วิกฤตตะวันออกกลาง สร้างแรงกระเพื่อมไม่ได้หยุดอยู่แค่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่พุ่งทะยาน แต่กำลังส่งผลกระทบลูกโซ่มาถึง “สำรับกับข้าว” และ “กระเป๋าเงิน” ของประชาชนไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
มติของคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 ตัดสินใจเพิ่มสินค้าควบคุมอีก 7 รายการ ขยายบัญชีจาก 59 เป็น 66 รายการ ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีในวันที่ 31 มีนาคมนี้
ขณะที่ วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ เลขาธิการมูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI) ตั้งคำถามเชิงโครงสร้างว่า มาตรการของรัฐที่กำลังดำเนินอยู่นั้น เพียงพอจริงหรือไม่ หากยังไม่กล้าแตะ “รายใหญ่” ที่ครองตลาดอยู่
รัฐบาลเลือกควบคุม 66 รายการ มากพอหรือถูกจุดหรือไม่?
ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ออกมายืนยันว่ากระทรวงไม่ได้นิ่งนอนใจ และได้เดินหน้ามาตรการหลายชั้นพร้อมกัน ทั้งการเพิ่มบัญชีสินค้าควบคุม การยกระดับมาตรการทางกฎหมายสำหรับสินค้าบางรายการ ไปจนถึงโครงการ “ไทยช่วยไทย” ที่จะกระจายตลาดธงฟ้าไปยัง 77 จังหวัด ตั้งแต่มีนาคมถึงสิงหาคมนี้
รายการสินค้าที่เพิ่มเข้าบัญชีควบคุมใหม่ 7 รายการได้แก่ เม็ดพลาสติก มะพร้าวผลอ่อนและผลิตภัณฑ์ ปลากะพงขาว น้ำดื่มบรรจุขวด น้ำปลา ซีอิ๊ว และกากถั่วเหลือง ดูผิวเผินอาจเหมือนเป็นรายการสินค้าแบบสะเปะสะปะ แต่หากอ่านให้ละเอียดจะพบว่าแต่ละรายการมีเหตุผลเฉพาะตัวที่น่าสนใจ
“เม็ดพลาสติก” เป็นต้นทุนห่วงโซ่อุปทานบรรจุภัณฑ์ที่เชื่อมกับราคาพลังงานโดยตรง “มะพร้าวผลอ่อน” และผลิตภัณฑ์เป็นการป้องกันการผสมแทนน้ำมะพร้าวแท้ในช่วงที่ตลาดตึงตัว “ปลากะพงขาว” เป็นมาตรการป้องกันการนำเข้าจากมาเลเซียที่อาจบิดเบือนราคาในประเทศ ส่วน น้ำดื่มบรรจุขวด น้ำปลา ซีอิ๊ว และกากถั่วเหลืองนั้น แม้ยังไม่มีมาตรการบังคับทางกฎหมายในทันที แต่การขึ้นบัญชีไว้ก่อนหมายความว่ารัฐมีอำนาจเข้าแทรกแซงได้ทันทีหากสถานการณ์เปลี่ยนแปลง
นอกจากนี้ ยังมีการยกระดับมาตรการสำหรับสินค้าที่อยู่ในบัญชีเดิมอีก 8 รายการ ประกอบด้วยสินค้าอุปโภคบริโภค 6 รายการ ได้แก่ กระดาษชำระและกระดาษเช็ดหน้า แชมพู ผงซักฟอกและน้ำยาซักฟอก ผลิตภัณฑ์ล้างจาน ผ้าอนามัย สบู่ก้อนและสบู่เหลว ซึ่งปรับจากเดิมที่แค่ “แจ้งราคา” เป็น “ต้องขออนุญาตปรับราคาก่อนจำหน่าย” ซึ่งเป็นมาตรการที่เข้มข้นขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
สำหรับน้ำมันปาล์มดิบ ปรับจากการควบคุมขนย้ายและทำบัญชีคุม เป็นต้องขออนุญาตส่งออก ซึ่งเป็นสัญญาณว่ารัฐกังวลเรื่องการดูดซับวัตถุดิบออกนอกประเทศในช่วงที่ราคาโลกสูง
กลไกทางกฎหมายที่รัฐเตรียมไว้มีความครอบคลุมพอสมควร โดยมาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ให้อำนาจกำหนดราคาจำหน่าย กำหนดกำไรสูงสุด ห้ามหรืออนุญาตส่งออก นำเข้า และห้ามจำหน่ายได้ ส่วนมาตรา 26 มีอำนาจให้แจ้งข้อมูลสินค้าและบริการ และหากเกิดความจำเป็นเร่งด่วน สามารถใช้อำนาจตามมาตรา 25 หรือ 26 ได้โดยขอความเห็นชอบจาก กกร. ภายใน 3 วัน
ยอมรับอย่างตรงไปตรงมา ควบคุมได้ไม่หมด
หนึ่งในถ้อยคำที่เป็นประเด็นจากการแถลงข่าว ของรัฐมนตรีศุภจี คือการยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า “ไม่สามารถควบคุมราคาสินค้าได้ทั้งหมด”
ราคาผักชี ราคาอาหารปรุงสำเร็จตามร้านอาหารริมทาง สิ่งเหล่านี้ขยับขึ้นไปก่อนแล้ว และรัฐไม่มีกลไกที่จะดึงกลับลงมาได้โดยตรง สะท้อนความจริงของตลาดที่รัฐบาลทุกชุดมักหลีกเลี่ยงการพูดถึง นั่นคือ กลไกตลาดอาหารมีความซับซ้อนเกินกว่าที่กฎหมายราคาจะควบคุมได้อย่างครอบคลุม
นันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า ให้สัญญาณที่น่ากังวลพอสมควร เมื่อระบุว่าการปรับขึ้นราคาน้ำมันที่เร็วกว่าปกติในครั้งนี้ทำให้มีความเสี่ยงที่เงินเฟ้ออาจสูงกว่าที่ประเมินไว้ โดยน้ำมันมีน้ำหนักในตะกร้าเงินเฟ้อประมาณ 7% และปัจจัยที่จะดันเงินเฟ้อขึ้นยังประกอบด้วยพลังงานและค่าไฟฟ้า อาหารสด สินค้าอุปโภคบริโภค และภาคบริการ
คำว่า “ติดตามอย่างใกล้ชิดและเตรียมมาตรการรองรับ” ฟังดูเป็นท่าทีที่รับผิดชอบ แต่หากราคาน้ำมันโลกยังแกว่งตัวอยู่ที่ประมาณ 88 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลและมีความไม่แน่นอนสูง คำถามสำคัญคือ มาตรการที่รัฐเตรียมไว้จะทันกับสถานการณ์หรือไม่
BioThai ข้อสังเกตุการกักอาหารของรายใหญ่ เพื่อทำกำไร?
ในขณะที่รัฐกำลังขยายบัญชีสินค้าควบคุม และเตรียมจัดตลาดธงฟ้า วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ เลขาธิการมูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI) ตั้งข้อสังเกตที่ว่า ประเทศไทยที่ถูกมองว่าเป็น “อู่ข้าวอู่น้ำ” ของโลกนั้น แท้จริงแล้วมีโครงสร้างการผลิตที่เปราะบางกว่าที่คิด เพราะยังพึ่งพาปัจจัยนำเข้าจากต่างประเทศในสัดส่วนสูง โดยเฉพาะปุ๋ยเคมีและพลังงาน
ข้อมูลที่น่าตกใจคือ ต้นทุนการผลิตสินค้าเกษตรสำคัญของไทย ไม่ว่าจะเป็นข้าวโพด อ้อย หรือปาล์มน้ำมัน มีสัดส่วนการพึ่งพาพลังงานและปุ๋ยเคมีสูงถึง 40-50% ของต้นทุนทั้งหมด ซึ่งหมายความว่าทุกครั้งที่ราคาพลังงานขึ้น ต้นทุนการเกษตรจะขึ้นตามในสัดส่วนที่สำคัญ และสุดท้ายก็จะสะท้อนมาที่ราคาอาหาร
แต่ที่น่ากังวลยิ่งกว่า คือประเด็นที่วิฑูรย์เรียกว่า “กำไรเกินควรในช่วงวิกฤต” โดยเขาชี้ว่าโครงสร้างตลาดอาหารไทยในหลายสินค้ามีการกระจุกตัวสูง ผู้ประกอบการรายใหญ่มีอำนาจในการบริหารสต๊อกและต้นทุนได้ดีกว่ารายย่อย ทำให้ในช่วงวิกฤต ผลกระทบมักตกกับผู้ประกอบการรายเล็กและผู้บริโภค ขณะที่รายใหญ่กลับมีโอกาสทำกำไรเพิ่มขึ้น
ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือตลาดเนื้อสัตว์และไข่ ที่ผู้ผลิตรายย่อยมีส่วนแบ่งตลาดต่ำมาก ผู้ผลิตสุกรรายย่อยมีสัดส่วนเพียงประมาณ 10% ของตลาดทั้งหมด ซึ่งในทางหนึ่งอาจทำให้ราคาดูเหมือน “ถูก” เพราะประสิทธิภาพการผลิตขนาดใหญ่ แต่ในอีกทางหนึ่ง นั่นหมายถึงผู้บริโภคมีทางเลือกน้อยมาก และหากรายใหญ่ตัดสินใจขึ้นราคา ก็แทบไม่มีทางเลือกอื่นให้หันไปหา
วิฑูรย์ตั้งคำถามว่า “รัฐจะกล้าดำเนินมาตรการกับกลุ่มทุนขนาดใหญ่หรือไม่?” เป็นคำถามที่ฟังดูธรรมดาแต่หนักมาก เพราะในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา คำตอบมักจะคลุมเครือเสมอ
เกษตรกรแบกต้นทุน แต่ไม่ได้กำไร
หนึ่งในความย้อนแย้งที่น่าเจ็บปวดที่สุดในวิกฤตครั้งนี้คือสิ่งที่วิฑูรย์เรียกว่า “การได้รับผลกระทบซ้ำซ้อน” ของเกษตรกร
เมื่อราคาพลังงานและปุ๋ยขึ้น เกษตรกรต้องแบกต้นทุนที่เพิ่มขึ้นโดยตรง แต่ราคาผลผลิตที่ได้ไม่ได้ขึ้นในสัดส่วนเดียวกัน เพราะในห่วงโซ่อุปทานที่มีคนกลางหลายชั้น กำไรมักถูกดูดซับไปในชั้นระหว่างทาง
ยิ่งกว่านั้น เกษตรกรจำนวนมากยังต้องซื้ออาหารในฐานะผู้บริโภคด้วย ทำให้เมื่อราคาอาหารสูงขึ้น พวกเขาก็ได้รับผลกระทบทั้งสองทาง ทั้งจากต้นทุนการผลิตที่พุ่งขึ้น และจากค่าครองชีพในชีวิตประจำวันในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา
วิฑูรย์ระบุว่าจำนวนคนจนในประเทศไทยเพิ่มขึ้นเกือบ 1 ล้านคน หากราคาอาหารยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ตัวเลขนี้อาจขยับขึ้นอีก และนั่นคือภาพรวมของสังคมที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งเพราะระบบเกษตรไทยล้วนพึ่งพาพลังงานเกือบครึ่ง
“ต้นทุนปุ๋ยเคมีคิดเป็นประมาณ 29% และน้ำมันอีก 12.9% สะท้อนว่าระบบเกษตรไทยผูกกับพลังงานเกือบครึ่งหนึ่ง “น้ำมันไม่ใช่แค่เรื่องขนส่ง แต่เป็นหัวใจของระบบอาหารทั้งหมด” วิฑูรย์กล่าว
เขายังชี้ว่า ไทยนำเข้าปุ๋ยเคมีเกือบ 99% ของการใช้ทั้งหมด โดยกว่า 30–35% มาจากตะวันออกกลาง และอีกส่วนหนึ่งมาจากจีน (14%)และรัสเซีย (10%)ทำให้เมื่อเกิดสงคราม ราคาปุ๋ยและพลังงานปรับตัวขึ้นทันที ส่งผลให้เกษตรกรจำนวนมากต้องเผชิญภาวะต้นทุนเพิ่มขึ้น 50–80% หรือไม่สามารถเข้าถึงปุ๋ยได้
วิฑูรย์ ระบุว่า วิกฤตพลังงานและอาหารในปัจจุบันสะท้อนความไม่สมดุลของโครงสร้างโลก โดยหลังสงครามยูเครนปี 2022 บริษัทปุ๋ยเคมีรายใหญ่ของโลกมีกำไรเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทั้ง Yara ที่เพิ่มขึ้นกว่า 600% CF Industries มากกว่า 300% และ Nutrien กับ Mosaic มากกว่า 100%
เพียง 4 บริษัท มีกำไรสุทธิรวมเพิ่มจากราว 2.1 แสนล้านบาท เป็นกว่า 6.2 แสนล้านบาทภายในปีเดียว ขณะที่ในอีกด้าน เกษตรกรกลับต้องซื้อปุ๋ยในราคาที่สูงขึ้นอย่างมาก
“วิกฤตอาหารคือวิกฤตที่คนเล็กคนน้อยเจ็บปวดที่สุด ต้นทุนสูง แต่กำหนดราคาไม่ได้” วิฑูรย์กล่าว
ทางออก ลดพึ่งปุ๋ย สนับสนุนอาหารท้องถิ่น เปิดพื้นที่รายย่อย
วิฑูรย์ มองว่าการลดการใช้ปุ๋ยเคมี งานศึกษาที่เขาอ้างอิงพบว่าประเทศไทยใช้ปุ๋ยเคมีเกินความจำเป็นเฉลี่ยถึง 30% และหากมีการจัดการดินและธาตุอาหารอย่างเหมาะสม สามารถลดการใช้ปุ๋ยลงได้โดยไม่กระทบผลผลิต แนวทางที่เสนอ เช่น การใช้มูลสัตว์เป็นปุ๋ยอินทรีย์ การปลูกพืชตระกูลถั่วเพื่อเพิ่มไนโตรเจนในดิน และการลดการเผาเศษวัสดุทางการเกษตร หากดำเนินการจริงจังจะสามารถเพิ่มปริมาณธาตุอาหารหลักในดินได้อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งไนโตรเจน ฟอสเฟต และโพแทสเซียม
ขณะที่ “การสนับสนุนระบบอาหารท้องถิ่น” แนวคิดนี้เรียบง่ายแต่ทรงพลัง เมื่อห่วงโซ่อาหารสั้นลง ต้นทุนจากการขนส่งและคนกลางก็ลดลงตามไปด้วย และผลประโยชน์ก็ตกถึงทั้งเกษตรกรและผู้บริโภคโดยตรงมากขึ้น
และอีกข้อเสนอที่ปฏิบัติได้ทันที คือการเปิดพื้นที่ให้เกษตรกรและผู้ผลิตรายย่อยเข้าถึงตลาดโดยตรง วิฑูรย์ ยกตัวอย่างช่วงวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ที่มีการเปิดพื้นที่ให้เกษตรกรนำสินค้าจากต่างจังหวัดเข้ามาจำหน่ายในเมืองโดยตรง ซึ่งช่วยบรรเทาปัญหาได้อย่างรวดเร็ว
สิ่งนี้แตกต่างจากโครงการตลาดธงฟ้าของรัฐบาลที่ประกาศไว้อยู่พอสมควร เพราะหากตลาดธงฟ้ายังคงพึ่งพาสินค้าจากผู้ผลิตรายใหญ่เป็นหลัก มันก็อาจช่วยลดราคาได้บ้าง แต่ไม่ได้แก้ปัญหาโครงสร้างตลาดที่กระจุกตัว
อีกสิ่งที่รัฐบาลควรทำคือการเปิดเผยข้อมูลต้นทุนและสต๊อกสินค้า วิฑูรย์อ้างอิงประสบการณ์จากวิกฤตราคาอาหารโลกปี 2551 ที่การเปิดเผยข้อมูลสต๊อกสินค้าสำคัญช่วยสร้างแรงกดดันทางสังคมให้เกิดการกำกับดูแล และป้องกันการขึ้นราคาที่ไม่สอดคล้องกับต้นทุนจริง ข้อเสนอนี้ฟังดูไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ในทางปฏิบัติกลับไม่ค่อยเกิดขึ้น เพราะ “ข้อมูล” คือ “อำนาจ” และการเปิดเผยข้อมูลต้นทุนของรายใหญ่ย่อมมีแรงต้านทานทางการเมืองอยู่ไม่น้อย
บทเรียนจากสงครามรัสเซีย–ยูเครน
หนึ่งในความเป็นห่วงที่ “วิฑูรย์” บอกคือการเตือนว่าวิกฤตครั้งนี้อาจซ้ำรอยสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงสงครามรัสเซีย–ยูเครนเมื่อ 4-5 ปีก่อน ที่ราคาอาหารโลกปรับสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์
ในครั้งนั้น สิ่งที่ทำให้ราคาพุ่งรุนแรงไม่ใช่แค่การขาดแคลนจริง แต่รวมถึงปฏิกิริยาลูกโซ่ของการกักตุน การจำกัดการส่งออกโดยหลายประเทศพร้อมกัน และความตื่นตระหนกในตลาดที่ทำให้ราคาวิ่งล่วงหน้าเกินความเป็นจริงของอุปทาน
หากไม่มีมาตรการเชิงโครงสร้างที่เพียงพอ วิกฤตตะวันออกกลางครั้งนี้ก็มีโอกาสก่อให้เกิดผลกระทบที่รุนแรงกว่า จากความไม่แน่นอนของภูมิรัฐศาสตร์ตะวันออกกลางทำให้ตลาดอยู่ในสภาวะ “รอระเบิด” และหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้น ราคาอาจพุ่งได้รวดเร็วมาก
สินค้าที่น่าเป็นห่วงที่สุด เนื้อสัตว์ ไข่ น้ำมันพืช
จากการประเมินของวิฑูรย์ ประเทศไทยไม่น่าจะเผชิญกับการขาดแคลนอาหารโดยรวม เพราะไทยยังมีศักยภาพการผลิตสูง โดยเฉพาะข้าวที่มีปริมาณเพียงพอและยังมีส่วนเกินเพื่อการส่งออก
แต่สินค้าที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบด้านราคามากที่สุดคือเนื้อสัตว์ ไข่ น้ำมันพืช โดยเฉพาะน้ำมันปาล์ม และสินค้าเกษตรที่เกี่ยวข้องกับต้นทุนพลังงานและอาหารสัตว์ สัญญาณเหล่านี้เริ่มปรากฏให้เห็นแล้วในตลาดสดทั่วไป
ข้อสังเกตสำคัญคือ แม้ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะคลี่คลายในระยะสั้น แต่ผลกระทบด้านราคาพลังงานและต้นทุนการผลิตจะต่อเนื่องอีกระยะหนึ่ง เพราะระบบพลังงานและห่วงโซ่อุปทานต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะปรับตัวกลับสู่ภาวะปกติ
ภาพรวมรัฐทำเต็มที่แล้ว? แต่อาจยังไม่ถูกจุดพอ
ถ้าจะประเมินภาพรวมอย่างตรงไปตรงมา ต้องยอมรับว่ารัฐบาลภายใต้การนำของรัฐมนตรีศุภจีดำเนินการในทิศทางที่ถูกต้อง การขยายบัญชีสินค้าควบคุม การยกระดับมาตรการทางกฎหมาย และการเดินหน้าโครงการช่วยเหลือค่าครองชีพ ล้วนเป็นมาตรการที่จำเป็นและควรทำ แต่มาตรการเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็น “มาตรการปลายน้ำ” ที่จัดการกับอาการ ไม่ใช่สาเหตุ
สาเหตุที่แท้จริงของความเปราะบางของระบบอาหารไทยอยู่ที่ “ต้นน้ำ” นั่นคือการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลและปุ๋ยนำเข้าสูง โครงสร้างตลาดที่กระจุกตัวในมือรายใหญ่ และการขาดระบบอาหารท้องถิ่นที่เข้มแข็งเพียงพอ
หากรัฐบาลต้องการให้ประเทศไทยมีความมั่นคงทางอาหารที่แท้จริงในระยะยาว ไม่ใช่แค่การควบคุมวิกฤตในระยะสั้น จำเป็นต้องมีนโยบายเชิงโครงสร้างที่กล้าหาญกว่านี้ รวมถึงการจัดการกับการกระจุกตัวของตลาดในแบบที่ “วิฑูรย์” พูดถึง
แม้ 31 มี.ค. 69 คณะรัฐมนตรีจะพิจารณาขยายบัญชีสินค้าควบคุมตามที่ กกร. เสนอ สิ่งนี้อาจเป็นข่าวดีในระยะสั้น แต่รัฐจะกล้าแตะโครงสร้างตลาดที่กระจุกตัวหรือไม่? จะมีการเปิดเผยข้อมูลต้นทุนและสต๊อกของรายใหญ่เพื่อให้สังคมตรวจสอบได้หรือไม่? และจะมีนโยบายสนับสนุนระบบอาหารท้องถิ่นและผู้ผลิตรายย่อยอย่างจริงจังหรือไม่?
“ความมั่นคงอาหาร” กลายเป็นประเด็นอ่อนไหวกว่าที่คาดคิด และเราไม่รู้ตัวจนกว่าจะเกิดวิกฤตครั้งใหญ่ ซึ่งจากวิกฤตพลังงานและปุ๋ยเคมีจากตะวันออกกลางในครั้งนี้ เป็นสัญญาณกระตุ้นเตือนให้รัฐบาลหันมาวางแผนสร้างความมั่นคงอาหารในระยะยาว หาไม่แล้ว เราก็จะมาพูดในเรื่องเดิมและประเด็นเดิมทุกครั้ง เมื่อสังคมเผชิญกับปัญหาเดิม ๆ
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง:




