บนเวทีเสวนา “มุมมองนักเศรษฐศาสตร์ ต่อทิศทางนโยบายภาครัฐใน 4 ปีข้างหน้า” ของสมาคมเศรษฐศาสตร์แห่งประเทศไทย โดยเหล่านักเศรษฐศาสาตร์จากสถาบันดังต่างขยายภาพปัญหาของเศรษฐกิจไทย ที่เผชิญภาวะซบเซามาหลายปีจนถูกเปรียบให้เป็น “ผู้ป่วยแห่งเอเชีย“ พร้อมมีข้อเสนอเชิงนโยบายที่จำเป็นให้กับรัฐบาลใหม่ที่ต้องเร่งผลักดัน เพื่อแก้ปัญหาเรื้อรังให้ตรงจุดตลอดช่วง 4 ปีข้างหน้านี้
ท่องเที่ยว-ส่งออก ไม่ใช่พระเอกอีกต่อไป
หลังผ่านช่วงการแพร่ระบาดโควิด-19 เศรษฐกิจไทยเติบโตช้าลง ในขณะที่ประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคเอเชียเริ่มเติบโตในอัตราที่สูงมากขึ้น โดยสาเหตุที่เป็นเช่นนั้น เกียรติพงศ์ อริยปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสประจำประเทศไทย ธนาคารโลก (World Bank) สะท้อนว่าไทยพึ่งพาการท่องเที่ยวและส่งออกสินค้าที่มีมูลค่าไม่สูงมาเกินไป โดยไทยยังคงพึ่งพาอุตสาหกรรมการผลิตแบบเก่า สะท้อนจากในปีที่ผ่านมา ไทยมีเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศสูงสุดในอาเซียน แต่ส่วนใหญ่เงินลงทุนเพื่อการซ่อมบำรุง (Maintenance) ไม่ได้สร้างเทคโนโลยีใหม่ ซึ่งเป็นลักษณะของประเทศที่เติบโตแล้ว แต่ไทยยังคงเป็นประเทศรายได้ปานกลาง ดังนั้นควรจะมีการขยายตัวของอุตสาหกรรมมากกว่านี้
ขณะที่การท่องเที่ยวโลกฟื้นตัวกลับมาใกล้ระดับก่อนโควิดแล้ว แต่ส่วนแบ่งตลาดนักท่องเที่ยวจำนวนมากไหลไปยังประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนามและญี่ปุ่น ขณะที่ไทย แม้จำนวนนักท่องเที่ยวจะทยอยฟื้นตัว
แต่เมื่อพิจารณาปัจจัยเชิงโครงสร้างจะพบว่า ปัญหาของไทยไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นหลังโควิด แต่สะสมมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว ทั้งเรื่องด้านความปลอดภัย ความชัดเจนของกฎระเบียบ การอำนวยความสะดวกทางการเดินทาง ตลอดจนข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะในเมืองรองและเมืองขนาดเล็ก ซึ่งยังไม่สามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้อย่างเต็มศักยภาพ
นอกจากนี้ไทยยังเผชิญผลกระทบจากมีอัตราแลกเปลี่ยน (บาทแข็งค่า) ทำให้ธนาคารโลกประมาณการรายได้ท่องเที่ยวไทยจะสามารถกลับไปเท่าระดับช่วงก่อนโควิด-19 ได้ อาจใช้เวลานานประมาณ 3 ปี

รายได้จากท่องเที่ยวของไทยลดลง แม้จำนวนนักท่องเที่ยวจะฟื้นตัว
นอกจากนี้ไทยยังเผชิณหนี้ครัวเรือนสูงสุดในอาเซียน โดยภาระหนี้จ่ายครัวเรือนตอนนี้เริ่มสูงกว่าเงินออมและเงินคงเหลือหลังใช้จ่ายจำเป็นแล้ว และจะมีคามเสี่ยงมากขึ้นจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูง ยิ่งซ้ำเติมให้ครัวเรือนไทยอาจไม่มีช่องทางลดภาระหนี้ได้
อีกสาเหตุของปัญหาหนี้ คือภาวะการจ้างงาน ปัจจุบันมีกลุ่มแรงงานบางส่วนที่ยังไม่กลับเข้าสู่ตลาดงาน โดยเลือกจะรับงานเมื่อเห็นว่าเป็นงานที่มีคุณภาพหรือให้ผลตอบแทนเหมาะสม เพราะไม่มีกำลังใจที่จะทำงาน ซึ่งแรงงานกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เคยทำงานในภาคอุตสาหกรรม ก่อนย้ายกลับสู่ภาคเกษตรและกระจายตัวอยู่ในต่างจังหวัด
เมื่อพิจารณาข้อมูลตำแหน่งงานใหม่ในภาคอุตสาหกรรมไทย พบว่า ยังมีการเปิดรับตำแหน่งงานจำนวนมากในอุตสาหกรรมใหม่ โดยเฉพาะสายงานด้านดิจิทัล ราว 70,000 ตำแหน่ง ซึ่งมีระดับรายได้สูงกว่าค่าเฉลี่ย สะท้อนให้เห็นถึงความไม่สอดคล้อง (mismatch) ระหว่างทักษะแรงงานที่มีอยู่กับความต้องการของตลาดส่งผลให้แม้มีตำแหน่งงานว่าง แต่แรงงานจำนวนหนึ่งยังไม่สามารถเข้าถึงโอกาสดังกล่าวได้
นโยบายด้านการคลังของไทย ในช่วงก่อนโควิด-19 ธนาคารโลกเคยประเมินว่าไทยมีความระมัดระวังสูงและสัดส่วนหนี้สาธาณะต่อจีดีพีก็ยังต่ำกว่าหลายประเทศในอาเซียน แต่ปัจจุบันสัดส่วนหนี้สาธารณะเพิ่มสูงขึ้นกว่า 20% และใกล้แตะเพดานระดับ 70% ต่อจีดีพี ซึ่งไทยจะต้องหาวิธีลดสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี
จากแบบจำลองของธนาคารโลก แนวทางที่ไทยสามารถทำ คือ การปรับสมดุลการใช้จ่ายของรัฐให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเน้นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ยกระดับการศึกษาโดยเน้นควบรวมโรงเรียนให้มีประสิทธิภาพการเรียนการสอนมากขึ้น และขยายฐานภาษี เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เนื่องจากระดับการจัดเก็บภาษีของไทยยังอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับประเทศรายได้ปานกลางด้วยกัน หากสามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้ทั้งหมดก็จะช่วยเพิ่มศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาวและลดสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีลงได้

ประมาณการสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีของไทยเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในเอเชีย
แม้ในช่วง 4 ปีข้างหน้า เศรษฐกิจไทยจะเผชิญพายุ แต่ก็ยังมีโอกาสใหม่เกิดขึ้น สะท้อนจากกระแสเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่ยังไหลเวียนในเศรษฐกิจไทยจำนวนมาก ซึ่งไทยยังไม่ได้โฟกัสเต็มที่ในอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้น
ธนาคารโลก เสนอแนวทาง 3 ด้านในการพัฒนาเศรษฐกิจไทยให้กลับมาเติบโตมากขึ้น ดังนี้
1. ด้านการแข่งขัน: ไทยต้องเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุนและปลดล็อกการลงทุนทั้งในประเทศและจากต่างประเทศในกิจกรรมที่มีมูลค่าสูง
- ผลักดันการปฏิรูปเพื่อเสริมสร้างการแข่งขันในภาคบริการ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล โลจิสติกส์ และภาคสนับสนุนอื่น ๆ
- ปรับปรุงและทำให้กฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการเข้าสู่ตลาด การขยายกิจการ และนวัตกรรม มีความคล่องตัวมากขึ้น
2. ด้านทักษะ: ลดช่องว่างด้านทักษะ เพิ่มโอกาสการจ้างงาน และเสริมความพร้อมของกำลังแรงงานสำหรับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ
- ขยายการฝึกอบรมและการยกระดับทักษะให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรม
- แก้ปัญหาความไม่สอดคล้องของทักษะ (Skill mismatch) และเตรียมแรงงานสำหรับอุตสาหกรรมที่เติบโตเร็ว เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง บริการดิจิทัล และการผลิตสีเขียว
3. ด้านปรับสมดุลการคลัง (Fiscal Rebalancing): ฟื้นฟูพื้นที่ทางการคลัง สนับสนุนการลงทุนที่ก่อให้เกิดผลิตภาพ และเพิ่มความสามารถในการรับมือกับแรงกระแทกทางเศรษฐกิจ
- ลดการขาดดุลงบประมาณให้สอดคล้องกับกรอบวินัยการคลังระยะปานกลาง
- ให้ความสำคัญกับการลงทุนภาครัฐที่มีประสิทธิภาพและการช่วยเหลือทางสังคมแบบมุ่งเป้า
- ขยายฐานรายได้ภาครัฐ รวมถึงการปรับโครงสร้างภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และเสริมความเข้มแข็งของระบบจัดเก็บภาษีดิจิทัล
คอร์รัปชันกัดกร่อนสังคมไทยมานาน
บรรยง พงษ์พานิช ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารเกียรตินาคินภัทร อัตราเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย พาย้อนกลับไปในช่วง 20 กว่าปีที่ผ่านมา ที่เศรษฐกิจไทยถอยหลังลงเรื่อย ๆ ตั้งแต่ก่อนจะเกิดวิกฤตต้มยํากุ้ง เติบโตเฉลี่ยปีละ 7.5% หลังวิกฤตต้มยํากุ้งเติบโตลดลงเหลือ 5% หลังวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ เติบโตเหลือ 3% พอหลังโควิด-19 จนถึงปัจจุบันเติบโตไม่ถึง 2% อัตราเฉลี่ยการเติบโตของประเทศไทยมันลดลงเรื่อย ๆ ซึ่งเชื่อว่ามาจากปัญหาเชิงสถาบัน ประกอบด้วย คอรัปชั่น การศึกษา และหลักนิติธรรม (Rule of law)
ปัจจัยเชิงสถาบันมีความสําคัญมากกับความสําเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจ กล่าวคือ ประเทศไหนที่เป็นประชาธิปไตยมาก จะมีคอร์รัปชั่นน้อย และมีความเป็นเสรีในทางเศรษฐกิจมาก มีการศึกษาดี และมีหลักนิติธรรมที่ดี ก็จะประสบความสําเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจ
จากสถิติ “Ranking of Top 20 Countries on Key Indicators” ของธนาคารโลกที่วัดศักยภาพประเทศทั่วโลก โดยตลอดกว่า 10 ปีผ่านมา ไทยปรับลดลงเกือบทุกดัชนี ตัวอย่างเช่น แม้ไทยจะมีการเลือกตั้ง แต่หากดูจากดัชนีของ IDEA (Institute for Democracy and Electoral Assistance) ไทยถูกจัดอยู่อันดับ 130 ของโลก ลดลงจากอันดับ 80 หรือดัชนีเสรีภาพทางเศรษฐกิจ ไทยเคยอยู่อันดับ 70 ของโลก ตกลงมาอยู่ที่อันดับ 185 ส่วนการศึกษาไทยจากผลประเมินของ PISA (Programme for International Student Assessment) ปี 2022 อยู่ที่อันดับ 63 จาก 80 ประเทศ และดัชนีหลักนิติธรรม อยู่ที่อันดับ 82 จากที่เคยอยู่อันดับ 50
ต้องยอมรับว่า ปัจจัยเชิงสถาบันของไทยมีแนวโน้มถดถอยในหลายด้าน และอาจเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง

ตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมา ไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศกำลังพัฒนาที่เติบโตต่ำเมื่อเทียบกับกลุ่มเดียวกัน ในยุคโลกาภิวัตน์โดยทั่วไป เศรษฐกิจโลกเติบโตเฉลี่ยราว 5–5.5% ขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาหลายแห่งขยายตัวได้ถึง 8–9% แต่ของไทยมีเพียงไม่กี่ปีเท่านั้นที่เติบโตสูงกว่าอัตราเฉลี่ยโลก และส่วนใหญ่มักเป็นปีที่เกิดการรีบาวด์ หรือแรงดีดกลับ หลังวิกฤติ เช่น หลังน้ำท่วมหรือหลังโควิด-19 สะท้อนชัดว่าเศรษฐกิจไทยยังขาดทั้งความยืดหยุ่น (resilience) และความคล่องตัว (agility) หลายประเทศใช้เวลาเพียงปีเดียวก็กลับสู่ระดับก่อนวิกฤติ แต่ไทยใช้เวลานานกว่าสามปีครึ่งจึงจะฟื้นกลับมาได้
แม้ภาพรวมจะมีข่าวร้ายหลายด้าน แต่ก็ยังมีมุมบวกอยู่บ้าง อย่างน้อยในบางดัชนีไทยยังอยู่ในระดับที่ดีกว่าบางประเทศ ซึ่งสะท้อนว่าไทยยังมีฐานบางอย่างที่สามารถต่อยอดและพัฒนาได้ต่อไป หากมีการปรับปรุงเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง ทั้งนี้ทุกดัชนีของไทยที่ตกต่ำสามารถปรับปรุงได้ เพราะธนาคารโลกมีเกณฑ์การประเมินที่ชัดเจน โดยวัดจากปัจจัยพื้นฐานที่ระบุไว้ และดูได้ว่าไทยยังขาดหรืออ่อนด้านไหน ซึ่งสามารถใช้เป็นแนวทางในการแก้ไขและยกระดับคะแนนได้ตรงจุด
นอกจากนี้ไทยกำลังเข้าสู่กระบวนการเป็นสมาชิก องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งมีมาตรฐานที่ดีที่จะช่วยให้ไทยสามารถยกระดับเข้าสู่ประเทศได้ทุกเกือบดัชนี มันเป็นปัจจัยที่เขาใช้ในการที่จะ approve และ access เรา ให้เข้าสู่มาตรฐาน เขามีความช่วยเหลือ เราด้วย ตนคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องสร้างความเข้าใจให้กับสังคม เพราะมุมมองทางการเมืองจะเกิดมาได้ ถ้าประชาชนไม่เห็นด้วยและเข้าใจ ดังนั้นการเข้าเป็นสมาชิก OECD เป็นก้าวแรกที่สำคัญที่จะช่วยปรับมาตรฐานเชิงสถาบันประเทศไทยให้ดีขึ้น แต่อย่างไรก็ตามทุกอย่างต้องใช้ระยะเวลา
ยกตัวอย่างเช่น เรื่องคอร์รัปชั่น มีข้อเสนอจากองค์กรต่อต้านคอรัปชั่นที่ค่อนข้างจะครบถ้วนที่จะเปลี่ยนระบบนิเวศน์ที่จะทําให้กลไกการคอรัปชั่นเนี่ยเกิดยาก เช่น การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารให้มากขึ้น เพราะมาตรฐานของ OECD ที่กำหนดระดับความโปร่งใสที่ค่อนข้างสูงทั้งต่อรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจ โดยเฉพาะแนวทาง Disclosure Standards for GLCs (Government-Linked Corporations) ซึ่งเป็นกรอบมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลของรัฐวิสาหกิจหรือบริษัทที่รัฐถือหุ้น
ปัจจุบันรัฐวิสาหกิจของไทยมีทรัพย์สินรวมกันราว 20 ล้านล้านบาท และมีรายได้–รายจ่ายหมุนเวียนปีละประมาณ 6 ล้านล้านบาท ซึ่งมีขนาดเกือบสองเท่าของงบประมาณแผ่นดิน หากประเทศมีปัญหาคอร์รัปชัน จุดที่มีความเสี่ยงสูงย่อมหนีไม่พ้นรัฐวิสาหกิจ เพราะมีโอกาสเกิดการรั่วไหลได้ในหลายจุด
นอกจากนี้ รัฐวิสาหกิจยังมีบทบาทครอบคลุมโครงสร้างพื้นฐานหลักของประเทศ หากองค์กรเหล่านี้ขาดประสิทธิภาพหรือมีปัญหาธรรมาภิบาล ย่อมกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และทำให้การเพิ่มผลิตภาพ (productivity improvement) เกิดขึ้นได้ยาก เพราะต้นทุนพื้นฐานของระบบเศรษฐกิจทั้งหมดตั้งอยู่บนโครงสร้างดังกล่าว ดังนั้นข้อดีสำคัญของแนวทางปฏิรูปด้านคอร์รัปชันคือ เป็นการปรับ “ระบบนิเวศ” (ecosystem) ทั้งระบบ แม้ผลลัพธ์อาจต้องใช้เวลา 3–4 ปี จึงจะเห็นได้ชัดเจน แต่จะเป็นการวางรากฐานที่ยั่งยืนในระยะยาว
วิกฤตประชากรวัยแรงงานขาดแคลน
การเข้าสู่สังคมสูงวัยจของไทย นฎา วะสี หัวหน้ากลุ่มงานวิจัย สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ชี้ให้เห็นว่าในปัจจุบัน คนไทยมีอายุขัยเพิ่มขึ้นอยู่ที่ประมาณ 78 ปี เนื่องจากมีสุขภาพดีขึ้น และข้อมูลของ สหประชาชาติ หรือ ยูเอ็น (UN) ประเมินว่าคนไทยมีสุขภาพดีถึงอายุ 67 ปี แต่ว่ากฎเกณฑ์ด้านแรงงานของไทยกลับไม่เคยมีการเปลี่ยนแปลง โดยอายุเกษียณทั้งภาคเอกชนและภาคราชการไทย ยังอยู่ที่ประมาณ 60 ปี มาโดยตลอด ขณะที่อายุเริ่มขอรับบํานาญจากประกันสังคมอยู่ที่ 55 ตั้งแต่เริ่มตั้งประกันสังคมเมื่อปี 2534 ซึ่งถือว่าเกือบต่ำที่สุดในโลก เมื่อเทียบกับหลายประเทศอื่นที่เริ่มขยับอายุเกษียณอยู่ที่ 62-65 ปี โดยในสหรัฐอเมริกาปัจจุบันกำหนดขอรับบำนาญได้ตอนอายุ 67 ปี เพราะประเทศอื่นมองว่าโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไปแล้ว และการที่ไทยไม่ปรับเปลี่ยนก็ทำให้มีความเสี่ยงสูง
หากเปรียบโครงสร้างการทำงานของไทยกับสหรัฐอเมริกา จะพบว่าคนอายุ 25-50 ปี ทำงานเกือบเต็ม 100% เหมือนกัน แต่ในสหรัฐฯ คนจบการศึกษาระดับสูงจะยิ่งทำงานนาน โดยคนอายุ 60 ปี ที่ยังทำงานมีมากกว่า 50% และคนอายุ 65 ปี มีสัดส่วน 30% แต่ในไทย คนอายุ 60 ปี มีสัดส่วนทำงานเพียง 20-30% สะท้อนว่ากฎเกณฑ์ต่าง ๆ ของไทย ทําให้สูญเสียเสียบุคลากรที่มีผลิตภาพดีไปพอสมควร
- ความเพียงพอ ต้องมองทุกระบบ เพราะสูงอายุมีรายได้หลายทาง เช่น ประกันสังคม เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ
- บทบาท กองทุนไหนมีหน้าที่อะไร ซ้ำซ้อนหรือไม่ และควรส่งเสริมเติมเต็มอย่างไร
- เมื่อมีการปรับเปลี่ยนกฎของหนึ่งกองทุน ก็อาจจะกระทบกองทุนอื่น
ที่สำคัญ เมื่อมีการปรับกติกาของกองทุนหนึ่ง ก็มักส่งผลกระทบต่อกองทุนอื่นเสมอ จึงไม่สามารถมองแบบแยกส่วนได้ ตัวอย่างเช่น หากต้องการให้ระบบประกันสังคมเดินหน้าต่อไปเพื่อสร้างความมั่นคงแก่ผู้ประกันตน การเพิ่มเพดานเงินสมทบหรือขยับอายุเกษียณ อาจช่วยชะลอปัญหาได้ แต่ยังไม่แก้โครงสร้างพื้นฐานเรื่องความไม่สมดุลระหว่างอัตราสมทบกับสูตรบำนาญ หากต้องการความยั่งยืนจริง อาจต้องพิจารณาปรับทั้งสูตรคำนวณบำนาญและอัตราเงินสมทบควบคู่กันอีกทั้งไม่ควรสร้างระบบใหม่ที่เก็บเงินจากฐานแรงงานกลุ่มเดียวกันเพิ่มขึ้นอีก เพราะจะยิ่งทำให้ระบบเดิมปรับตัวได้ยาก
ทางเลือกที่สอง คือ เปลี่ยนไปสู่ระบบบัญชีเงินออมเพื่อเกษียณส่วนบุคคล คล้ายกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ในกรณีนี้ความเสี่ยงจะไม่ได้อยู่ที่กองทุนรวม แต่จะอยู่ที่ตัวบุคคลผู้ที่ออมมากก็ได้รับมาก ผู้ที่ออมน้อยก็ได้รับน้อยอย่างไรก็ตาม หากเลือกแนวทางนี้ ก็จำเป็นต้องปรับระบบอื่นควบคู่กัน เช่น การออกแบบเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุให้มีลักษณะมุ่งเป้ามากขึ้น และอาจต้องมีการเติมเงิน ให้กับผู้มีรายได้น้อย เพื่อไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำรุนแรงในวัยชรา
ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า การปฏิรูปต้องมองทั้งระบบไม่ใช่แก้ไขเป็นรายกองทุน
เกษตรกรรายได้น้อยปัญหาซ้ำซาก
หนึ่งในปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยที่ยังแก้ไม่ตก คือ เกษตรกรไทย ที่เผชิญปัญหาด้านรายได้ ความสามารถแข่งขัน และโครงสร้างการผลิตทั้งระบบ โดยนิพนธ์ พัวพงศกร อดีตนายกสมาคมเศรษฐศาสตร์แห่งประเทศไทย ชี้ชัดว่าภาพรวมภาคเกษตรไทยมีสัดส่วนต่อจีดีพี เพียงประมาณ 8%
ขณะที่ตัวเลขแรงงานภาคเกษตรมักถูกอ้างว่าอยู่ราว 30% แต่ในความเป็นจริงอาจมีเพียง 18–20% เท่านั้น เพราะในพื้นที่ชนบทจำนวนมาก ลูกหลานเกษตรกรออกไปทำงานนอกภาคเกษตร เนื่องจากรายได้จากการทำเกษตรไม่คุ้มค่า บางพื้นที่กำไรสุทธิต่อไร่ไม่ถึง 2,000 บาท ซึ่งต่ำกว่าค่าจ้างขั้นต่ำอย่างมีนัยสำคัญ
ดังนั้น แนวทางสำคัญในการเพิ่มรายได้ต่อหัว คือการลดสัดส่วนแรงงานในภาคเกษตรให้สอดคล้องกับสัดส่วนจีดีพี เช่น ตั้งเป้าลดแรงงานเกษตรให้เหลือใกล้ 8% พร้อมกับเพิ่มผลิตภาพ (productivity) ของภาคเกษตรไปพร้อมกัน แต่การดึงคนออกจากภาคเกษตรต้องมีงานทางเลือกให้ในพื้นที่บ้านเกิด ไม่ใช่ผลักให้ย้ายเข้าสู่กรุงเทพมหานครเพียงอย่างเดียว
ซึ่งหนึ่งในแนวคิด คือ การกระจายศูนย์กลางเศรษฐกิจ โดยส่งเสริมให้บริษัทตั้งสำนักงานใหญ่ในต่างจังหวัด เพื่อให้ผู้บริหารและบุคลากรคุณภาพสูงกระจายตัวออกไป เมื่อมีคนเก่งอยู่ในพื้นที่ จะเกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจและนวัตกรรมตามมา ตัวอย่างในต่างประเทศ เช่น เมืองอุตสาหกรรมเฉพาะทางในเยอรมนี หรือเมืองนาโกย่าของญี่ปุ่นที่เป็นฐานสำคัญของโตโยต้า (Toyota) ล้วนเติบโตจากการมีศูนย์กลางธุรกิจและบุคลากรคุณภาพอยู่ในพื้นที่
การกระจายสำนักงานใหญ่ยังส่งผลต่อฐานภาษี เพราะปัจจุบันภาษีจำนวนมากถูกรวมศูนย์ในกรุงเทพมหานคร ทั้งที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจเกิดในต่างจังหวัด ควรเพิ่มอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับจังหวัดหรือกลุ่มจังหวัด มีบทบาทกำหนดนโยบายเศรษฐกิจมากขึ้น
ในด้านภาคเกษตรจำเป็นต้องเพิ่มผลิตภาพอย่างจริงจัง งานวิจัยต้องมุ่งตอบโจทย์เชิงยุทธศาสตร์ ไม่กระจัดกระจาย และเงินอุดหนุนควรมีเงื่อนไขส่งเสริมการรวมกลุ่มของเกษตรกร เพราะการทำงานแบบรายย่อยต่างคนต่างทำทำให้ต้นทุนสูงและเข้าถึงเทคโนโลยียาก
ทั้งนี้จากประสบการณ์ที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า กลุ่มเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จมักมีผู้สนับสนุนจากภายนอก ไม่ว่าจะเป็นองค์กรพัฒนาเอกชน หรือภาคเอกชนที่ทำงานจริงจังกับเกษตรกร ตัวอย่างเช่น บริษัทผลิตน้ำตาลรายหนึ่งที่ทำงานกับชาวไร่อ้อยอย่างเป็นระบบ หรือแบรนด์ข้าวที่พัฒนาแนวทางผลิตแบบคาร์บอนต่ำเพื่อเพิ่มมูลค่าให้สินค้า แนวทางเช่นนี้หากขยายผลได้จริง จะช่วยยกระดับผลิตภาพทั้งระบบ อย่างไรก็ตาม การเพิ่มผลิตภาพต้องมาพร้อมการทำเกษตรในขนาดที่เหมาะสม ใช้เครื่องจักรและเทคโนโลยีสมัยใหม่ ซึ่งอาจมีต้นทุนเริ่มต้น แต่จะคุ้มค่าในระยะกลางถึงยาว
ด้านกฎหมาย จำเป็นต้องปรับปรุงกฎหมายเช่าที่ดินให้สมดุลระหว่างเจ้าของที่ดินและผู้เช่า เพื่อจูงใจให้เกิดการลงทุนระยะยาว รวมถึงการลงทุนระบบน้ำที่มีประสิทธิภาพ ขยายผลจากโครงการขนาดเล็กที่พิสูจน์แล้วว่าได้ผล แทนการเน้นโครงการขนาดใหญ่ที่มีต้นทุนสูงและปัญหาสิ่งแวดล้อมมาก
โดยสรุป ไทยมีตัวอย่างความสำเร็จอยู่แล้วในหลายพื้นที่ สิ่งสำคัญคือการขยายผลให้ใหญ่พอและทำอย่างต่อเนื่อง หากทำได้จริงก็ยังมีความหวังว่าภาคเกษตรไทยจะเพิ่มผลิตภาพ และยกระดับรายได้เกษตรกรได้ในระยะยาว
เตือนระเบียบโลกใหม่สั่นคลอนเศรษฐกิจ
นอกจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่รัฐบาลต้องเตรียมรับมือแล้ว กอบศักดิ์ ภูตระกูล นายกสมาคมเศรษฐศาสตร์แห่งประเทศไทย มองว่ายังมีสิ่งที่น่ากังวลไม่แพ้กัน คือ ปัญหาเฉพาะหน้าที่กำลังกดดันมากขึ้นและอาจกลายเป็นตัวเร่งให้สถานการณ์ลุกลาม เหมือนเหตุการณ์วิกฤตในอดีตที่รัฐต้องทุ่มทรัพยากรแก้ปัญหาเร่งด่วนจนไม่มีแรงไปจัดการเรื่องระยะยาว
วันนี้โลกกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนใหญ่ ความผันผวนที่เห็นอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้น โดยเฉพาะความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรงขึ้น ทั้งสงครามการค้า สงครามเทคโนโลยี ความขัดแย้งด้านพลังงาน การเงิน และการจัดขั้วอำนาจใหม่ของโลก การเผชิญหน้าระหว่างมหาอำนาจหลักกำลังขยายตัวในหลายมิติ และจะส่งผลต่อประเทศขนาดกลางอย่างไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ผลกระทบระลอกแรก คือ ความผันผวนของตลาดการเงินและราคาสินทรัพย์ ซึ่งเริ่มเห็นแล้วในตลาดหุ้น ค่าเงิน ทองคำ และราคาน้ำมันโลก ระลอกที่สองจะกระทบเศรษฐกิจจริง ทั้งต้นทุนพลังงาน การส่งออก การลงทุน และความเชื่อมั่นของผู้บริโภค สิ่งเหล่านี้คือโจทย์เร่งด่วนที่รัฐบาลต้องบริหารจัดการควบคู่ไปกับการวางยุทธศาสตร์ระยะยาว
ขณะเดียวกัน โลกกำลังก้าวเข้าสู่ ระเบียบโลกใหม่ (New world order) ที่ความมั่นคงกับเศรษฐกิจแยกจากกันไม่ได้อีกต่อไป คำถามสำคัญ คือ ประเทศไทยจะวางตัวอย่างไรท่ามกลางการแข่งขันของมหาอำนาจ หากถูกกดดันให้เลือกข้าง ไทยจะรักษาผลประโยชน์ของชาติอย่างไรโดยไม่ทำให้ตนเองเสียเปรียบ
ในมุมเศรษฐกิจ โครงสร้างอุตสาหกรรมไทยก็กำลังเปลี่ยนผ่าน เทคโนโลยีเดิมที่เคยเป็นฐานการผลิตสำคัญกำลังเผชิญความท้าทาย ขณะที่เทคโนโลยีใหม่ เช่น เซมิคอนดักเตอร์ ดาต้าเซ็นเตอร์ พลังงานหมุนเวียน และยานยนต์ไฟฟ้า กำลังเข้ามาแทนที่ ซึ่งกระแสเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เริ่มไหลเข้าสู่ภาคส่วนใหม่ ๆ มากขึ้น โจทย์สำคัญของภาครัฐ คือ ต้องบริหารช่วงเปลี่ยนผ่านให้สั้นที่สุด ลดความเสียหายของภาคธุรกิจเดิม พร้อมเร่งสนับสนุนภาคธุรกิจใหม่ให้เติบโตเร็วเพียงพอจะเป็นเครื่องยนต์หลักแทนที่ของเก่า หากช่วงเปลี่ยนผ่านยาวเกินไปความเสียหายจะสะสมทั้งต่อธุรกิจ การจ้างงาน และระบบการเงิน
ท่ามกลางความไม่แน่นอนนี้ กอบศักดิ์ เสนอ 3 แนวทางหลักที่ไทยควรต้องเร่งทำ
- กระจายความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ ลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป โดยเฉพาะประเทศมหาอำนาจ เพิ่มสัดส่วนการค้ากับภูมิภาคอื่น เช่น อาเซียน อินเดีย ตะวันออกกลาง และยุโรป
- เสริมความแข็งแกร่งภายในประเทศ ยกระดับผลิตภาพ สร้างอุตสาหกรรมใหม่ ส่งเสริมการลงทุน ปฏิรูปกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค และเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบเศรษฐกิจ เปรียบเสมือนการเปลี่ยน “เรือไม้” ให้กลายเป็น “เรือเหล็ก” ที่ทนแรงคลื่นลมได้
- เตรียมรับวิกฤต วางแผนสำรองด้านพลังงาน อาหาร ยารักษาโรค และระบบความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน ไม่ให้เกิดภาวะขาดแคลนหรือความตื่นตระหนกแบบที่โลกเคยเผชิญในช่วงวิกฤตโรคโควิด-19
“ท้ายที่สุด วิกฤตทั้งหมดอาจจะเป็นโอกาสในการสร้างอนาคตให้ประเทศไทยก็ได้” กอบศักดิ์กล่าว
เนื้อหาอื่นเพิ่มเติม:




