบบสาธารณูปโภค มากกว่าการวางแผนพื้นที่สีเขียวระยะยาว แผนพัฒนาเมืองระยะยาวของ กทม. ใช้เป็นฐานกำหนดงบประมาณประจำปี แต่การนำไปปฏิบัติยังขาดความต่อเนื่องและมักเปลี่ยนแปลงตามวาระของผู้บริหาร ทำให้เมืองขาดทิศทางที่ชัดเจนและยั่งยืน
ความล้มเหลวของบริการสาธารณะที่สะสมมานาน
เมื่อพิจารณาภาพรวมของบริการสาธารณะในกรุงเทพมหานครอย่างตรงไปตรงมา จะพบรูปแบบปัญหาที่ซ้ำซากและสะสมมาอย่างยาวนานใน 4 ด้านหลัก
ด้านแรก ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการระหว่างพื้นที่ แม้กรุงเทพมหานครจะมีงบประมาณมาก แต่การกระจายบริการยังไม่เท่าเทียมกันระหว่างพื้นที่ชั้นในกับชานเมือง ชุมชนแออัดและพื้นที่ที่มีประชากรแฝงหนาแน่น เช่น บริเวณรอบนิคมอุตสาหกรรม ย่านก่อสร้างขนาดใหญ่ และชุมชนริมคลอง มักได้รับบริการสาธารณะที่ต่ำกว่ามาตรฐานและไม่ปรากฏในสายตาของผู้กำหนดนโยบาย การเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะก็มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญระหว่างเขตพื้นที่ โดยคนที่มีรายได้สูงกว่าเข้าถึงระบบขนส่งที่มีคุณภาพดีกว่าได้ง่ายกว่า
ด้านที่สอง ข้อจำกัดด้านข้อมูลและการวางแผน การวางแผนบริการสาธารณะที่ดีต้องอาศัยข้อมูลประชากรที่แม่นยำ แต่กรุงเทพมหานครยังขาดระบบติดตามประชากรแฝงที่เป็นระบบ ข้อมูลที่มีอยู่มักกระจัดกระจายและไม่ทันสมัยทำให้การวางแผนระยะกลางและระยะยาวขาดฐานข้อมูลที่เชื่อถือได้ มหานครอื่นในเอเชีย เช่น โซล ได้พัฒนาระบบฐานข้อมูลประชากรแบบ real-time ที่บูรณาการข้อมูลจากหลายแหล่ง ทั้งข้อมูลการใช้บัตรขนส่ง บัตรประชาชนและการลงทะเบียนที่พักชั่วคราว เพื่อประมาณจำนวนประชากรจริงในแต่ละพื้นที่ สำหรับกรุงเทพมหานคร การนำเทคโนโลยีข้อมูลขนาดใหญ่ (big data) มาใช้ในลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อม แต่ต้องการเจตจำนงทางการเมืองและการลงทุนในระบบข้อมูลอย่างจริงจัง
ด้านที่สาม ความล้าหลังด้านดิจิทัลและธรรมาภิบาล แม้โครงการ “สมาร์ทซิตี้” ในกรุงเทพฯ จะนำระบบจราจรอัจฉริยะและ e-government มาใช้ และช่วยให้เมืองทำงานได้ดีขึ้นในบางด้าน แต่ยังติดปัญหาทักษะดิจิทัลที่ยังกระจายไม่ทั่วถึง โครงสร้างพื้นฐานและงบประมาณที่จำกัด และแรงต้านการเปลี่ยนแปลงภายในองค์กรราชการ ผลลัพธ์คือการปฏิรูปดิจิทัลยังไม่สามารถเปลี่ยนประสบการณ์ของประชาชนได้อย่างมีนัยสำคัญในวงกว้าง
ด้านที่สี่ ปัญหาการจัดการน้ำและภัยพิบัติเชิงโครงสร้าง การจัดการลำน้ำและคลองในกรุงเทพฯ ยังคงยึดกับสถาบันและกติกาแบบเดิม ทำให้การควบคุมน้ำท่วมไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร นักวิชาการด้านการจัดการเมืองเสนอให้ใช้ “การกำกับภูมิทัศน์แบบร่วมมือ” ระหว่างรัฐ–ชุมชน–เอกชน เพื่อจัดการปัญหาน้ำท่วมและการรักษาวัฒนธรรมริมคลองอย่างยั่งยืน แต่กลไกดังกล่าวยังไม่ได้รับการพัฒนาอย่างเป็นระบบในกรุงเทพมหานคร
การเลือกตั้งในฐานะกลไกตรวจสอบ ไม่ใช่แค่พิธีกรรม
เมื่อพิจารณาปัญหาเชิงโครงสร้างทั้งหมดข้างต้น คำถามที่ตามมาคือ การเลือกตั้งจะช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ได้อย่างไร และทำไมการมีส่วนร่วมของประชาชนจึงสำคัญ
งานวิจัยด้านพฤติกรรมการเลือกตั้งในไทยชี้ให้เห็นว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในกรุงเทพฯ มีรูปแบบการตัดสินใจที่หลากหลายและซับซ้อน Chattharakul (2010) พบว่า บางส่วนยึดโยงกับเครือข่ายความสัมพันธ์และการอุปถัมภ์ในระดับชุมชน โดยเฉพาะในพื้นที่ชานเมืองและชุมชนเก่าแก่ ขณะที่อีกส่วนตัดสินใจบนฐานนโยบายและความสามารถที่มองเห็นได้ โดยเฉพาะกลุ่มชนชั้นกลางในย่านที่อยู่อาศัยแบบปิด (ban pit) ที่ปฏิเสธการเมืองเงินและต้องการการรณรงค์เชิงนโยบาย ที่น่าสนใจคือ งานชิ้นเดียวกันพบว่า แม้แต่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตชานเมืองกรุงเทพฯ ส่วนหนึ่งก็ยังได้รับอิทธิพลจากเครือข่ายอุปถัมภ์ไม่ต่างจากพื้นที่ชนบท ความหลากหลายนี้เองที่ทำให้การเลือกตั้งผู้ว่าฯ เป็นพื้นที่แข่งขันที่เสียงทุกเสียงมีน้ำหนักจริง
ในมิติที่กว้างขึ้น หลักฐานจากการศึกษาพฤติกรรมผู้เลือกตั้งในบริบทการเมืองแบบผสม (hybrid regime) ของไทยพบว่า การเลือกตั้งที่มีความหมายสามารถสร้างผลทางจิตวิทยาต่อความเชื่อมั่นในสถาบันสาธารณะได้อย่างมีนัยสำคัญ (Ricks & Hicken, 2025)
กล่าวคือ เมื่อผู้เลือกตั้งรู้สึกว่าเสียงของตนมีผลจริง ความเชื่อมั่นในกระบวนการประชาธิปไตยและสถาบันของรัฐจะเพิ่มขึ้น และในทางกลับกัน เมื่อผู้แพ้การเลือกตั้งรู้สึกว่ากระบวนการไม่ยุติธรรม ความเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยก็จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ นัยของงานวิจัยชิ้นนี้สำหรับการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. คือ คุณภาพของกระบวนการเลือกตั้งและการมีส่วนร่วมของประชาชนส่งผลโดยตรงต่อความชอบธรรมและสมรรถนะของการปกครองท้องถิ่นในระยะยาว
หลักการพื้นฐานของการปกครองท้องถิ่นในระบอบประชาธิปไตยคือ ความรับผิดรับชอบที่ตรวจสอบได้ (accountability) ผู้บริหารต้องรับผิดชอบต่อผู้เลือกตั้ง ไม่ใช่ต่อผู้แต่งตั้ง การที่ผู้ว่าฯ กทม. มาจากการเลือกตั้งโดยตรง จึงหมายความว่าประชาชนมีเครื่องมือ ในการตรวจสอบผู้บริหารเมืองผ่านกระบวนการประชาธิปไตย ต่างจากผู้ว่าราชการจังหวัดอื่นทั่วประเทศที่ยังมาจากการแต่งตั้งโดยกระทรวงมหาดไทย การไม่สนใจหรือไม่ใช้สิทธิเลือกตั้ง จึงไม่ใช่แค่เรื่องสิทธิที่ใช้หรือไม่ใช้ แต่คือการปล่อยให้พื้นที่ทางการเมืองนี้ถูกครอบงำโดยเครือข่ายที่ไม่ต้องรับผิดชอบต่อสาธารณะ
การเลือกตั้ง 2569 และนัยสำคัญ
วันที่ 28 มิถุนายน 2569 คือวันที่ประชาชนกรุงเทพฯ จะได้ใช้สิทธิเลือกผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนใหม่ กระบวนการเริ่มต้นมาตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคม เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศให้มีการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ พร้อมเปิดรับสมัครผู้สมัครระหว่างวันที่ 28 พฤษภาคม–1 มิถุนายน ต้นเดือนมิถุนายนประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิลงแข่งขัน และในช่วงกลาง-ปลายเดือนมิถุนายน ประชาชนสามารถแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิได้
การเลือกตั้งครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางบริบทที่สำคัญหลายประการ
ประการแรก กรุงเทพมหานครยังคงเผชิญกับปัญหาบริการสาธารณะเชิงโครงสร้างที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างยั่งยืน ได้แก่ รถติดและระบบขนส่งที่ไม่เพียงพอ ฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐานเป็นประจำทุกปี ความเสี่ยงน้ำท่วมที่ยังคงดำรงอยู่ และความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการสาธารณะระหว่างพื้นที่
ประการที่สอง ประชาชนในปัจจุบันมีข้อมูลและความคาดหวังที่สูงขึ้นกว่าในอดีต สื่อดิจิทัลและโซเชียลมีเดียทำให้ประชาชนสามารถติดตาม ตรวจสอบ และเปรียบเทียบผลงานการบริหารเมืองได้ง่ายขึ้น คนรุ่นใหม่ในกรุงเทพฯ มีแนวโน้มสนใจเนื้อหาเชิงนโยบายมากขึ้นและพึ่งพาการเมืองเงินน้อยลง
ประการที่สาม การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นโอกาสที่ประชาชนจะตั้งคำถามกับผู้สมัครแต่ละคนอย่างตรงไปตรงมาว่า มีแผนรับมือกับปัญหาเชิงโครงสร้างเหล่านี้อย่างไร มีความสามารถในการบริหารองค์กรขนาดใหญ่ที่มีงบประมาณกว่าแสนล้านบาทและต้องประสานงานกับหน่วยงานภายนอกอีกนับสิบแห่งหรือไม่ และที่สำคัญที่สุด มีวิสัยทัศน์ที่จะพัฒนากรุงเทพฯ ให้รองรับทั้งประชากร 5 ล้านในทะเบียนบ้าน และอีก 10 กว่าล้านที่อาศัยและทำงานในเมืองนี้จริงๆ หรือเปล่า
เลือกผู้ว่าฯ คือเลือกมาตรฐานที่เมืองนี้ควรมี
การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครจึงไม่ใช่เพียงการเลือกผู้บริหารเมืองในความหมายทั่วไป แต่คือการเลือกบุคคลที่จะต้องบริหารจัดการเมืองที่ซับซ้อนที่สุดแห่งหนึ่งในอาเซียน ซึ่งมีประชากรจริงมากกว่าที่ตัวเลขทางการบอก มีโครงสร้างอำนาจที่ซ้อนทับหลายชั้น และมีปัญหาบริการสาธารณะสะสมที่รอการแก้ไขอย่างเป็นระบบ
ผู้ว่าฯ ที่จะตอบโจทย์เหล่านี้ได้ ต้องไม่ใช่แค่นักการเมืองที่เก่งหาเสียงหรือสร้างภาพลักษณ์ แต่ต้องเป็นนักบริหารสาธารณะ (public administrator) ที่เข้าใจความซับซ้อนของระบบเมือง มีทักษะในการประสานงานระหว่างองค์กรที่มีอำนาจทับซ้อน มีวิสัยทัศน์ในการนำเทคโนโลยีมาพัฒนาการให้บริการสาธารณะอย่างเป็นรูปธรรม และมีความกล้าที่จะแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ผู้บริหารรุ่นก่อนๆ เลือกที่จะหลีกเลี่ยง
การเลือกตั้งครั้งนี้ยังมีนัยสำคัญต่อระบอบประชาธิปไตยท้องถิ่นไทยในภาพกว้าง เพราะกรุงเทพมหานครเป็นหนึ่งในไม่กี่แห่งที่ผู้บริหารสูงสุดมาจากการเลือกตั้งโดยตรง ผลของการเลือกตั้งและคุณภาพของการมีส่วนร่วมในครั้งนี้จึงส่งสัญญาณไปยังการเมืองระดับชาติว่า ประชาชนคาดหวังอะไรจากระบบการปกครองท้องถิ่นที่ดี และพร้อมจะใช้กลไกประชาธิปไตยเพื่อสร้างความรับผิดชอบให้กับผู้บริหารที่ตนเลือกมา
ทุกวันที่รถติดเพราะทางเท้าถูกยึดครอง ทุกเช้าที่ฝุ่น PM2.5 เกินค่ามาตรฐาน ทุกครั้งที่น้ำท่วมซอยเดิมซ้ำๆ สิบปีต่อสิบปี ล้วนเป็นตัวชี้วัดของสิ่งที่เราในฐานะผู้อยู่อาศัยยอมรับให้เป็น “ปกติ” การเลือกตั้งวันที่ 28 มิถุนายน 2569 คือโอกาสที่ประชาชนจะบอกว่า เราไม่ยอมรับ “ปกติ” แบบนั้นอีกต่อไป และที่สำคัญกว่านั้น คือโอกาสที่เราจะเลือกคนที่พิสูจน์ได้ว่ามีทั้งความสามารถและความมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนแปลงมันจริงๆ
เอกสารอ้างอิง
- Chattharakul, A. (2010). Thai electoral campaigning: Vote-canvassing networks and hybrid voting. Journal of Current Southeast Asian Affairs, 29(4), 67–95.
- Ricks, J. I., & Hicken, A. (2025). Voting for winners and losers in a hybrid regime: How Thailand’s 2023 election shaped voter opinion. Journal of Current Southeast Asian Affairs, 44(2), 245–269. https://doi.org/10.1177/18681034251341319
- United Nations, Department of Economic and Social Affairs, Population Division. (2023). World urbanization prospects: The 2022 revision. United Nations. https://population.un.org/wup/
- กรมควบคุมมลพิษ. (2565). รายงานสถานการณ์ขยะมูลฝอยชุมชนของประเทศไทย พ.ศ. 2565. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม.
- กรุงเทพมหานคร. (2567). ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567. สำนักงบประมาณกรุงเทพมหานคร.
- พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528. (2528). ราชกิจจานุเบกษา, 102(104 ก).
- สำนักงานสถิติแห่งชาติ. (2566). สถิติประชากรและเคหะ พ.ศ. 2566. กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม. http://www.nso.go.th
- สำนักผังเมือง กรุงเทพมหานคร. (2565). รายงานการศึกษาและวิเคราะห์ผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร. กรุงเทพมหานคร.




